ริศร์สุ แต้มคงคา ก้าวย่างของเจเนอเรชั่นที่ 3
31 Oct 2016

          แม้ว่าตอนนี้ธุรกิจสตาร์ทอัพ (Startup) จะเป็นเทรนด์ฮิตของคนรุ่นใหม่ที่มีความฝันอยากเปิดธุรกิจเป็นของตนเอง แต่ก็ยังมีคนอีกกลุ่มที่ยังคงมุ่งมั่นสืบทอดเจตนารมณ์ของครอบครัว เพื่อก้าวเดินตามรอยเท้าที่มั่นคง พร้อมกับการเปิดเส้นทางใหม่ๆ ด้วยที่ท้าทายไปพร้อมๆ กัน


          ในวันนี้เราได้มานั่งพูดคุยกับ ริศร์สุ แต้มคงคา หรือ อ้ำ ทายาทรุ่นหลานของ ‘ชาญ แต้มคงคา’ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง บริษัท โรงงานผลิตภัณฑ์อาหารไทย จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปแบรนด์ไวไวและควิกแสบ ที่วันนี้เธอกำลังเดินหน้าสานต่อธุรกิจของครอบครัวอย่างเข้มข้น โดยมีภารกิจหลักในการปลุกชีพหลายแบรนด์ในมือให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ด้วยพลังของคนรุ่นใหม่ที่ย่อมมีมุมมองแตกต่างจากคนยุคเก่า


          ด้วยวัยเพียง 27 ย่างเข้า 28 ปี ริศร์สุได้เข้ามารับบทบาทดูแลธุรกิจของครอบครัวกว่า 7 บริษัทที่มีความหลากหลายและแตกต่างกัน ไล่เลียงตั้งแต่ บริษัท โรงงานลูกกวาดเม่งเซ้ง จำกัด ผู้ผลิตสินค้าลูกกวาด ลูกอม หมากฝรั่ง อมยิ้ม, บริษัท เอ็ม.เอส.กรุ๊ป จำกัด ดำเนินธุรกิจจัดจำหน่ายสินค้าอุปโภคบริโภค, บริษัท นครหลวงกลูโคส จำกัด ผู้ผลิตและจำหน่ายกลูโคส, บริษัท ไทยกลูโคส จำกัด ผู้ผลิตกลูโคสผงและกลูโคสไซรัป, บริษัท ไพร์ม แพ็คเกจจิ้ง จำกัด ดำเนินธุรกิจด้านการผลิตบรรจุภัณฑ์ชนิดอ่อน, บริษัท ไทยเปเปอร์มิลล์ จำกัด ประกอบกิจการผลิตบรรจุภัณฑ์ที่ทำจากกระดาษ และ บริษัท ไทยแมกซ์เวล อิเลคทริค จำกัด ผู้ผลิตหม้อแปลงไฟฟ้าและสินค้าอุตสาหกรรม


          “ปัจจุบันหน้าที่หลักๆ ของอ้ำจะอยู่ที่โรงงานลูกกวาดเม่งเซ้ง โดยธุรกิจหลักก็จะผลิตหมากฝรั่งคิดคิดและหมากฝรั่งตรานกแก้วค่ะ ซึ่งอ้ำเข้ามาทำได้ประมาณ 4 ปีแล้ว ซึ่งครอบครัวเราก็จะค่อนข้างเปลี่ยนถ่ายงานกันเร็ว ตั้งแต่สมัยรุ่นอากงก็จะให้รุ่นคุณลุงเข้ามาดูตั้งแต่ตอนยังเป็นวัยรุ่น เพื่อจะได้มีเวลาสอนงานกัน ซึ่งรุ่นของอ้ำก็จะเป็นแบบนี้เช่นกัน พอเราเรียนจบคุณลุงก็อยากจะให้รีบเข้ามาทำ ไม่ได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปจนรุ่นคุณลุงทำไม่ไหวแล้วค่อยเข้ามา ซึ่งในช่วงแรกคุณลุงก็จะให้เข้าไปดูในส่วนของกระบวนการผลิตก่อนเลย เพราะมันคือหัวใจสำคัญของโรงงาน ต่อจากนั้นก็ไปดู QC, R&D แล้วก็ขยับไปในสายงานที่สูงขึ้นเรื่อยๆ ก่อนที่จะมาดูในส่วนของมาร์เก็ตติ้งค่ะ” เธอเริ่มต้นเล่าให้เราฟัง


          แม้ว่าในอดีตทั้ง ‘คิดคิด’ และ ‘นกแก้ว’ จะเป็นแบรนด์หมากฝรั่งที่ได้รับความนิยมไปทั่วบ้านทั่วเมือง แต่จากการที่แบรนด์ไม่ได้ทำการตลาดมากนักบวกกับกระแสการรักสุขภาพ และการที่ร้านค้าเทรดดิชันนัลเทรด หรือร้านโชห่วยเริ่มค่อยๆ ลดน้อยลงอย่างมาก ทำให้ทั้ง 2 แบรนด์แทบจะเลือนหายไปจากตลาด เท่านั้น ซึ่งทำให้ภารกิจของริศร์สุในการฟื้นชีพทั้งสองแบรนด์กลับมาไม่ใช่เรื่องง่าย


          “ตอนนี้อ้ำก็กำลังคุยกับพี่ชาย (ยศสรัล แต้มคงคา) ว่าเราอยากจะนำทั้ง 2 แบรนด์กลับมารีแบรนด์ใหม่ โดยอาจจะให้ออกมาเป็นแนวเรโทรหน่อย เพราะคนที่ยังรู้จักแบรนด์คิดคิดและนกแก้วอยู่ตอนนี้ก็น่าจะอายุประมาณ 25 ปีขึ้นไป คือเราไม่อยากที่จะทิ้งแบรนด์ของตัวเองไป ไหนๆ เราก็มีแบรนด์ที่มันแข็งแรงอยู่แล้ว ดังนั้นเราก็ต้องเขาไปทำตลาดกับกลุ่มคนที่ยังจำเราได้ และให้คนเหล่านั้นค่อยๆ กระจายไปสู่คนรุ่นใหม่” ริศร์สุกล่าว

 


          แต่อย่างไรก็ตาม ริศร์สุก็ย้ำชัดว่าเธอยังต้องการสร้างฐานลูกค้าใหม่ๆ เพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน โดยอาจจะเป็นลักษณะของหมากฝรั่งที่มีประโยชน์ด้วยการเติมวิตามิน เพื่อเจาะกลุ่มวัยรุ่นที่รักสุขภาพ รวมไปถึงการต่อยอดกลุ่มหมากฝรั่งเคี้ยวเพลินให้ทันสมัยมากขึ้น


          “สมัยก่อนเราจะประสบกับปัญหาที่พ่อแม่ไม่ยอมให้เด็กๆ เคี้ยวหมากฝรั่ง เพราะกลัวฟันผุ หรืออ้วน ทำให้สินค้าในกลุ่มหมากฝรั่งเคี้ยวเพลินเริ่มเสื่อมความนิยมลง ซึ่งเราอยากจะกลับมาเน้นย้ำตรงนี้ว่าหมากฝรั่งของเราใช้น้ำตาลที่มีประโยชน์ ตามแนวคิดของอากงที่ต้องการผลิตสินค้าให้เหมือนกับที่ทำให้ลูกหลานกิน เราอยากจะให้กลุ่มคนที่รายได้น้อยสามารถกลับมาซื้อความสุขได้ในราคาที่ไม่แพง แต่เราก็จะมีสินค้าใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาเพื่อตอบเทรนด์สุขภาพด้วย ซึ่งก็กำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาผลิตภัณฑ์ โดยหลังจากนี้ทุกคนก็จะเริ่มเห็นโฉมใหม่ของเราตามสื่อออนไลน์อย่างแน่นอน” 


          ส่วนใหญ่แล้วธุรกิจครอบครัวมักจะมีการวางตำแหน่งทายาทสืบทอดรุ่นต่อรุ่นจนเป็นเรื่องปกติ ทำให้เรานึกสงสัยว่าแนวคิดเช่นนี้จะกลายเป็นการปิดกั้นหรือทำให้ริศร์สุต้องทิ้งความฝันบางสิ่งไปหรือไม่?


          “มีคนเล่าให้ฟังว่า ตอนเด็กๆ อ้ำชอบพูดกับอากงว่า ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวโตมาอ้ำจะดูแลรับผิดชอบเอง (หัวเราะ) คือจริงๆ ที่บ้านไม่มีใครบังคับ ทุกคนในครอบครัวไม่เคยมีใครบอกว่าลูกหลานจะต้องกลับมาทำธุรกิจของครอบครัว คือก็จะมีทั้งกลุ่มคนที่เข้ามาทำ และอีกกลุ่มที่ไปตามเส้นทางของตัวเอง แต่สำหรับอ้ำเอง อ้ำมองว่าโรงงานคือครัวขนาดใหญ่ เพราะอ้ำเป็นคนชอบทำขนม ชอบทำอาหาร เรามีทีมงานเข้ามาช่วยดูในหลายๆ ส่วน ก็เลยทำให้เรารู้สึกสนุก แล้วก็ชอบที่ได้เข้ามาทำค่ะ” 


          เธอเล่าต่อไปว่า “อากงคือบุคคลที่เป็นแรงบันดาลใจของอ้ำค่ะ ท่านเป็นคนเริ่มธุรกิจเเละทำให้พวกเราทุกคนมีวันนี้ มีการศึกษาที่ดี มีครอบครัวที่อบอุ่น มีโอกาสดีๆ มากมาย เราทุกคนเห็นท่านเริ่มต้นจากศูนย์ ทำทุกอย่างมาด้วยความยากลำบาก กว่าจะพอหายใจหายคอได้ก็ใช้เวลาหลายสิบปี จนมีธุรกิจหลายบริษัทที่มีชื่อเสียงผลิตสินค้าออกมาเคียงคู่คนไทยหลายตัวด้วยกัน เราเห็นถึงความขยัน อดทน ซื่อสัตย์ มัธยัสถ์ของอากง เวลาเราท้อเเท้ พอนึกถึงอากงก็จะมีกำลังใจเเละมีเเรงที่จะสู้ต่อไป เพราะเราอยากที่จะต่อยอดธุรกิจของอากงให้ดีที่สุด”


          แต่ในขณะเดียวกัน ริศร์สุก็ยอมรับว่าในช่วงที่ผ่านมาเธอต้องแบกรับความกดดันในฐานะของ ‘ทายาทรุ่นที่ 3’ อยู่ไม่น้อย


          “จริงๆ ตอนแรกที่เข้ามาทำยังไม่กดดันค่ะ แต่พอทำไปสักพักก็ค่อยๆ รู้สึกกดดัน แต่เราก็คิดว่าต้องทำให้ดีที่สุด คือเราก็ต้องขอขอบคุณทีมงานทุกคน ทั้งญาติพี่น้อง และพนักงานที่อยู่ด้วยกันมาเหมือนครอบครัว ซึ่งเราก็โชคดีที่ทุกคนให้การต้อนรับเราเป็นอย่างดี คือเขาก็รู้ว่าเรามีความตั้งใจจริงๆ ตัวเราเองก็ไม่ได้อยู่ๆ เข้าไปปรับโน่นเปลี่ยนนี่ทันที แต่เราก็ต้องค่อยๆ หาจุดกึ่งกลางที่ทุกคนโอเค เพราะเราทำงานกับคนหลายรุ่น ซึ่งที่ผ่านมาอ้ำก็เข้าไปปรับในเรื่องของการใช้เทคโนโลยีและเรื่องอินโนเวชั่นใหม่ๆ มากกว่า เพราะที่ผ่านมาถ้าจะประชุมกันทีก็ต้องเข้าไปนั่งในห้องประชุม ต้องเจอหน้ากันเท่านั้น แต่ตอนนี้อ้ำก็เริ่มนำ LINE เข้ามาใช้มากขึ้น ซึ่งเราก็ต้องสอนให้เขาใช้ด้วยเหมือนกัน และก็ต้องให้เวลาพวกเขาในการปรับตัวด้วยเช่นกัน” เธออธิบาย


          ในขณะเดียวกันริศร์สุก็ยังมีอีกหนึ่งบทบาทนอกเหนือจากการสานต่อธุรกิจเดิมของครอบครัว นั่นคือการปลุกปั้นธุรกิจใหม่ซึ่งเน้นสินค้าด้านสุขภาพ ภายใต้แบรนด์ ‘Chivit-D’ (ชีวิตดี) โดยมีสินค้าตัวแรกคือนมอัลมอนด์ที่ต่อยอดมาจากอาการแพ้นมวัวของตนเอง 


          “จริงๆ อ้ำเป็นคนที่ชอบออกกำลังกายและกินอาหารเพื่อสุขภาพอยู่แล้ว บวกกับการที่หานมที่ไม่ใช่นมวัวกินยากมาก ก็เลยลองค้นดูว่านมประเภทอื่นอีกบ้าง จึงได้รู้จักกับนมอัลมอนด์ แต่ที่วางขายอยู่ส่วนใหญ่จะนำเข้ามาจากต่างประเทศในรูปแบบกล่องยูเอชทีที่ใส่กลิ่นและสารกันเสีย เราก็เลยนั่งค้นหาจากอินเทอร์เน็ตว่ามันสามารถทำกินเองได้ไหม แล้วก็ลองปรับสูตรไปเรื่อยๆ เพื่อกินเองคนเดียวที่บ้าน แต่พอเพื่อนๆ รู้ก็เลยมาถามว่าอยากกินบ้าง หาซื้อได้ที่ไหน เพราะหาซื้อยากมาก ตามร้านสุขภาพมีอยู่เพียงแค่ 1-2 แบรนด์เท่านั้น ซึ่งพอลองชิมดูก็รู้สึกว่าของเราอร่อยกว่าอีก (หัวเราะ) อ้ำก็เลยเกิดไอเดียว่า งั้นเราลองทำขายดีกว่า เพราะไหนๆ เราก็มีโรงงานอยู่แล้ว มีทีมควบคุมการผลิตอยู่แล้ว ซึ่งแรกๆ ก็ทำจากความชอบค่ะ ไม่ได้คิดว่าจะทำเป็นธุรกิจเลย”


          แม้จะมีตารางงานที่แน่นเอี๊ยด แต่ริศร์สุก็ยังคงหาเวลาว่างเพื่อทำสิ่งที่เธอชื่นชอบมาตั้งแต่เด็กๆ อย่างการทำอาหาร โดยเฉพาะขนมที่เธอบอกว่าชื่นชอบมากเป็นพิเศษ ซึ่งตอนนี้เธอเล่าว่ากำลังพยายามเรียนรู้ที่จะทำอาหารและขนมไทยด้วยเช่นกัน


          “นอกจากทำอาหารแล้ว จริงๆ อ้ำก็ชอบออกกำลังกายด้วยค่ะ โยคะ ว่ายน้ำ รวมไปถึงพวกกีฬาผาดโผนอย่างพวก Paragliding ก็ชอบค่ะ อ้ำมองว่าเราต้องเต็มที่กับทุกอย่าง ทั้งเรื่องการใช้ชีวิตและเรื่องการทำงาน คติของอ้ำคือ ทำทุกอย่างในทุกขณะให้ดีที่สุด จะไม่มีการมองย้อนกลับมาเเละเสียใจในสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะเราทำเต็มที่เเล้ว” เธอกล่าวทิ้งท้าย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘ฟูจิตสึ’ เปิดวิสัยทัศน์ รับกระแสดิจิตอลทรานส์ฟอร์เมชั่น
‘จิราวัฒน์ ตั้งกิจชัยวัฒน์’ The problem is not the problem
‘กระทิง’ เรืองโรจน์ พูนผล The Godfather of Startups
แม่ทัพ ต.สุวรรณ เป้านำ ‘อาฟเตอร์ ยู’ โตต่างประเทศ
พระบิดาแห่งการโคนมไทย อาชีพพระราชทานสู่ความยั่งยืน
​วิไล เคียงประดู่ ถอดรหัส ‘เอไอเอส’ บนเส้นทางแห่งความยั่งยืน
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 02-751-4994-5
Mobile : 08-8246-2542
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 02-751-4994-5
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved