7 ปีกับ Bangkok Design Week เพื่อยกระดับการออกแบบ สู่คุณภาพชีวิต 
23 Feb 2024

 

แม้ว่า “เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2567” หรือ “Bangkok Design Week 2024” (BKKDW2024) จะจบลงไปแล้ว ซึ่งจัดตั้งแต่วันที่ 27 มกราคม - 4 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ใน 15+ ย่านทั่วกรุงเทพฯ กับกิจกรรมกว่า 600 โปรแกรม แต่กระแสของการตั้งคำถามถึงจุดประสงค์และผลลัพธ์ที่ได้จากการจัดเทศกาลฯ ล้วนเป็นประเด็นที่หลายภาคส่วนให้ความสนใจ การจัด ‘เทศกาลฯ’ ที่เกิดขึ้นในทุกปี มาดูกันว่านอกจากเทศกาลฯ จะช่วยแต่งเติมชีวิตชีวาให้กับเมืองและขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ภายในพื้นที่ในช่วงเวลาที่จัดงานแล้ว ยังสามารถยกระดับงานออกแบบเพื่อทำให้เมืองนั้นดีขึ้นได้อย่างไรบ้าง

 

‘เทศกาลฯ’ คือ ‘แพลตฟอร์ม’ พัฒนาเมืองด้วยงานออกแบบที่ไม่มีเส้นชัย

เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ดำเนินการโดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ซึ่งจัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 (ตั้งแต่ปี 2561 - 2567) ด้วยจุดประสงค์ในการเป็น ‘แพลตฟอร์ม’ ที่พัฒนา ‘ผู้คน ธุรกิจ ย่านและเมืองสร้างสรรค์’ ด้วยการประยุกต์ใช้กระบวนการใช้ความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบเข้าไปช่วยแก้ปัญหาของเมืองในมิติต่างๆ รวมทั้งเติมเต็มบรรยากาศของกรุงเทพฯ ให้ศิวิไลซ์มากขึ้น

ทั้งยังเปิดเวทีให้อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ทั้ง 15 สาขา ได้แสดงศักยภาพอย่างเต็มที่บนพื้นที่จริง พร้อมเปิดโอกาสการจับคู่ทางธุรกิจ (Business Matching) ระหว่างนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ และภาคการผลิตจริง (Real Sector) หากนับมูลค่าทางเศรษฐกิจใน 6 ปีที่ผ่านมาของการจัดเทศกาลฯ พบว่ามีมูลค่าสูงถึง 1,948 ล้านบาท โดยกระจายรายได้สู่พื้นที่จัดงานและผู้ร่วมจัดงานทุกภาคส่วน และมีผู้เยี่ยมชมงานทั้งในประเทศ และต่างประเทศ ปีละไม่น้อยกว่า 300,000 คน และปีล่าสุด (2567) สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจระหว่างเทศกาลฯ ไม่น้อยกว่า 1,250.2 ล้านบาท และผู้เข้าร่วมงาน 409,445 คน

 

แต่ละปี เทศกาลฯ จะกำหนดธีมของการจัดงาน ที่สะท้อนความคิดและความเป็นไปได้ใหม่ๆ ของกรุงเทพฯ ต่อสถานการณ์ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ผ่านโปรแกรมต่างๆ ตั้งแต่ระดับของงานต้นแบบ/งานทดลอง ไปจนถึงผลงานที่ส่งผลด้านธุรกิจและเพื่อสังคม โดยจัดแสดงผ่านการใช้งานพื้นที่ในระดับย่านต่างๆ ของกรุงเทพฯ จากเดิมในปี 2561 เทศกาลฯ จัดขึ้นใน 1 ย่าน (เจริญกรุง - ตลาดน้อย) จนขยายพื้นที่ของการจัดงานไปเป็น 15 ย่าน ในช่วงระยะเวลาแค่ 7 ปี การขยายพื้นที่การจัดงานดังกล่าวนับว่าตรงตามเป้าหมายของเทศกาลฯ ที่ตั้งใจให้ไม่จำกัดการจัดงานไว้ที่ย่านใดย่านหนึ่งนั้น ถือเป็นงานที่เปรียบเสมือนการวิ่ง ‘มาราธอน’ ที่ไม่มีเส้นชัย เพราะการออกแบบเมืองกรุงเทพฯ (ที่เต็มไปด้วยบาดแผล) กับวลีคุ้นหู ‘กรุงเทพฯ ชีวิตดีๆ ที่ลงตัว’ ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงหลักปี แต่ต้องอาศัยการยืนระยะหลาย 10+ ปี โดยต้องทำควบคู่ไปกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การศึกษาและวิจัยพื้นที่และบริบทของเมืองไปพร้อมๆ กัน

‘เทศกาล’ จึงเป็นจุดเริ่มต้นของการทำอะไรใหม่ๆ ให้กรุงเทพฯ ดียิ่งขึ้น เป็นการทดลอง/ทดสอบไอเดียของนักออกแบบและนักสร้างสรรค์ บนสนามจริงที่ต้องร่วมมือกับหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นกรุงเทพมหานคร (Bangkok Metropolitan Administration: BMA) หน่วยงานภาครัฐและเอกชน สถาบันการศึกษา องค์กรระหว่างประเทศ และภาคี

 

เครือข่ายย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ การพัฒนาเมืองนั้นต้องอาศัยตัวแปรและปัจจัยหลายด้านประกอบกัน โดยเทศกาลฯ ก็เปิดโอกาสให้งานออกแบบเพื่อเมืองได้พัฒนาต่อ หากผู้ที่เกี่ยวข้องและผู้สนับสนุนเล็งเห็นความสำคัญของประโยชน์ที่จะเกิดขึ้น

สิ่งที่เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ทำมาตลอด จึงเป็น ‘Festivalisation’ กล่าวคือการนำแนวคิดและวิธีสร้างประสบการณ์แบบเทศกาลมาใช้ในการขับเคลื่อนเมือง โดยมีเป้าหมายคือการสร้างประโยชน์ที่ยั่งยืนหลังจบเทศกาล ที่ไม่ใช่เพียงอีเวนต์ที่จัดแล้วจบไป แต่ช่วยจุดประกายให้ผู้คนและย่านเกิดการขับเคลื่อนกิจกรรมต่อในระยะยาวมากยิ่งขึ้น เมื่อมีการพัฒนาหลายๆ ย่านรวมกัน จึงทำให้เกิด ‘เมืองสร้างสรรค์’ (Creative City) ที่ส่งเสริมให้เศรษฐกิจท้องถิ่นขยายตัว นำไปสู่การเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศ

 

‘เทศกาลฯ’ ออกแบบเพื่อใคร? 

เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ เป็นเทศกาลสำคัญที่ได้รับการบรรจุไว้ในปฏิทินกิจกรรมของกรุงเทพมหานคร ทั้งยังเป็นส่วนหนึ่งของการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ รวมถึงมีส่วนผลักดันให้กรุงเทพฯ ได้รับการคัดเลือกเป็นเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ยูเนสโก (UNESCO Creative City Network) สาขาการออกแบบ (Bangkok City of Design) เมื่อปี 2562 กล่าวคือ ‘เทศกาลฯ’ เป็นของทุกคนที่ต้องการทำให้ ‘กรุงเทพฯ’ เป็นเมืองที่ทั้ง  ‘น่าอยู่’ ‘น่าลงทุน’ และ ‘น่าเที่ยว’ ผ่านการออกแบบใน 4 มิติ ได้แก่

    

 

1. ‘เทศกาลฯ’ ออกแบบประสบการณ์บนพื้นที่ทิ้งร้าง/ไม่ได้ถูกใช้งานด้วยเรื่องราวใหม่ 

กรุงเทพฯ มีพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกใช้งานและถูกปล่อยละเลยหลายพื้นที่ ทั้งส่วนที่เป็นของหน่วยงานรัฐและเอกชน หนึ่งในนั้นคือหอเก็บน้ำประปาแห่งแรกในประเทศไทย บริเวณแยกแม้นศรี ย่านพระนคร ที่ถูกทิ้งร้างมานานกว่า 20 ปี ทว่าพื้นที่แห่งนี้กลับมีคุณค่าน่าสนใจอย่างมากในเชิงประวัติศาสตร์และสถาปัตยกรรม โดยกลุ่มผู้ขับเคลื่อนของย่านพระนคร ‘ศูนย์มิตรเมือง’ (Urban Ally) ได้จัดทำโปรเจกต์ ‘ประปาแม้นศรี’ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ 2566 - 2567 เปิดพื้นที่ให้คนในย่านและนอกย่านได้มามีปฏิสัมพันธ์กัน และใช้แนวคิด Festivalisation ในการสร้างประสบการณ์ใหม่ให้แก่พื้นที่สาธารณะในเมืองที่ตอบโจทย์คนทุกกลุ่ม

นอกจากโปรเจกต์นี้จะทำให้พื้นที่ทิ้งร้างได้รับการปลุกชีวิตขึ้นมาใหม่ในช่วงวันงาน ยังทำให้หลายคนเห็นศักยภาพของพื้นที่สาธารณะแห่งนี้ในฐานะหมุดหมายสำหรับการจัดกิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมกรุงเทพกลางแปลง ที่นอกจากจะช่วยดึงดูดผู้คนและเปิดความเป็นไปได้ใหม่ๆ ให้กับย่านแล้ว ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและสร้างความผูกพันระหว่างคนกับเมืองได้มากขึ้น

นอกจากนี้กรุงเทพมหานครยังมีแผนเดินหน้าขับเคลื่อนแก้ปัญหาคนไร้บ้าน ด้วยการใช้พื้นที่ของ ‘ประปาแม้นศรี’ เป็น ‘บ้านอิ่มใจ’ เพื่อรองรับที่อยู่อาศัยของคนไร้บ้านในอนาคต ซึ่งจะเป็นการปรับปรุงพื้นที่ทิ้งร้างให้ถูกใช้งานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ทางด้านอาคารเก่าสีส้มอายุนับร้อยปีในย่านเจริญกรุง - ตลาดน้อย อย่าง ‘อาคารชัยพัฒนสิน’

คุณสุกฤษฐิ์ ศรหิรัญ และคุณฐิติภา ศรหิรัญ ในฐานะทายาทรุ่นที่ 3 ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของย่านหลังการจัดเทศกาล จึงพัฒนาอาคารเก่าอายุกว่าร้อยปีของคุณตาที่ถูกปิดไว้และไม่ได้ใช้งาน ให้เป็นลานสเกตในร่ม ‘Jump Master Skate Haus’ สำหรับให้กลุ่มคนรุ่นใหม่ได้มาสัมผัสประสบการณ์ในพื้นที่มากขึ้น พร้อมการเข้าร่วมเป็นหนึ่งในพื้นที่จัดงานหลักของเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ตั้งแต่ปี 2565

และในปี 2567 ‘อาคารชัยพัฒนสิน’ ได้ขยายสู่การเป็น Community Space ในชื่อว่า ‘The Corner House Bangkok’ ซึ่งเป็นพื้นที่พบปะของกลุ่มคนสร้างสรรค์ ที่อัดแน่นไปด้วยงานดนตรี ศิลปะ และงานสร้างสรรค์ ทั้งหมดนี้ตอกย้ำว่าอาคารเก่าแก่ทางประวัติศาสตร์สามารถปรับเปลี่ยนตามบริบททางสังคม โดยที่ยังคงไว้ซึ่งคุณค่าของอาคาร แต่เพิ่มฟังก์ชันของพื้นที่นั้นๆ เพื่อรองรับกลุ่มผู้ขับเคลื่อนใหม่ๆ ให้เข้ามาต่อยอดได้

 

 

2. ‘เทศกาลฯ’ ออกแบบให้ ‘คน’ เชื่อมต่อกัน เพื่อขับเคลื่อนคุณค่าในย่าน

หัวใจของการจัดเทศกาลคือการเป็นพื้นที่สื่อกลางที่เชื่อมโยงผู้คนหลากหลาย ทั้งนักออกแบบ นักสร้างสรรค์ รวมทั้งผู้คนที่ใช้ชีวิตในย่าน ให้มาแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ นำไอเดียเหล่านั้นไปใช้แก้ไขปัญหาในแต่ละพื้นที่ รวมทั้งสร้างคุณค่าให้ย่าน และทำให้ย่านต่างๆ เริ่มต้นขับเคลื่อนพื้นที่ของตัวเองในระยะยาว เช่น ย่าน ‘ปากคลองตลาด’ ที่เดิมทีเป็นที่รู้จักในฐานะย่านขายดอกไม้ที่ใหญ่และเก่าแก่ที่สุดในกรุงเทพฯ

อาจารย์หน่อง-ผศ.ดร. สุพิชชา โตวิวิชญ์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร ใช้พื้นที่นี้เป็นโจทย์สำหรับวิชาอนุรักษ์สถาปัตยกรรมพื้นถิ่นและพัฒนาชุมชน และมีการก่อตั้งเพจ Humans of Flower Market: มนุษย์ปากคลองฯ ไว้อยู่แล้ว เมื่อมีการจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ จึงนับเป็นโอกาสอันดีในการนำโปรเจกต์ดังกล่าวมาเข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลฯ เพื่อต่อยอดการทำงานร่วมกันระหว่างนักออกแบบพัฒนาเมืองกับชุมชน

ผลลัพธ์ที่ได้นำมาสู่ ‘ปากคลอง Pop-Up’ ที่มีการจัดแสดงงานศิลปะหลากหลายรูปแบบ เช่น ศิลปะจัดวาง นิทรรศการภาพถ่าย สื่อผสมจากเทคโนโลยี AR โดยมีจุดประสงค์เพื่อดึงดูดใจให้นักท่องเที่ยวเดินทางมาชมงานออกแบบ แล้วแวะซื้อดอกไม้จากร้านค้าในปากคลองตลาดกลับไป นับเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างประสบการณ์การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ที่ทำให้ย่านนั้นเชื่อมโยงกับผู้คนได้หลากหลายมิติมากกว่าแค่การเป็นพื้นที่การค้าทั่วไป

นอกจากนี้ ตลาดตะลักเกี๊ยะ ในย่าน ‘เจริญกรุง - ตลาดน้อย’ ซึ่งแต่เดิมจัดงานอยู่แล้ว มาเข้าร่วมกับเทศกาลเป็นปีที่ 3 โดยปีล่าสุดได้นำเสนอ ‘Friendly Market x Bangkok Design Week 2024’ ในธีม ‘Taste of New Road - Chinatown’ (รสชาติใหม่นิวโรด - ไชน่าทาวน์) บอกเล่าให้คนภายนอกได้รับรู้ความพิเศษของวัตถุดิบและเครื่องปรุงในย่าน ที่ท้าทายร้านค้าดั้งเดิมให้ออกแบบเมนูใหม่ๆ ที่พ่อค้าแม่ค้าในชุมชนได้ Upskill ฝีมือและเพิ่มรายได้ระหว่างการจัดงาน นอกจากนี้ยังมีเวิร์กช็อปทำขนมดั้งเดิม เช่น ขนมอิ่วก้วย กุยช่ายไส้ข้าวเหนียวทรงเครื่อง และปั้นซาลาเปาเต่า+เขียนเต่า ที่เชื่อมคนต่างรุ่นให้ใกล้ชิดและส่งต่อวัฒนธรรมร่วมกัน อีกทั้งชุมชนตลาดน้อยยังตั้งใจอยากจัดเวิร์กช็อปนี้ให้ทุกคนได้มารับพรต้อนรับปีใหม่จีนไปด้วยกัน

 

 

3. ‘เทศกาลฯ’ ออกแบบ ‘เมือง’ ให้ ‘น่าอยู่’ ขึ้น

เทศกาลฯ ยังเป็นพื้นที่ที่ทำให้บทสนทนาเรื่องการออกแบบและพัฒนาเมือง ขยายวงออกไปไกลกว่าแค่ในวงการออกแบบ และทำให้ประเด็นเรื่องความคิดสร้างสรรค์และการออกแบบเข้าถึงผู้คนที่หลากหลายได้ง่ายขึ้น เช่น โปรเจกต์ Re-Vendor เจริญกรุง 32 (ปี 2566) โมเดลทดลองการจัดการสตรีทฟู้ดริมทางย่านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ซอยเจริญกรุง 32 ที่นำทีมโดย Cloud-floor (คลาวด์ฟลอร์) บริษัทสถาปนิกที่ให้ความสำคัญเรื่องการพัฒนาเมืองและพื้นที่สาธารณะ

ใช้โอกาสของเทศกาลฯ ชักชวนผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสตรีทฟู้ดให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งภาครัฐ ตัวแทนเทศกิจ ตัวแทนผู้ค้า และตัวแทนผู้ซื้อ และนำไอเดียจากทุกฝ่ายมาสร้างเป็นโมเดลทดลองในซอยเจริญกรุง 32 ช่วงที่มีการจัดเทศกาลฯ ผู้ที่แวะมาเที่ยวเทศกาลฯ ก็มีโอกาสได้ทดลองผลงานต้นแบบและให้ฟีดแบ็กเพื่อปรับปรุงโปรเจกต์ให้ดียิ่งขึ้น

เทศกาลฯ จึงช่วยสร้างการมีส่วนร่วมในการให้ไอเดียการพัฒนาเมืองไม่ได้จบอยู่ที่เพียงคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง แต่ทุกคนสามารถมีส่วนร่วมได้ ปัจจุบันโปรเจกต์นี้ยังคงพัฒนาต่อ และโปรเจกต์ที่ถือเป็นความสำเร็จของเทศกาลฯ ในการนำผลงานไปต่อยอด คือโปรเจกต์ภายใต้โครงการพัฒนาป้ายรถประจำทางในย่านเจริญกรุง (ปี 2561) ที่เรียกได้ว่าเป็นป้ายรถเมล์ที่เปลี่ยนเมืองให้น่าอยู่มากขึ้น โดยกลุ่มนักออกแบบ MAYDAY! ร่วมกับ CEA และสำนักการจราจรและขนส่ง โดยมีการทำเวิร์กช็อปสร้างสรรค์ป้ายรถเมล์จากความต้องการของผู้ใช้งาน จนเกิดเป็นป้ายรถเมล์ที่ส่งต่อให้กรุงเทพมหานครได้นำไปใช้งานได้จริงในปัจจุบัน

 

 

4. ‘เทศกาลฯ’ ฟื้นฟูภูมิปัญญาใกล้สูญหาย ให้กลับมาเข้าถึงง่าย

คุณค่าประการหนึ่งที่แฝงอยู่ในการจัดเทศกาลฯ คือการทำให้มรดกทางวัฒนธรรมภายในชุมชนที่ใกล้สูญหายไปตามกาลเวลากลับมาเป็นที่รู้จักในวงกว้างอีกครั้ง เช่น กิจกรรมของกลุ่ม Sense of Nang Loeng (ปี 2566) ที่นำละครชาตรี ศิลปะการละครอันทรงคุณค่าของชุมชนตลาดนางเลิ้ง ตลาดบกแห่งแรกของไทยที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 มาจัดแสดงในรูปแบบร่วมสมัย เพื่อรื้อฟื้นอัตลักษณ์ของย่านนางเลิ้งที่เป็นบ้านครูดนตรีไทยและคณะละครในอดีตขึ้นมาใหม่ และดึงดูดความสนใจให้คนรุ่นใหม่หันมาทำความรู้จักนางเลิ้งในอีกแง่มุมหนึ่งกันมากขึ้น

นอกจากนี้ยังมีการปรับปรุงพื้นที่สาธารณะให้กลายเป็นนิทรรศการชั่วคราว และต่อยอดชื่อเสียงในด้านอาหารอร่อยของดีประจำย่าน โดยเชิญนักออกแบบและนักสร้างสรรค์มืออาชีพเข้ามาร่วมคิดร่วมลงมือทำไปพร้อมๆ กับคนในชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินท้องถิ่นและบรรดาพ่อค้าแม่ค้าได้มีช่องทางแสดงออก มีโอกาสสร้างรายได้ ทั้งระหว่างการจัดเทศกาลฯ และต่อยอดไปสู่การทำโปรเจกต์พัฒนาชุมชนในระยะยาว เพื่อให้สามารถขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

 

 

สามารถติดตามความเคลื่อนไหวได้ที่ Website: www.bangkokdesignweek.com, Facebook/Instagram: bangkokdesignweek, Twitter: @BKKDesignWeek, Line: @bangkokdesignweek

#BKKDW2024 #BangkokDesignWeek  #BKKDW2024 #BangkokDesignWeek 

[อ่าน 689]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
แอ็กซ์ จัดงานเปิดตัวใหม่! AXE Fine Fragrance Collection เสิร์ฟความหอมพรีเมียมเกินขั้น ติดทนนานเกินคาด
“เพอร์ร่า” ออกคอลเล็กชั่นใหม่ ดึง “Malika Favre” ดีไซน์ฉลากลิมิเต็ด เอดิชั่น ย้ำจุดแข็งน้ำแร่ เบอร์ 1
ทรูบิสิเนส คัดสรรเบอร์มงคล 7 กลุ่มธุรกิจ 5 สายอาชีพ
SSRG เปิดตัวโครงการอสังหาฯ ยักษ์ใหญ่ในกัมพูชา
AP-SCG พันธมิตรขับเคลื่อนอุตสาหกรรมก่อสร้างสีเขียว
ICONCRAFT ชวนสัมผัสมนต์เสน่ห์งานคราฟต์ล้ำค่าจากช่างฝีมือไทย
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved