"Tanbo Art" เปลี่ยนผืนนาเป็นงานศิลปะ
07 Mar 2017

 

         ‘สวยงาม เรียบง่าย และสร้างสรรค์’ สามคำนี้ขอยกให้กับ ‘ญี่ปุ่น’ ดินแดนแห่งลูกพระอาทิตย์ที่ไม่ว่าจะหยิบจับอะไรก็สามารถเพิ่มมูลค่าลงไปได้ทุกสิ่ง นับตั้งแต่อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เฟอร์นิเจอร์แต่งบ้าน ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ นานา ไปจนถึงพืชผลทางการเกษตร ที่ชาวญี่ปุ่นจับเอามาแต่งเนื้อแต่งตัวใหม่ จนกลายเป็นสินค้าระดับพรีเมียมที่มีราคาสูงลิ่ว


         ความครีเอทของชาวญี่ปุ่นไม่ได้หยุดแต่ผลิตภัณฑ์ที่จับต้องได้เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงการปั้น ‘เมือง’ ที่สุดแสนจะธรรมดา ให้กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดฮิต ดังจะเห็นได้จากหลายๆ โมเดลที่ประสบความสำเร็จ โดยเฉพาะจังหวัดคุมาโมโตะ (Kumamoto) ที่ได้สร้างมาสคอต 'คุมะมง' (Kumamon) หมีดำแก้มแดงขึ้นมาประชาสัมพันธ์เมืองจนดังไปทั่วโลก และกลายเป็นเซเลปที่เดินสายไปโชว์ตัวทั่วญี่ปุ่น จนมีการนำคุมะมงไปใช้ผลิตสินค้าต่างๆ มากมาย ตั้งแต่ของเล่นไปจนถึงหิ้งพระพุทธรูป จนมีการประเมินว่าคุมะมงเพียงตัวเดียวสามารถสร้างรายได้ทางเศรษฐกิจแก่ภาคเอกชนได้ถึง 1.2 แสนล้านเยน (4 หมื่นล้านบาท) ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี


         นอกจากความสร้างสรรค์แล้ว ความร่วมมือร่วมใจของทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน และชาวเมือง ก็ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการยกระดับสิ่งธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งไม่ธรรมดา รวมไปถึงความกล้าที่จะหนีออกจากกรอบ ความกล้าที่จะปรับแนวคิดดั้งเดิมให้เข้ากับยุคสมัยใหม่ๆ บวกกับ 'คาวาอิ คัลเจอร์' (Kawaii Culture) ซึ่งเป็นวัฒนธรรมที่ปลูกฝังอยู่ในสายเลือดของคนญี่ปุ่นทุกวัย ที่แม้อาจจะดูขัดๆ กับภาพลักษณ์ที่ดูเคร่งครึมและอนุรักษ์นิยมอยู่บ้าง แต่พวกเขาก็สามารถนำมาผนวกเข้ากับวัฒนธรรมพื้นบ้านแบบเนียนๆ และไม่เคอะเขิน


         เช่นเดียวกับ ‘หมู่บ้านอินาคาดาเตะ’ (Inakadate) จังหวัดอาโอโมริ (Aomori) จังหวัดทางตอนเหนือของภูมิภาคโทโฮคุ (Tohoku) ประเทศญี่ปุ่น ที่ได้สร้างเทศกาล ‘ทันโบะอาร์ต’ (Tanbo Art) หรือ ‘ศิลปะบนผืนนาข้าว’ ขึ้นมาจนกลายเป็นจุดขายของหมู่บ้าน ที่ในแต่ละปีจะมีนักท่องเที่ยวทั้งคนญี่ปุ่นและคนต่างชาติต่างแวะเวียนมาถ่ายรูปผลงานศิลปะขนาดใหญ่บนนาข้าวที่หมู่บ้านแห่งนี้ถึง 250,000 คนเลยทีเดียว

 


         จุดเริ่นต้นของ ‘ทันโบะอาร์ต’ เกิดขึ้นในช่วงปี 2536 ซึ่งชาวนาในแถบชุมชนอินาคาดาเตะกำลังเผชิญกับปัญหาราคาข้าวตกต่ำ หากแต่พวกเขาไม่ได้นิ่งเฉยและมองหาวิธีรับมือกับปัญหา ด้วยไอเดียในการเปลี่ยนนาข้าวที่ว่างเปล่าให้กลายเป็นผืนผ้าใบในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะ โดยชาวบ้านได้ร่วมใจกันนำข้าวหลากสีมาปลูกเป็นลวดลายต่างๆ เพื่อช่วยสร้างสีสันและปลุกชีวิตชีวาให้กับชาวเมืองที่เศร้าหมองจากพิษเศรษฐกิจ โดยเริ่มจากแปลงข้าว 2,500 ตารางเมตรในปีแรก ก่อนจะกลายเป็นขนาด 15,000 ตารางเมตรในปีหลังๆ

 


         ในช่วงแรกนั้น ทันโบะอาร์ตได้ทำเป็นภาพที่ไม่ซับซ้อนมาก และเน้นภาพที่สะท้อนวัฒนธรรม ประเพณี หรือสถานที่เด่นๆ ของญี่ปุ่น แต่เมื่อประเพณีเริ่มเป็นที่รู้จักของคนภายนอกมากขึ้น ทันโบะอาร์ตของของชาวอินาคาดาเตะก็เริ่มเป็นภาพที่มีลวดลายซับซ้อนมากขึ้นและเป็นภาพที่คนส่วนใหญ่รู้จัก 

 


         ทันโบะอาร์ตเริ่มเป็นที่รู้จักของคนทั่วไปมากขึ้นเรื่อยๆ จากการบอกเล่ากันปากต่อปาก ไปสู่การแชร์ภาพของแปลงนาที่สวยงามลงในโลกโซเชียล ซึ่งบางปีทันโบะอาร์ตก็มีลวดลายที่ทันสมัยและสร้างเสียงฮือฮาอย่างมาก อาทิ นโปเลียน, มาริลีน มอนโร, โมนาลิซ่า, เจ้าหญิงในกระบอกไม้ไผ่, เกอิชา บางปีก็เอาใจเด็กๆ ด้วยภาพจากการ์ตูนเรื่องดังทั้งอุลตร้าแมน, ก็อตซิลล่า ฯลฯ รวมไปถึงภาพยนตร์เรื่องดังอย่างสตาร์ วอร์ส และหนังดังของญี่ปุ่นเรื่องอื่นๆ

 


         โดยการสร้างสรรค์ทันโบะอาร์ตจะเริ่มกันตั้งแต่ช่วงต้นปี เพื่อปรึกษาหารือกันว่าในปีนี้จะสร้างงานศิลปะรูปแบบใด โดยมีครูศิลปะชั้นมัธยมปลายในพื้นที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาเกี่ยวกับภาพที่จะเลือกใช้ ซึ่งเมื่อได้แบบที่ลงตัวแล้ว ชาวบ้านก็จะช่วยกันคัดเลือกพันธุ์ข้าวที่จะนำมาใช้ปลูกในแต่ละจุดของภาพ และเริ่มต้นปลูกจริงในช่วงเดือนเมษายน โดยทางหมู่บ้านจะเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามาชมได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายนไปจนถึงฤดูเก็บเกี่ยวในช่วงเดือนตุลาคม รวมระยะเวลาประมาณ 6 เดือน ซึ่งในแต่ละช่วงเวลานาข้าวก็จะมีสีสันที่สวยงามแตกต่างกันออกไป


         สำหรับผู้ที่สนใจไปเที่ยวชมความสวยงามของทันโบะอาร์ตนั้น จะมีค่าเข้าชมอยู่ที่ 300 เยน และเด็กประถม 100 เยน นอกจากนี้ยังมีคอร์สสำหรับให้ผู้ที่สนใจเข้ามาทดลองดำนาและเกี่ยวข้าวได้ฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่าย และยังมีอาหารกลางวันให้ทานกันฟรีๆ ด้วย (ต้องจองล่วงหน้า) ซึ่งถ้าสนใจจะไปจริงๆ ก็คงต้องเช็กวันเปิด-ปิดกันให้ดีก่อนไป เพราะในแต่ละปีอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ แถมการเดินทางยังไกลไม่ใช่เล่น

 


         นอกจากผลงานทันโบะอาร์ตที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดีแล้ว ทางหมู่บ้านยังได้มองหาช่องทางใหม่ในการจำหน่ายสินค้าการเกษตรของชุมชนเพิ่มขึ้น ด้วยการคิดค้น rice-code ขึ้นมา เพื่อให้นักท่องเที่ยวใช้แอปพลิเคชัน ‘Nature-barcode’ ที่หมู่บ้านเป็นผู้พัฒนาขึ้น สแกนรูปภาพบนนาข้าวเหมือนการสแกน QR Code เพื่อสั่งซื้อข้าวจากหมู่บ้านอินาคาดาเตะได้ง่ายๆ และไม่ต้องแบกกลับเองให้ยุ่งยาก เพราะทางหมู่บ้านมีบริการส่งข้าวให้ถึงที่ด้วยนั่นเอง

 


         ความสำเร็จของหมู่บ้านอินาคาดาเตะถือเป็นอีกหนึ่งกรณีศึกษาที่น่าสนใจ เพราะนอกจากจะช่วยทำให้เมืองเกษตรกรรมเล็กๆ กลายเป็นเมืองท่องเที่ยวที่สำคัญของจังหวัดแล้ว ยังมีการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาช่วยเพิ่มรายได้ให้กับผลผลิตดั้งเดิมของชุมชนได้อีกด้วย


         (ขอบคุณภาพจาก inakadatevillage, sachiy2012)

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
อันเดอร์ อาร์เมอร์ เปิดแคมเปญท้าทายพลังใจระดับโลก “HOW ARE YOU GOING TO GET HERE?”
IKEA นำเสนอฟาสต์ฟู้ดแห่งอนาคต
ก๊อปดีนัก! Diesel ขายเองซะเลย
ได้เหรอ? Motorola ออกตอนจบของโฆษณา Samsung
Samsung POWERbot Star Wars
iFlix เลือกซื้อลิขสิทธิ์หนังจากยอดโหลดหนังเถื่อน
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 02-751-4994-5
Mobile : 08-8246-2542
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 02-751-4994-5
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved