"วิเศษ รังษีสิงห์พิพัฒน์" ชีวิตคือความสมดุล
05 Apr 2017

          ชั่วโมงนี้หากจะพูดถึงนักธุรกิจหนุ่มรุ่นใหม่ไฟแรงที่กำลังถูกจับตามองอยู่ในช่วงนี้ คงหนีไม่พ้นชื่อของ ‘โน้ต’ วิเศษ รังษีสิงห์พิพัฒน์ ลูกชายคนสุดท้องของตระกูลรังษีสิงห์พิพัฒน์ ทายาทรุ่นที่สองของ กลุ่มบริษัท เรเซอร์การไฟฟ้า (ประเทศไทย) จำกัด ยักษ์ใหญ่แห่งวงการแสงสว่าง ที่หลายคนได้มีโอกาสทำความรู้จักกับชายหนุ่มผู้นี้มาบ้าง ผ่านข่าวคราวด้านชีวิตรักของเขาซึ่งปรากฏอยู่ในหมวดบันเทิง แต่กลับไม่ค่อยมีใครได้ทำความรู้จักกับเขาในแง่มุมด้านงานบริหารเท่าใดนัก


          จนกระทั่งในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ชื่อของ ‘โน้ต-วิเศษ’ ได้มาปรากฏอยู่บนหน้าสื่ออีกครั้ง พร้อมกับ 2 ผู้บริหารหนุ่มรุ่นใหม่คือ ‘ริศ’ นริศ วิทยาวรากรณ์ (กรรมการผู้จัดการ บริษัท ไทยยินตัน จำกัด) และ ‘แพน’ ปฏิญญา เทวอักษร (ที่ปรึกษาด้านการเงินและวางแผนด้านกลยุทธ์) ในฐานะผู้บริหาร บริษัท เอชทูโฟลว์ จำกัด พร้อมการเปิดตัวเครื่องดื่มแบรนด์ใหม่ ‘สลินดริงค์’ ที่พวกเขาตั้งใจจะปั้นให้ดังไกลไปถึงระดับโลก


          ในครั้งนี้ผู้บริหารหนุ่มรูปหล่อวัย 33 ปีได้เปิดโอกาสให้เราได้ยิงหลากหลายคำถามในบรรยากาศสบายๆ ทั้งในด้านชีวิตส่วนตัว ครอบครัว และธุรกิจใหม่ที่เขาทำร่วมกับเพื่อนๆ


          “ตั้งแต่ตอนเด็กๆ คุณพ่อ (วินัย รังษีสิงห์พิพัฒน์) เป็นคนที่จะปล่อยให้เราเรียนรู้ และลองถูกลองผิดด้วยตัวเอง เขาไม่เคยมาตีกรอบเราว่าต้องทำอะไรยังไง คุณพ่อไม่มีการบังคับว่าจะต้องเรียนอะไร ไม่เคยบอกว่าลูกๆ จะต้องเข้ามาดูแลธุรกิจส่วนไหนยังไง แต่ผมว่าเพราะเราเป็นครอบครัวแบบอุตสาหกรรมที่ทุกคนจะรู้หน้าที่ของตัวเอง ทุกอย่างมันซึมซับไปเองโดยธรรมชาติโดยที่เราไม่รู้ตัวมากกว่า เพราะตั้งแต่ตอนเด็กๆ คุณพ่อก็จะพาผมเข้าไปที่โรงงานด้วยตลอด ได้เห็นไลน์ผลิตต่างๆ บวกกับคุณพ่อก็จบวิศวกรรม พวกพี่ๆ เองก็เรียนวิศวกรรม มันก็เลยเข้าไปรีจิสเตอร์ในสมองว่ายังไงผมก็ต้องเรียนวิศวะ (หัวเราะ) และผมถนัดทางนี้ด้วย เพราะเป็นคนที่คำนวณเก่ง” เขาเริ่มต้นเล่าให้เราฟังถึงชีวิตตั้งแต่ในวัยเยาว์

 


          “พอตอนอายุ 11 ขวบผมก็ถูกส่งไปเรียนในโรงเรียนประจำที่ออสเตรเลีย ได้ไปเรียนรู้การใช้ชีวิตด้วยตัวเอง จากนั้นก็บินไปเรียนต่อปริญญาตรีที่อังกฤษ สาขาวิศวะเครื่องกล มหาวิทยาลัยยูนิเวอร์ซิตี้ คอลเลจ ลอนดอน และปริญญาโทสาขาบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยคิงส์ตัน ก่อนจะกลับมาช่วยงานที่บ้าน พอกลับมาเมืองไทยคุณพ่อก็ให้เข้ามาฝึกงานที่เรเซอร์การไฟฟ้าเลย โดยเข้าไปดูในแผนกแม่พิมพ์ของบริษัท ซึ่งเป็นส่วนงานที่เกี่ยวกับด้านวิศวกรรม เป็นการเรียนรู้งาน เรียนรู้องค์กร จากนั้นผมก็บินไปเรียนต่อปริญญาโทด้าน MBA มหาวิทยาลัยอิมพีเรียล คอลเลจ ลอนดอนครับ”


          แม้จะเป็นลูกชายคนเล็ก โปรไฟล์ดี ดีกรีหนุ่มนักเรียนนอก แถมหน้าตาก็หล่อเหลา ชนิดที่เรียกว่าจะขยับตัวไปทางไหนก็มีสปอร์ตไลท์ส่องอยู่ตลอดเวลา แต่วิเศษก็ยังคงตั้งมั่นที่จะช่วยสานต่อธุรกิจของครอบครัวเช่นเดียวกับพี่ๆ


          “ด้วยความที่ผมกับพี่ๆ อีก 3 คนจะอายุห่างกันพอสมควร (8-10 ปี) ซึ่งตอนที่เรียนจบมาพี่ๆ ก็อายุค่อนข้างเยอะแล้ว สำหรับผมนะ (หัวเราะ) แล้วก็มีหน้าที่รับผิดชอบค่อนข้างสูง มีการแตกไลน์ธุรกิจต่อยอดจากของเดิม โดยพี่สาวคนโต (นภาวิไล รังษีสิงห์พิพัฒน์) จะดูแลในส่วนบริษัทเรเซอร์การไฟฟ้าซึ่งเป็นธุรกิจหลักของครอบครัว ส่วนพี่สาวคนรอง (ดร. รัฐวิไล รังษีสิงห์พิพัฒน์) ดูแลในส่วนของบริษัทเลคิเซ่ และพี่ชาย (วิศรุต รังษีสิงห์พิพัฒน์) ดูแลในส่วนของบริษัทเรเซอร์ไวร์เวิร์คส ซึ่งทำธุรกิจด้านการผลิตวัตถุดิบทองแดง โดยทุกธุรกิจจะช่วยสนับสนุนและสร้างการเติบโตให้แก่กันได้ ผมจึงคิดว่าถ้าเราไปทำงานที่องค์กรอื่นก่อน ผมจะเริ่มช้ากว่าพี่ๆ แน่เลย ฉะนั้นผมก็อยากมาฝึกและมาเรียนรู้ในองค์กรของตัวเองก่อน แต่พอทำไปสักพักผมก็อยากจะมีธุรกิจของตัวเองบ้าง ก็เลยมาเปิดธุรกิจที่เกี่ยวกับสายไฟชื่อว่า บริษัท มิรา เคเบิ้ล จำกัด ซึ่งก็เป็นบริษัทในเครือเรเซอร์การไฟฟ้า ซึ่งตอนแรกคุณพ่ออยากให้ผมไปทำงานอีกด้านมากกว่า แต่ผมมองเห็นว่าอุตสาหกรรมการทำสายไฟฟ้าน่าจะสนุกกว่าและท้าทายมากกว่า ซึ่งคุณพ่อก็ยอมรับในการตัดสินใจของผมและซัพพอร์ตอย่างเต็มที่”

 


          “ตอนนี้ธุรกิจก็เริ่มลงตัวแล้วครับ และผมก็เริ่มมีเวลามากขึ้น ผมก็เริ่มมองหาสิ่งใหม่ๆ ที่ท้าทายตัวเองมากขึ้น ซึ่งผมได้มีโอกาสรู้จักกับคุณริศกับคุณแพนเมื่อประมาณ 4-5 ปีที่แล้ว ในคอร์สอบรมระยะสั้น Young Entrepreneur Program ของธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นคอร์สการบริหารงานจากรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก และด้วยทัศนคติในการทำงานและการใช้ชีวิตของพวกเราทั้ง 3 คนค่อนข้างตรงกันในเรื่อง Work-Life Balance เป็นเจเนอเรชั่นสองเหมือนกัน และการทำงานของพวกเราก็คล้ายๆ กันคือ Positive Working Environment เราก็เลยได้มาคุยกันในหลายๆ เรื่อง ซึ่งเราได้มองเห็นตรงกันในเรื่องเทรนด์ในด้านสุขภาพที่กำลังเติบโตขึ้นทั่วโลก บวกกับการที่ตลาด Slimming Refreshment ที่มีแนวโน้มเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งก็เป็นตัวบ่งชี้ว่าคนไทยกำลังให้ความสำคัญในเรื่องความสวยความงามและสุขภาพมาก ดังนั้นเราจึงเกิดไอเดียและรวมตัวกันเปิด บริษัท เอชทูโฟลว์ จำกัด ขึ้นมาในปี 2557 พร้อมการเปิดตัวแบรนด์ ‘สลินดริงค์’ เครื่องดื่มคุณภาพนวัตกรรมจากญี่ปุ่น” วิเศษเล่าต่อไปว่า


          “เรามองไปที่ตลาดเครื่องดื่มตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะเป็นตลาดที่ค่อนข้างท้าทาย มีการแข่งขันสูง พวกเราทั้ง 3 คนก็อยู่ในช่วงที่กำลังมีไฟและมีแรงกายที่จะทำสิ่งที่ท้าทายอยู่ ซึ่งเราก็เชื่อว่าเราสามารถทำได้ เพราะเรามีจุดแข็งอยู่ที่ด้านนวัตกรรม ที่เราได้ลิขสิทธิ์สารโรซ่าคานีน่าเพียงรายเดียวในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทำให้สลินดริงค์เป็นแบรนด์เดียวในตลาดที่มีสารโรซ่าคานีน่าซึ่งช่วยในเรื่องการเผาผลาญ โดยเราตั้งใจที่จะเจาะกลุ่มผู้หญิงที่รักสุขภาพเป็นหลัก ซึ่งเป้าหมายของเราก็คือการสร้างให้แบรนด์ ‘สลินดริงค์’ เป็นเครื่องดื่มอันดับหนึ่งในใจของผู้หญิงทุกคน และก้าวไปสู่แบรนด์ระดับโลกให้ได้ในอนาคต”


          วิเศษเล่าต่อไปถึงการเข้าไปร่วมลงทุนเปิด ‘เอชทูโฟลว์’ ว่าถือเป็นอีกหนึ่งความท้าทายในชีวิตของเขา ทั้งในเรื่องเงินลงทุนที่เขาต้องใช้เงินส่วนตัวของตัวเอง ซึ่งถือเป็นการเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ด้วยตนเองอย่างแท้จริง หาใช่การแตกไลน์ธุรกิจของครอบครัวอย่างในอดีตที่ผ่านมา ในขณะเดียวกันนี่ก็ถือเป็นการทำงานร่วมกับหุ้นส่วนที่ไม่ใช่คนในครอบครัวเป็นครั้งแรกของชายหนุ่มผู้นี้


          “การที่ผมมาทำเอชทูโฟลว์ มันเป็นเพราะว่าผมมองเห็นโอกาสทางธุรกิจ และมันเป็นโอกาสที่ดีที่ผมจะได้มีประสบการณ์ชีวิตใหม่ๆ ในการร่วมทำงานกับพาร์ทเนอร์ทั้ง 2 คน ตอนนี้เราได้ลงมือทำทุกอย่างขึ้นมาใหม่หมดเลย ทั้งการเซ็ตอัพทีม ต้องหาคนเข้ามาทำงานในโพซิชั่นที่ถูกต้อง รวมไปถึงในทุกๆ ด้าน ซึ่งมันเป็นงานที่เราได้ลงมือทำกันจริงๆ ความท้าทายของตรงนี้ก็คือมันเป็นองค์กรใหม่ มีหุ้นส่วนที่จะต้องมาทำงานร่วมกัน ซึ่งเราก็ทำงานกันด้วยความเคารพและความเชื่อใจ”

 

          แม้จะไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่ ‘สลินดริงค์’ จะผ่าวงล้อมในตู้แช่มาอยู่ในใจผู้บริโภคอย่างที่พวกเขาตั้งความหวังไว้ แต่วิเศษก็ยังคงเชื่อว่าสักวันผู้บริโภคจะเข้าใจ และรับรู้ได้ถึงความตั้งใจจริงที่จะมอบสิ่งดีๆ ให้กับคนไทย


          “ผมมีความเชื่อว่าคนเราถ้าคิดจะทำธุรกิจอะไรสักอย่าง อย่าเพิ่งไปมองถึงกำไร ให้มองว่าผู้บริโภคจะได้อะไรมากกว่า ซึ่งนี่คือจุดสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่องและอยู่ได้ยาวนาน และเป็นหลักสำคัญของเอชทูโฟลว์ด้วยเช่นกัน ซึ่งก็ไม่ใช่ว่าเราจะไม่คิดถึงผลกำไรนะครับ แต่ผมเชื่อว่าถ้าธุรกิจของเราเป็นประโยชน์ต่อสังคมและผู้บริโภคจริงๆ พวกเขาก็เต็มใจที่จะซื้อบริการของเราอย่างแน่นอน”


          เราได้เห็นความมุ่งมั่นของชายหนุ่มผู้นี้สะท้อนฉายอยู่ในแววตา และความกระตือรือร้นที่จะบอกเล่าให้เราฟังถึงธุรกิจใหม่นี้อีกยาวนานหลายสิบนาที จนเราต้องขอเบรคแล้วเอ่ยถามเขาว่ามีการจัดสรรเวลาในการใช้ชีวิตอย่างไรบ้าง อะไรคือคำว่า ‘Work-Life Balance’ ที่เขาพูดถึง

 


          “ผมเชื่อในเรื่อง Work-Life Balance นะ คือเราควรทำงานที่ตัวเองรัก ซึ่งมีหลายคนยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังทำสิ่งที่ตัวเองรักอยู่หรือเปล่า เพราะยังไม่เคยไปลองทำอะไรอย่างอื่น บางคนอาจจะมีสิ่งที่เรารักมากกว่างานปัจจุบันที่ทำอยู่ ผมเชื่อว่าเราทุกคนต้องลองทำอะไรใหม่ๆ ดูบ้าง เพราะทุกวันมันมีสิ่งใหม่ๆ ให้เราเรียนรู้ตลอดเวลา อย่างตัวผมเองตั้งเป้าไว้ว่าอย่างน้อยๆ ปีหนึ่งผมจะต้องไปสถานที่ใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยไป ไปเจออะไรใหม่ๆ ในชีวิตบ้าง”


          จากการพูดคุยทำให้เราแปลกใจไม่น้อย ว่าในยามว่างของผู้บริหารหนุ่มหล่อคนนี้ คือการเข้าครัวเป็น ‘พ่อครัวหัวป่าก์’ คอยคิดหาเมนูใหม่ๆ มาเสิร์ฟเพื่อนร่วมก๊วน


          “ปกติในวันทำงาน เวลาเหนื่อยๆ ผมก็จะกลับบ้านเลย เป็นคนชอบอยู่บ้าน (เราแอบแซวว่าไม่น่าเชื่อ) แต่ถ้าว่างๆ ก็จะเข้าครัวครับ เป็นคนที่ชอบทำอาหาร ผมว่าการทำอาหารเป็นการคลายเครียดอย่างหนึ่งนะ แต่อาจจะไม่ได้อร่อยมากนะ (หัวเราะ) ชอบเข้าซูเปอร์ฯ ไปหาซื้อวัตถุดิบมาลองทำเมนูใหม่ๆ ตลอด แล้วก็จะชวนเพื่อนๆ มาลองทานกัน แต่เมนูโปรดของผมก็คือสเต็ก ซึ่งเหมือนเป็นเมนูง่ายๆ แต่มันมีความอ่อนโยนและมีรายละเอียดเล็กๆ อยู่ในขั้นตอนการทำครับ แต่บางทีก็เป็นนักชิมครับ ถ้ามีโอกาสก็จะไปกับก๊วนเพื่อนไปลองทานอาหารใหม่ๆ อยู่เรื่อยๆ บางทีเราทำงานมาทั้งวันก็เครียด แต่พอได้ทานอาหารอร่อยๆ ก็หายเครียดนะ เป็นคนที่มีความสุขกับการทานครับ” เขาเล่าด้วยรอยยิ้มปิดทิ้งท้าย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
สุหฤท สยามวาลา ต่อยอด Passion สู่ ‘UGO Bike’
"อิเกีย" เพราะที่นี่คือ "ครอบครัว"
‘ฟูจิตสึ’ เปิดวิสัยทัศน์ รับกระแสดิจิตอลทรานส์ฟอร์เมชั่น
‘จิราวัฒน์ ตั้งกิจชัยวัฒน์’ The problem is not the problem
‘กระทิง’ เรืองโรจน์ พูนผล The Godfather of Startups
แม่ทัพ ต.สุวรรณ เป้านำ ‘อาฟเตอร์ ยู’ โตต่างประเทศ
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 02-751-4994-5
Mobile : 08-8246-2542
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 02-751-4994-5
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved