‘จิราวัฒน์ ตั้งกิจชัยวัฒน์’ The problem is not the problem
11 Jan 2017

          เป็นกระแสฮือฮามาพักใหญ่ ชนิดที่ว่าขายดีจนของขาดตลาด สำหรับนมถั่วเหลืองพร้อมดื่ม เฮอร์ชีส์ ซอยเฟรช (HERSHEY'S Soyfresh) ซึ่งทำการเปิดตัวในไทยเป็นประเทศที่ 8 ไปเมื่อวันที่ 1 กรกฎาคมที่ผ่านมา พร้อมเผยโฉมหน้าผู้บริหารหนุ่มไฟแรงอย่าง วีร์-จิราวัฒน์ ตั้งกิจชัยวัฒน์ ที่ก้าวมารับตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจ บริษัท แซล คอร์ปอเรชั่น จำกัด ในวัยเพียง 24 ปี 


          ด้วยดีกรีหนุ่ม รัฐศาสตร์ ภาคภาษาอังกฤษ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ พ่วงท้ายด้วยตำแหน่งทูตกิจกรรมของมหาวิทยาลัย พร้อมประสบการณ์ถ่ายแบบโฆษณาและเล่นซิทคอมเรื่อง วุ่นรักพลพรรคตั้งตัว ทางช่อง Now26 ดูเหมือนทั้งหมดที่กล่าวมา จะตรงกันข้ามกับภาพลักษณ์ผู้บริหารในปัจจุบันเสียเหลือเกินจนเราแอบสงสัยว่าเพราะอะไรชีวิตเขาถึงเบนเข็มมาอยู่ตรงจุดนี้ จิราวัฒน์ เล่าว่า “ความจริงงานในวงการก็ชอบนะ แต่คิดว่าชีวิตคนเรามันมีหลายช่วงเราน่าจะใช้ให้คุ้ม เกิดมาทั้งทีก็ต้องลองทำทุกๆ อย่าง ดูว่าเราชอบทางไหนกันแน่ ตอนเป็นเด็กฝันหลายอย่างมากเลย อยากเป็นนักกีฬา อยากเป็นนักดนตรี ชอบเล่นกีฬาทุกอย่าง เป็นนักกีฬาปิงปองของโรงเรียนช่วงประถมฯ พอเข้ามัธยมฯ ก็เป็นนักกีฬาบาส มีวงดนตรีด้วย ทำทุกอย่างครับ อันไหนที่คิดว่าน่าสนใจก็ลองทำ ซึ่งทางบ้านก็สนับสนุน ตราบใดที่ยังรับผิดชอบชีวิตตัวเองได้อยู่ ไม่เดือดร้อนคนอื่น ถ้าเกิดเราเรียนรอดได้ก็โอเค ความจริงเราก็เป็นคนดื้อระดับหนึ่งด้วย มีความใฝ่ฝันเยอะ ทำอะไรแล้วมีความสุข ก็อยากจะลองว่าตัวเองสามารถทำได้อย่างเขาไหม” 


          “ผมจบรัฐศาสตร์มาก็จริง แต่มาทำงานด้านบิสเนส มาร์เก็ตติ้ง ผมคิดว่าถ้าคนที่ชอบและช่างสังเกตตลาด สังเกตแบรนด์อื่นว่าเขาทำการตลาดแบบไหน วิธีการไหนบ้าง ก็ไม่ยากที่จะศึกษาตรงนี้ เวลาผมเห็นสินค้าตามซูเปอร์มาร์เก็ต ก็ชอบเดินดูว่าอันนี้มาจากไหน แตกต่างจากแบรนด์อื่นยังไง ทำไมถึงขายแพง ชอบเดินเล่นดูสินค้าอยู่แล้ว พอได้โอกาส รุ่นพี่เขาชักชวนมาทำงาน ก็คือตอบโจทย์เลย”

 


          แม้จะเป็นการทำงานที่แรก แต่ด้วยความพร้อมเรียนรู้ในทุกๆ หน้าที่และเปิดใจรับความคิดเห็นจากคนรอบข้างอยู่เสมอ ทำให้จิราวัฒน์ ขยับจากตำแหน่ง Executive ขึ้นมาเป็น Business Development Manager ดูแลโปรเจค ‘ซอยเฟรช’ และ ‘เฮอร์ชีส์ ซอยเฟรช’ ในเวลาเพียง 1 ปี 

 

          “การที่ได้ตำแหน่งนี้มาเร็ว ก็ถือเป็นแรงกดดันเหมือนกัน แต่เรามองว่ามันเป็นแรงผลักดันตัวเองมากกว่า ทำให้เราไม่หยุดพัฒนา เพราะเราได้ตำแหน่งมาแล้ว เราต้องพัฒนาฝีมือให้สมกับตำแหน่งที่ได้รับ ตอนที่เริ่มทำซอยเฟรช ทำทุกอย่างเลย ไปขาย จัดบูธชงชิม ทำทุกอย่างให้รู้ว่าต้องทำอะไรบ้าง พอเราต้องคัดเลือกคนเข้ามาในทีม จะได้อธิบายเขาได้” 


          สำหรับความแตกต่างของสไตล์การทำงานในรั้วมหาวิทยาลัยในฐานะนักกิจกรรมตัวยงกับการทำงานในสนามจริง จิราวัฒน์ อธิบายว่า “สมัยมหาวิทยาลัย ตอนทำกิจกรรมจะเป็นคนง่ายๆ อยู่ง่ายๆ ทำอะไรได้หมด อยากให้ทำอะไรก็ทำ เหนื่อยแค่ไหนก็ทำ การคุมงาน คุมน้อง เวลาเล่นเราก็เล่น แต่ถ้าน้องทำอะไรที่ไม่ถูกต้องเราก็จะค่อนข้างดุนิดหน่อย ถ้ามันเป็นสิ่งที่กระทบกับองค์กร แต่ก็เข้าใจกัน จบจากงานก็สนิทกันเหมือนเดิม ในส่วนของการทำงาน ด้วยความที่เราได้ตำแหน่งมาตอนอายุเท่านี้ เราก็ต้องอาศัยความนอบน้อม เราจะไปดุดันขนาดนั้นไม่ได้ เพราะเราอายุยังน้อย ก็อาศัยขอคำปรึกษากับพี่ๆ ทุกคน จากผู้ใหญ่มากกว่า ขอคำแนะนำว่าเราทำอะไรยังไงได้บ้าง เก็บประสบการณ์ไว้ก่อน คติหนึ่งที่คิดอยู่ตลอดคือ ต้องไม่ทำตัวเหมือนน้ำเต็มแก้ว ถ้าคุณคิดว่าชีวิตคุณเป็นน้ำเต็มแก้ว คุณประสบความสำเร็จที่สุดแล้ว ไม่รับฟังใคร คุณเก่ง ชีวิตคุณจะอยู่แค่นั้น แต่ถ้าเราทำตัวเหมือนแก้วเปล่าเราจะเก่ง เราจะรู้ว่ามุมมองแต่ละคนเป็นอย่างไร เราจะเห็นอะไรกว้างขึ้น” 

   
          ทั้งนี้ เฮอร์ชีส์ ซอยเฟรช นับเป็นสินค้าชิ้นแรกของบริษัทฯ ที่รุกตลาดแมส พร้อมวางขายในร้านสะดวกซื้อทั้ง 3 รสชาติ คือ ช็อกโกแลต มอคค่า และคุ้กกี้แอนด์ครีม ขนาด 236 มิลลิลิตร ราคา 25 บาท และ ขนาด 946 มิลลิลิตร ราคา 89 บาท แม้ราคาจะค่อนข้างสูงกว่าแบรนด์อื่นเกือบเท่าตัว แต่ด้วยความที่เป็นสินค้าเกรดพรีเมียม ใช้นมถั่วเหลืองจากแคนาดา Non GMO ซึ่งได้รับการการันตีเรื่องรสชาติจากสถาบันรับรองด้านรสชาติและคุณภาพอาหารนานาชาติ (ITQI) พร้อมปรับลดกลิ่นถั่วเหลืองลงให้คล้ายนมวัวมากที่สุด จึงดึงดูดผู้บริโภคให้หยิบมาลิ้มลองได้ไม่ยาก กลายเป็นกระแสที่ผู้คนพูดถึงในสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย

  
          “ที่เรานำนมถั่วเหลืองเข้ามาเพราะกระแสรักสุขภาพกำลังมา คนก็เริ่มรักสุขภาพกันมากขึ้น คิดว่านมถั่วเหลืองน่าจะตอบโจทย์ อย่างซอยเฟรชเพียวๆ สำหรับสายเฮลตี้ เป็นถั่วเหลือง 100% ไม่ผสมนมผง นมวัว สินค้าเราจะเน้นคุณภาพพรีเมียม ราคาจะสูงขึ้นมาหน่อย ถ้าเกิดผู้บริโภคคนไหนยังไม่รู้ก็จะคิดว่าทำไมขายแพง ในส่วนของเฮอร์ชีส์บางคนทานครั้งแรกอาจจะคิดว่ารสชาติอ่อนจัง เฮอร์ชีส์ควรจะเข้มข้นกว่านี้ไหม ผมก็อยากจะแนะนำว่าถ้าอยากดื่มให้อร่อย ก็ต้องเขย่าแรงๆ และต้องแช่ให้เย็นเจี๊ยบ เพราะการดื่มนมถั่วเหลืองต้องเย็นเจี๊ยบถึงจะอร่อย อันนี้สำคัญ ถ้าดื่มตอนไม่เย็น มันจะเหนียวคอไม่สดชื่น เพราะฉะนั้น ทานครั้งแรกต้องเขย่าแรงๆ และดื่มเย็นๆ มันจะฟินมาก (ยิ้ม)”

 


          ปัจจุบัน การประชาสัมพันธ์แบรนด์ เฮอร์ชีส์ ซอยเฟรช ภายใต้การบริหารของจิราวัฒน์ ยังคงมุ่งไปทางด้านสื่อออนไลน์เป็นหลัก เพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายกลุ่มคนรุ่นใหม่ นักเรียน นักศึกษา วัยทำงาน ซึ่งใช้ช่องทางออนไลน์ในการติดต่อสื่อสารมากที่สุด และจะขยายไปสู่ช่องทางอื่นๆ เช่น บิลบอร์ด ทีวีซี พร้อมกับการทำโปรโมชั่นมากยิ่งขึ้นในอนาคต ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับกระแสตอบรับในแต่ละช่วง ซึ่งเขายังคงเชื่อมั่นในความแข็งแรงของแบรนด์ที่คนส่วนใหญ่รู้จักเป็นอย่างดีและคาดว่าจะสามารถเข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคได้ไม่ยาก


          นอกจากการให้เวลากับงานอย่างเต็มที่แล้ว การให้เวลากับตัวเอง และครอบครัวก็เป็นสิ่งสำคัญ จิราวัฒน์เล่าถึงความเหน็ดเหนื่อยในช่วงแรกและการแบ่งเวลาให้เราฟังว่า “ช่วงสินค้ามาใหม่ๆ ทำงานหนักหลายเดือน ทำงานเลิกดึกทุกวัน เสาร์อาทิตย์ก็ทำ ต้องดูเรื่องเอกสาร การนำเข้า มาเก็ตติ้ง งานเปิดตัว ทำงานเลิกดึกๆ กลับบ้านไปได้เจอครอบครัวชั่วโมงเดียวเต็มที่ก็เข้านอนแล้ว ออกมาเช้าก็ไม่ได้คุยกับใคร พอว่างจากงาน จากที่อยากจะไปเจอเพื่อนเหลือแค่นอนอย่างเดียว (หัวเราะ) ก็พยายามไปออกกำลังกายเรื่อยๆ แต่ตอนนี้เริ่มโอเค สเต็ปแบ็คมาหน่อย เริ่มดูภาพใหญ่ เพราะสินค้าเข้าขายเกือบครบทุกห้างแล้ว ช่วงนี้ก็มีเวลามากขึ้น เริ่มแฮปปี้มากขึ้น วันหยุดก็เลยหาเวลาเจอครอบครัว ให้เวลากับครอบครัวให้ได้มากที่สุด พาพ่อแม่ไปทำบุญ ปฏิบัติธรรม เขาอยากไปไหนก็ไปกับเขา ก็พยายามจัดการเวลาให้ดี เพื่อนนี่งอนไปหลายคน จะเจอก็ไม่ได้เจอซะที แต่เพื่อนก็เข้าใจ เพราะเห็นว่าเราทำหนักจริงๆ” 


          สำหรับหนุ่มสาวยุคใหม่ในวัย 24 ปี บางคนอาจกำลังตามหาความฝัน หรือมองหาหนทางที่ใช่ให้กับตัวเอง ซึ่งจิราวัฒน์ นับเป็นตัวอย่างคนรุ่นใหม่ที่ประสบความสำเร็จ แม้จะต้องทำงานหนักมากกว่าคนรุ่นราวคราวเดียวกันก็ตาม  


          “บางทีก็เคยคิดอย่างนั้นเหมือนกัน ก็พยายามมองว่าเราเหนื่อยนะ แต่มันดีกับตัวเอง ตอนนี้เรายังมีไฟ มีแรงอยู่ เราก็อยากจะเก็บประสบการณ์ให้ได้มากที่สุด เอาประสบการณ์ก่อน เวลาเจอปัญหาและอุปสรรค ก็พยายามมองในมุมกลับ มองว่าเป็นโอกาสซะให้หมด ถ้าเราผ่านปัญหาไปได้ มันจะทำให้เราเก่งขึ้น แข็งแกร่งขึ้น แค่เปลี่ยนมุมมอง การทำงานก็จะมีความสุขมากขึ้น” จิราวัฒน์ กล่าวเพิ่มเติม 

 


Role Model

          “แบบอย่างในการดำเนินชีวิตของผมคือ ‘ในหลวง’ แล้วก็คุณพ่อผมเอง ส่วนในเรื่องของธุรกิจก็คือเจ้านาย (ชาญกิจ ไตรรัตนานนท์ รองกรรมการผู้จัดการใหญ่) สามคนนี้เป็นคนที่สู้งานหมดเลย อยากจะเก่ง อยากจะเจริญ ต้องสู้ มันไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ อยู่แล้ว ทุกคนเหนื่อยหมด ทุกงานเหนื่อยหมด เหนื่อยกันคนละแบบแค่นั้นเอง พ่อผมสอนตลอดว่าสู้นะ สมัยก่อนขับมอเตอร์ไซส่งลูกเรียน 4 คน ไม่ได้สบายอย่างนี้ ไม่ได้มีทุกอย่างพร้อมขนาดนี้ เราก็มองว่าจริง ทุกวันนี้เหนื่อยแค่ไหนก็มีรถขับกลับบ้าน เวลาเราเหนื่อยมากๆ เราก็คิดว่ามีคนที่เหนื่อยกว่าเราเยอะ ดูง่ายๆ คือ ‘ในหลวง’ ทุกคนก็คงรู้ดีว่าท่านเหนื่อยมามาก ทำทุกอย่างไม่มีวันหยุดตลอดชีวิตท่าน เรามองคนที่เหนื่อยกว่าเราก็รู้สึกว่ามีแรงแล้ว สู้ต่อได้แล้ว ยังมีคนที่เหนื่อยกว่าเรา ลำบากกว่าเราอยู่ ทุกวันนี้ที่เรามีบ้าน มีรถขับ มีงานทำ ต่อให้เหนื่อยแค่ไหน มันก็ยังดีกว่าคนที่ไม่มีโอกาสที่จะมาทำตรงนี้” 


น้อมนำ “คำสอนพ่อ”

          “ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เชื่อว่าคำสอนนี้อยู่ในใจหลายๆ คน เวลาจะทำอะไร ใช้สอยอะไร ก็อย่าให้เกินตัว ให้ไม่ลำบากเกินไป ไม่ต้องเป็นหนี้เป็นสิน เหลือจริงๆ ก็แบ่งปันทำบุญ เวลาเราให้คนอื่น เราเห็นคนอื่นเขาได้ในสิ่งที่ไม่เคยได้มาก่อน เราก็มีความสุข ดีกว่าให้แต่ตัวเอง มันไม่ได้มีความสุขเท่าไหร่ นอกจากนี้ ผมดูการทำงานของในหลวงเป็นหลัก ท่านทำทุกอย่าง ไม่ว่าคนจะเห็นความดีของท่านหรือไม่ก็ตาม แต่ท่านก็ยังทำ เพราะท่านมองว่าสิ่งที่ท่านทำอยู่เป็นสิ่งที่ถูกต้อง ท่านยึดมั่น ท่านมีคุณธรรม ท่านรู้ว่าท่านทำอะไรอยู่ ท่านปกครองแผ่นดินโดยธรรม ท่านมีจุดประสงค์ที่ดีต่อประชาชนชาวไทย เวลาเราทำอะไรเราก็ต้องมีจุดประสงค์ จุดประสงค์ของเราคืออะไรและทำให้ได้แบบท่าน ก็พยายามมองท่านเป็นแรงบันดาลใจในการทำงาน เวลาเหนื่อย เวลาท้อ ก็จะมองท่านตลอด ท่านใช้เวลาทั้งชีวิตดูแลทั้งประเทศ ลงพื้นที่ดูแลทุกส่วนทุกหย่อมหญ้า ถ้าคนไทยทำได้ไม่ต้องถึงครึ่ง แค่เสี้ยวเดียวของท่าน ประเทศไทยก็เจริญไม่รู้ถึงไหนแล้ว” 


“พ่ออยากให้ทุกคนทำดีเพื่อพ่อมากกว่า”

          “ทุกวันนี้คนออกมาแสดงความเสียใจ ออกมาช่วยเหลือกันเป็นสิ่งที่ดี แต่ก็ยังมีกระแสคนไทยทะเลาะกัน ผมเข้าใจว่าทุกคนรักพ่อ ไม่อยากให้ใครมาว่าพ่อของตัวเองอยู่แล้ว เป็นใครก็ไม่ยอม แต่ก็ต้องมองในมุมของท่าน ท่านทำทุกอย่างมาเพื่อให้เรารักกัน เพื่อให้ประเทศไทยอยู่อย่างสงบ พอท่านจากไป กลายเป็นคนไทยก็ยังทะเลาะกันอยู่ ท่านคงไม่อยากให้เกิดขึ้น ใครที่ทำอะไรไม่เข้าหูไม่เข้าตาเราจริงๆ เราตัดเขาออกไป เรามองข้ามเขา ไม่ต้องพูดถึง ปัญหาก็จะไม่บานปลาย คนๆ นั้นก็จะไม่มีความหมาย พ่ออยากให้ประเทศชาติเจริญรุ่งเรือง ให้สงบสุข เราต้องมีสติกันมากกว่านี้”


          “ถ้าเป็นผมเอง ผมเจอผมก็คงต้องใช้สติในการคุมตัวเองมากเหมือนกัน ต้องคิดถึงผลว่าเราทำไปแล้วเราสบายใจขึ้น สะใจ เรามองว่าเขาไม่รักชาติ ไม่รักพ่อ แต่สุดท้ายจะเป็นยังไง คนก็มองภาพรวมว่าคนไทยทะเลาะกัน ต่างชาติจะมองยังไง พ่อจากไป คนไทยก็ตีกัน ด้วยเหตุผลว่ามีคนไม่รักพ่อ เราเอาเวลา เอาความเสียใจ มาทำเรื่องดีๆ ดีกว่า ทำให้พ่อภูมิใจ พ่อไม่ได้อยากให้เราทะเลาะกันเพื่อพ่อ พ่ออยากให้ทุกคนทำดีเพื่อพ่อมากกว่า” จิราวัฒน์ กล่าวทิ้งท้าย

 

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
‘รุ่งโรจน์ ตันเจริญ’ มองโลก ให้หลายมุม
T247 ลูกฮึดครั้งล่าสุดของ ‘อิชิตัน’
DESIGN ARMY FROM GRAPHIC DESIGN TO EVERYTHING
‘ณัฐวุฒิ พึงเจริญพงศ์’ Life is an experiment
สุหฤท สยามวาลา ต่อยอด Passion สู่ ‘UGO Bike’
"อิเกีย" เพราะที่นี่คือ "ครอบครัว"
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 02-751-4994-5
Mobile : 08-8246-2542
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 02-751-4994-5
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved