กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ เผย 4 ธีมการลงทุนในปี 2565 ตอบโจทย์ความท้าทายทางเศรษฐกิจ
30 Jan 2022

 

ท่ามกลางสถานการณ์ COVID-19 ที่ยังคงดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง ความผันผวนของตลาด และกระแสข่าวการเคลื่อนไหวของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) ขยับใช้มาตรการที่เข้มข้นมากขึ้นในการยับยั้งภาวะเงินเฟ้อ มีการคาดการณ์ว่าจะมีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยหลายครั้งในปีนี้และดึงสภาพคล่องออกจากระบบ จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ โดย คุณวิน พรหมแพทย์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสายงานลูกค้าไฮเน็ตเวิร์ธ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองเจาะลึกการบริหารพอร์ตการลงทุนในปี 2565 ไว้ 4 ธีมหลัก ซึ่งสอดคล้องกับสถานการณ์และแนวโน้มการลงทุนโลก โดยมุมมองดังกล่าวเป็นการสะท้อนสถานการณ์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งทางกรุงศรีได้ร่วมทำงานอย่างใกล้ชิดกับ BlackRock พันธมิตรระดับโลก ฉายภาพการลงทุนในปี 2565 ให้ชัดเจน เพื่อช่วยให้นักลงทุนเข้าใจและวางแผนการลงทุนได้อย่างเหมาะสม

 

Theme 1: Living with COVID (and inflation)   

การแพร่ระบาดของ COVID-19 ยังคงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภาคสาธารณสุขมีการเปิดเผยว่า COVID-19 อาจกลายเป็นโรคประจำถิ่นในที่สุด ซึ่งสถานการณ์เหล่านี้ล้วนมีผลเชื่อมโยงกับการลงทุนในปี 2565 ทั้งสิ้น

 

แม้จำนวนผู้เสียชีวิตจะลดน้อยลง แต่ทั่วโลกยังคงมีตัวเลขผู้ติดเชื้อจำนวนมาก ปัจจัยที่ช่วยคลี่คลายสถานการณ์ขณะนี้ขึ้นอยู่กับความรวดเร็วในการฉีดวัคซีนบูสเตอร์โดส (Booster Dose) ของแต่ละประเทศ ดังนั้นสถานการณ์ COVID-19 ยังคงมีผลต่อการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ การเปิดประเทศเพื่อการเดินทางระหว่างกันอาจจะช้าลง อย่างไรก็ตาม ด้วยสถานการณ์COVID-19 ที่ยืดเยื้อทำให้ผู้บริโภคเริ่มกลับมาใช้ชีวิตปกติมากขึ้นแม้มีการแพร่ระบาดของโรคอยู่ ทำให้ราคาสินค้าและบริการในช่วงที่ผ่านมาปรับตัวสูงขึ้นและเกิดขึ้นพร้อมๆ กับสถานการณ์เงินเฟ้อที่อาจจะยาวนานกว่าคาด

 

“นอกจาก COVID-19 แล้ว ปีนี้เงินเฟ้อเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อพอร์ตการลงทุน ทาง BlackRock ได้วิเคราะห์ให้เห็นว่าการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในครั้งนี้เกิดขึ้นพร้อมกับเงินเฟ้อที่สูงมาก อย่างเช่นในสหรัฐฯ อัตราเงินเฟ้อสูงสุดในรอบเกือบ 40 ปี ซึ่งมาจากหลายปัจจัย ทั้งเรื่องราคาพลังงาน ราคาสินค้า Supply Chain Disruptions อย่างไรก็ตามในความวุ่นวายของสถานการณ์เศรษฐกิจยังคงมีข่าวดี โดย BlackRock และกรุงศรีคาดการณ์ตรงกันว่า เงินเฟ้อจะเป็นปัจจัยลบมากกับพอร์ตการลงทุนเฉพาะในช่วงไตรมาส 1 ของปีนี้เท่านั้น และจะคลี่คลายลงได้ในไตรมาส 2-4 ต่อไป เนื่องจากสามปัจจัยหลัก คือ (1) ตัวเลขเงินเฟ้อไตรมาส 1 ของปีนี้เป็นตัวเลขสูงจากฐานที่ต่ำมากเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ดังนั้นเมื่อผ่านช่วงฐานต่ำไปทุกอย่างน่าจะค่อยๆ คลี่คลายลง  (2) ราคาน้ำมันน่าจะลดลงในไตรมาส 2-4 มีการคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันดิบในปีนี้จะลดลงได้ถึง 70 ดอลลาร์/บาร์เรล เมื่อราคาน้ำมันดิบลดลงจะส่งผลให้เงินเฟ้อผ่อนคลายลง และ (3) Supply Chain Disruptions ได้ผ่านจุดพีคไปแล้วเมื่อช่วงปลายปี 2564 ดังนั้นหลังจากนี้น่าจะค่อยๆ คลี่คลายลงเช่นกัน” คุณวิน กล่าว

 

ทั้งนี้ ในปีที่ผ่านมา อัตราเงินเฟ้อส่งผลต่อการลงทุนค่อนข้างมาก สถานการณ์เงินเฟ้อทำให้ราคา Bond Yield ปรับสูงขึ้น และสิ่งที่ตามมาคือ ตราสารหนี้มีความผันผวนมากโดยเฉพาะตราสารหนี้ต่างประเทศตั้งแต่เมื่อปีที่แล้ว และมีผลต่อตราสารหนี้ไทยด้วย ดังนั้นในภาพรวม BlackRock และกรุงศรีแนะนำนักลงทุนให้ Underweight หลีกเลี่ยงการลงทุนในตราสารหนี้ หรือหากต้องการลงทุนควรเน้นตราสารหนี้ระยะสั้น เพื่อเลี่ยงความผันผวนของตลาดตราสารหนี้

 

ขณะเดียวกัน สถานการณ์เงินเฟ้อได้ส่งผลให้ Fed ต้องขยับตัวเพื่อบริหารจัดการเรื่องดังกล่าว ดังนั้นในปีนี้จากเดิมที่คาดการณ์ว่า Fed จะปรับอัตราดอกเบี้ยขึ้น 1-2 ครั้ง แต่ผ่านไปเพียงไม่กี่สัปดาห์ความคาดหวังของตลาดมีความเปลี่ยนแปลงไปสูงมาก นักลงทุนคาดว่า Fed จะมีการปรับขึ้นดอกเบี้ย 3-4 ครั้งในปีนี้ และคาดว่าจะมีการปรับดอกเบี้ยครั้งแรกในเดือนมีนาคม สิ่งเหล่านี้เองที่ส่งผลให้ตลาดหุ้นในช่วงที่ผ่านมามีความวุ่นวายพอสมควร มีการเทขายโดยเฉพาะหุ้น Growth ออกมาเป็นจำนวนมาก

 

อย่างไรก็ตาม มุมมองของกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ มองว่าสิ่งที่นักลงทุนอาจจะต้องเจอเป็นเซอร์ไพร์ส (Positive surprise) ในปี 2565 คือ Fed ไม่ได้เร่งทำนโยบายที่ตึงตัวตามที่ตลาดคาดการณ์ไว้ โดยอาจจะปรับดอกเบี้ยช้าหรือน้อยครั้งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ ดังนั้นในฝั่งหุ้น กรุงศรีแนะนำว่าควรเลือกหุ้น Quality เนื่องจากมีความผันผวนน้อยกว่า ท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายของตลาด เช่น กองทุน KFGBRAND ที่เน้นการลงทุนในสินค้าแบรนด์อุปโภคบริโภคชั้นนำ และหุ้น Growth ที่เดิมเคยโดนเทขายจำนวนมาก อีกไม่นานอาจจะกลับมาได้จาก Positive surprise ซึ่งต้องจับตาดูอาจจะมีจังหวะที่นักลงทุนสามารถกลับมาซื้อหุ้นกลุ่ม Growth และกลุ่ม Tech ได้ เป็น Watch list ที่ทางกรุงศรี อยากแนะนำให้นักลงทุนรอจังหวะเพื่อการลงทุน

 

Theme 2: เศรษฐกิจฟื้นไม่พร้อมกัน การเติบโตที่ไม่เท่ากัน (Uneven recovery and policy divergence)

นโยบายทางเศรษฐกิจของหลายภูมิภาคทั่วโลกเริ่มมีความแตกต่างกัน ก่อให้เกิดความกังวลและสับสนกับนักลงทุนว่าควรจัดการการลงทุนของตนเองอย่างไร

 

วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในปี 2565 จะเติบโตอยู่ที่ 4.9% พร้อมให้ข้อมูลค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ซึ่งช่วยฉายภาพให้เห็นถึงสถานการณ์เศรษฐกิจโลกและนโยบายทางเศรษฐกิจที่แตกต่างกันในแต่ละประเทศได้ชัดเจนขึ้น

 

 

วิจัยกรุงศรีคาดการณ์ว่า GDP ของสหรัฐฯและยุโรปในปีนี้จะเติบโตอยู่ที่ 4-5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยย้อนหลัง 10 ปี ขณะที่ GDP ของจีนในปีนี้คาดว่าจะเติบโตอยู่ที่ 5% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยที่จีนเคยทำได้ย้อนหลัง 10 ปี หมายความว่าในปีนี้เศรษฐกิจทางฝั่งสหรัฐฯและยุโรปมีการฟื้นตัวดีมาก เติบโตมากกว่าที่เคยโตเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ดังนั้นสหรัฐฯและยุโรปจึงต้องดำเนินนโยบายที่ลดทอนความร้อนแรงของเศรษฐกิจ ด้วยนโยบาย Quantitative Tightening: QT และปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย ขณะที่จีนเป็นสถานการณ์เศรษฐกิจที่ตรงกันข้าม จีนเติบโตช้ากว่าที่เคย ทำให้การดำเนินนโยบายเศรษฐกิจของจีนในปีนี้จะต้องหันมากระตุ้นเศรษฐกิจมากขึ้น สวนทางกับฝั่งตะวันตกที่เน้นนโยบายลดทอนความร้อนแรงของเศรษฐกิจ กรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ มองว่า สิ่งนี้มีผลดีต่อตลาดหุ้นจีน ทำให้ตลาดหุ้นจีนมีความน่าสนใจในปีนี้ หลังจากรับรู้ข่าวร้ายไปหมดแล้วในช่วงก่อนหน้า

 

Theme 3: ESG การลงทุนที่รับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม

 

 

หากดูตัวเลขสินทรัพย์ ESG (ESG Asset) ทาง Bloomberg คาดการณ์ไว้ว่าภาพรวมสินทรัพย์ ESG อยู่ที่ระดับประมาณ 35 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ในปี 2564 ที่ผ่านมา และคาดว่าภายในปี 2568 จะเติบโตขึ้น อยู่ที่ 50 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือคิดเป็น 1 ใน 3 ของสินทรัพย์การลงทุนทั่วโลก ซึ่งรวมทั้งหุ้น ตราสารหนี้ และสินทรัพย์อื่นๆ สะท้อนให้เห็นว่าการลงทุนใน ESG ไม่ใช่แค่หุ้น แต่มีกระจายไปยังสินทรัพย์อื่นๆ ด้วย และตัวเลขดังกล่าวยังบ่งบอกว่าจะมีเม็ดเงินไหลเข้าสินทรัพย์ ESG อย่างต่อเนื่องและมากขึ้น ทั้งจากนักลงทุนสถาบันและรายย่อย โดยเฉพาะนักลงทุนสถาบันทั้งในยุโรปและสหรัฐฯ สำหรับนักลงทุนประเภทรายบุคคลก็มีการเข้ามาลงทุนในสินทรัพย์ ESG อย่างต่อเนื่อง และในอนาคตอันใกล้จะมีการถ่ายเทความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่น และมีแนวโน้มว่าคนรุ่นใหม่จะให้ความสนใจเรื่อง ESG มากขึ้น ประกอบกับความต้องการลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มนี้มีเพิ่มสูงมาก

 

“การลงทุนใน ESG Asset ได้รับปัจจัยหนุนทั้ง Fund Flow จากนักลงทุน ดีมานด์ในฝั่งภาครัฐและภาคธุรกิจที่ทุกคนต้องร่วมมือกัน กรุงศรี เชื่อมั่นอย่างยิ่งว่า สิ่งนี้ไม่ใช่เพียงกระแสระยะสั้น แต่เป็นเทรนด์และดีมานด์การลงทุนที่แท้จริง ซึ่งกรุงศรีและ BlackRock ให้ความสำคัญในเรื่องนี้เช่นกัน” คุณวิน กล่าว

 

นอกจากนี้ ข้อมูลจากตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยระบุว่า หุ้นกลุ่มนี้มีผลดีต่อการลงทุนมากกว่าหุ้นทั่วไป โดยหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่อยู่ในดัชนี Dow Jones Sustainability Indices (DJSI) สามารถสร้างผลตอบแทนเฉลี่ย 5 ปีดีกว่าหุ้น SET100 ประมาณ 10% นอกจากเป็นหุ้นที่ดีแล้ว ยังสร้างผลงานที่ดีกว่าด้วย

 

Theme 4: สินทรัพย์นอกตลาด (Private Asset for peace of mind)

ปี 2564 กรุงศรีมีการลงทุนใน Finnoventure Fund กองทุนที่มุ่งลงทุนในกิจการสตาร์ทอัพคาดว่าสตาร์ทอัพเหล่านี้จะกลายเป็นยูนิคอร์นในอนาคต ซึ่งได้รับความสนใจจากลูกค้าจำนวนมาก นับเป็นก้าวแรกของกรุงศรีและเป็นครั้งแรกของประเทศไทยที่มีกองทุนลักษณะดังกล่าว ในปี 2565 กรุงศรีจะมุ่งเน้นในเรื่องดังกล่าวนี้ต่อเนื่อง โดยจะมีการลงทุนในหุ้นนอกตลาด (Private Equity) และอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด (Private Real-estate)

 

คุณวิน อธิบายเพิ่มเติมว่า ลักษณะคล้ายการที่นักลงทุนลงทุนในคอนโดให้เช่า แต่การลงทุนอสังหาริมทรัพย์ อาจมีความกังวลเรื่องผู้เช่า การดูแลรักษา รวมทั้งสภาพคล่องที่ต่ำมาก นักลงทุนอาจไม่มีโอกาสกระจายความเสี่ยง แต่หากเราสามารถเลือกลงทุนในลักษณะเดียวกัน แต่เป็นกองทุนซึ่งเป็นอสังหาริมทรัพย์นอกตลาด โดยให้ผู้จัดการกองทุนเป็นผู้จัดการให้ทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการเลือกสินทรัพย์ในต่างประเทศที่มีความหลากหลาย ทั้งที่เป็นอาคาร Mix-used หรืออพาร์ทเมนต์ มีคนบริหารจัดการให้ ดูแลเรื่องภาษี ซึ่งตัวเลขคาดการณ์ผลตอบแทนที่เราคาดหวังจะอยู่ที่ประมาณ 4-5%

 

“จากข้อมูลพบว่าทั้งอสังหาริมทรัพย์นอกตลาดและหุ้นนอกตลาดต่างมีความผันผวนน้อยกว่าการลงทุนในตลาดหุ้นประเทศพัฒนาแล้ว นั่นหมายถึงว่าการลงทุนในสินทรัพย์นอกตลาดเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ที่ช่วยลดความผันผวนในต่างประเทศได้เช่นกัน” คุณวิน กล่าว

 

“ปัจจุบันนักลงทุนไทยมีโอกาสเข้าถึงสินทรัพย์ในกลุ่มนี้ได้มากขึ้น จากในอดีตที่จำกัดการลงทุนเฉพาะกลุ่มนักลงทุนสถาบันขนาดใหญ่ โดยมาในรูปแบบของกองทุนรวมสำหรับนักลงทุนรายใหญ่ ขนาดของเงินลงทุนครั้งละ 500,000 – 1,000,000 บาท ซึ่งแนะนำว่านักลงทุนควรถือสินทรัพย์กลุ่มนี้อย่างน้อย 5 ปี เพื่อตักตวงเก็บเกี่ยวผลประโยชน์จากการลงทุนให้นานที่สุด ซึ่งเหมาะกับนักลงทุนที่มีเงินเย็น ยอมรับความเสี่ยงได้ โดยสินทรัพย์กลุ่มนี้เหมาะกับคนที่ต้องการแบ่งพอร์ตส่วนหนึ่งไว้เพื่อความสบายใจ หรือ Peace of Mind เนื่องจากต้องการให้พอร์ตการลงทุนส่วนหนึ่งมีความผันผวนน้อย แต่ต้องถือสินทรัพย์ชนิดนี้ค่อนข้างนาน”

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเป็นการลงทุนในสินทรัพย์ต่างประเทศจึงมีความเสี่ยงในเรื่องความผันผวนของค่าเงินด้วย ดังนั้นการเลือกลงทุนในสินทรัพย์กลุ่มนี้ควรมีผู้จัดการกองทุนที่ช่วยดูแลเรื่องการป้องกันหรือปิดความเสี่ยงของค่าเงิน รวมถึงมีประสบการณ์และความเป็นมืออาชีพในการบริหารสินทรัพย์ดังกล่าวด้วย ซึ่งกรุงศรี เอ็กซ์คลูซีฟ มีความพร้อมในการช่วยลูกค้าดูแลสินทรัพย์ในกลุ่มนี้

 

ติดตามข้อมูล ความรู้ และบทวิเคราะห์ด้านการลงทุน เพิ่มเติมได้ที่ LINE @krungsriexclusive

 

[อ่าน 1,988]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"แม็คโคร–โลตัส" ภายใต้ ซีพี แอ็กซ์ตร้า ผนึก "กรมทรัพย์สินทางปัญญา" ขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากสู่ความยั่งยืน
HEINZ โครตปั่น! เปิดตัว “ปืนฉีดซอสมะเขือเทศ” รับสงกรานต์ สำหรับคนที่จริงจังกับการกินไข่เจียว
ธ.ก.ส. จับมือ ททท. ธปท. และธนาคารสมาชิก เปิดบริการ Cross Border QR Payment ยกระดับร้านค้าชุมชน
"เคทีซี" จับมือ ภาครัฐ–เอกชน ไขมาตรการลดหย่อนภาษี Solar Rooftop พลิกเกมพลังงาน บ้านไทยสู่ Smarter Living
“ศรีจันทร์สหโอสถ” เปลี่ยนโลโก้ใหม่ ใช้ “อักษรไทย” ชูความเป็นไทยร่วมสมัยไปผงาดเวทีโลก
ไอซีเอส ผนึก “Lotus’s Eatery” เปิดศูนย์รวมร้านอาหารดัง สู่ Food Destination ฝั่งธนบุรี
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved