ttb analytics ห่วงอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยเข้าสู่ขาลงในอัตราเร่ง
29 Aug 2024

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics มองอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยกำลังถูกท้าทายด้วยต้นทุนค่าแรงที่เพิ่มขึ้น กับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่สามารถตอบสนองตลาดในปัจจุบันได้เร็วกว่าและมีต้นทุนการผลิตต่อหน่วยที่ต่ำกว่า หากไทยไม่เร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตจากแบบดั้งเดิม (Traditional) ที่เป็นอยู่ พร้อมกับวางกลยุทธ์ทางการตลาดให้เหมาะสมเพื่อกีดกันการแข่งขันด้านราคาจากผู้ประกอบการต่างชาติ และยังขาดการสนับสนุนจากภาครัฐ บทบาทของสินค้าสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มต่อเศรษฐกิจไทยคงจะลดลงอย่างต่อเนื่อง

 

อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในแง่มุมของการสร้างเม็ดเงินที่สูงถึง 4.17 แสนล้านบาทในปี 2565 ประกอบกับลักษณะเฉพาะของอุตสาหกรรมที่มีการใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) จึงเป็นแหล่งงานสำคัญที่มีการจ้างงานที่สูงถึง 4 แสนตำแหน่ง หรือคิดเป็นราว 10% ของแรงงานในภาคการผลิต

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ความสำคัญของมิติเม็ดเงินและการเป็นแหล่งงานให้กับประเทศไทยของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม ก็ยังแฝงไปด้วยความเปราะบางที่พร้อมจะเกิดรอยร้าวและความเสียหายได้ทุกเวลา จากข้อจำกัดของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยที่ยังรับจ้างผลิต (Original Equipment Manufacturer : OEM) แบรนด์แฟชั่น Hi-Street รวมถึงผู้ผลิตที่ยังไม่สามารถสร้างเอกลักษณ์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value-added) ผ่านแบรนด์สินค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเปรียบเสมือนกำแพงที่ปกป้องอุตสาหกรรมจากการเน้นเรื่องคุณภาพการผลิต มากกว่าการมุ่งเน้นในเรื่องของต้นทุน

 

ทั้งนี้ สัญญาณการถูกลดบทบาทจากการที่ไทยเป็นเพียงฐานะการรับจ้างผลิตสะท้อนผ่านมูลค่าของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยในปี 2566 ปรับตัวลง 5.9% เหลือเพียง 3.92 แสนล้านบาท และในปี 2567 แม้การหดตัวจะลดลงอยู่ที่ 1.42% ที่มูลค่า 3.86 แสนล้านบาท แต่ก็เป็นผลจากภาคส่งออกในรูปแบบค่าเงินบาทที่ช่วยพยุงในช่วงครึ่งปีแรก โดย ttb analytics มองถึงสัญญาณเตือนแนวโน้มที่อุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทยจะเริ่มมีบทบาทลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ด้วยผลกระทบที่เกิดขึ้นในแต่ละกลุ่มดังต่อไปนี้

 

1. ผลกระทบของกลุ่มรับจ้างการผลิตในตลาดกลุ่ม Hi-Street Fashion ที่ย้ายฐานการผลิตสู่แหล่งต้นทุนต่ำ

ด้วยธรรมชาติของรูปแบบการผลิตดั้งเดิม (Traditional) ในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นรูปแบบการผลิตที่ใช้แรงงานเข้มข้น (Labor Intensive) เมื่อประกอบกับบริบทที่ไทยเป็นผู้ผลิตและผู้รับจ้างผลิตกลุ่มสินค้า Hi-Street ที่มีมูลค่าเพิ่มไม่สูงจึงมักแข่งขันในเรื่องต้นทุนมากกว่าคุณภาพ ส่งผลให้มีการย้ายฐานการผลิตที่จะทำให้สามารถรักษาข้อได้เปรียบจากต้นทุน โดยเฉพาะในส่วนของต้นทุนแรงงานในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ไทยเริ่มต้นการผลิตอยู่ที่ 255 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ขณะที่ประเทศในภูมิภาคเอเชีย เช่น บังกลาเทศ และเวียดนาม เริ่มต้นที่ 114 และ 195 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ตามลำดับ ส่งผลให้ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมามูลค่าการส่งออกของไทยซึ่งคิดเป็นสัดส่วนราว 65-70% ของมูลค่าตลาดทั้งหมดหดตัวกว่า 13.1% ในขณะที่ภาคการส่งออกของกลุ่มประเทศที่ถูกยกระดับการเป็นฐานการผลิตใหม่ในรูปแบบการผลิตแบบดั้งเดิมของอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เช่น บังกลาเทศและเวียดนามกลับมีมูลค่าการส่งออกเพิ่มขึ้นกว่า 20.2% และ 45.3% ในระยะ 5 ปีที่ผ่านมาตามลำดับ

 

2. ผลกระทบในตลาด Mass Marketing ที่กดดันให้การผลิตสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ที่ต้องตอบสนองพฤติกรรมคนรุ่นใหม่ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้

ด้วยบริบทของคนในยุคปัจจุบันที่ผู้บริโภคส่วนใหญ่ยังเน้นกระแส Fast Fashion ที่เมื่อมีกระแสนิยมตามช่วงเวลานั้นๆ สินค้าต้องวางขายให้เร็วที่สุดก่อนกระแสนั้นจะเบาบางลง กอปรกับความก้าวหน้าในเรื่องของสื่อสังคมออนไลน์ยังเป็นแรงขับเคลื่อนให้กระแส Fast Fashion ขยายตัว จากเดิมอาจเป็นแค่กระแสในประเทศ (Country Trends) เกิดเป็นไวรัลจนกลายเป็นกระแสในสังคมโลก (Global Trends) ดังนั้น การผลิตในรูปแบบดั้งเดิมอาจไม่สามารถผลิตเพื่อตอบสนองเทรนด์ดังกล่าวได้ การนำเทคโนโลยีเข้ามาใช้เพื่อเปลี่ยนโฉมการผลิตอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่ม เป็นรูปแบบการผลิตที่ใช้ทุนเข้มข้น (Capital Intensive) จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ โดยโรงงานที่ใช้เทคโนโลยีในการผลิตสามารถมีกำลังการผลิตต่อ 1 โรงงานได้มากกว่า 100,000 ตัวต่อวัน ซึ่งสามารถตอบสนองความต้องการระยะสั้นๆ ที่เข้ามาทันทีทันใดได้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงการผลิตโดยเน้นบทบาททางเทคโนโลยีส่งผลในมิติที่หลากหลายทั้งในเรื่องของการประหยัดต่อขนาด (Economy of Scale) ที่ลดต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำลงอย่างมีนัยสำคัญ

 

 

ดังนั้น ด้วยบทบาทของไทยในอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มที่ส่วนใหญ่ยังจัดอยู่ในกลุ่มรับจ้างผลิตสินค้าในระดับแค่ Hi-Street Fashion รวมถึงในกลุ่มผู้ผลิตที่ยังไม่สามารถสร้างเอกลักษณ์ผ่านตราสินค้าได้ ซึ่งจะเป็นกำแพงที่ทำให้เกิดผลกระทบจากการแข่งขันด้านต้นทุนและป้องกันการลอกเลียนแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ไทยยังเผชิญกับแรงกดดันอันลดทอนศักยภาพในการแข่งขันในตลาดโลก

โดยส่วนต่างของศักยภาพอันเสียเปรียบของไทยมีแนวโน้มที่จะขยายเพิ่มออกไปเรื่อยๆ ทั้งแรงกดดันจากการย้ายฐานการผลิตของกลุ่มเจ้าของแบรนด์ Hi-Street Fashion เข้าสู่ประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่า และการตอบสนองตลาด Mass ที่เน้นการออกแบบตามกระแสมากกว่าคุณภาพและพร้อมเปลี่ยนได้ตลอดเวลา (Fast Fashion) ซึ่งจะต้องอาศัยการผลิตเชิงอุตสาหกรรมเพื่อเพิ่มปริมาณสินค้าให้เท่าทันความต้องการในระยะเวลาอันสั้น

โดยพบว่าฐานการผลิตเพื่อตอบสนองสินค้ากลุ่มนี้มักกระจุกตัวในจีน ที่มีศักยภาพในการผลิตเชิงอุตสาหกรรมสูง บนข้อได้เปรียบที่จีนเป็นเจ้าของ Platform การค้าออนไลน์ที่เป็นแหล่งข้อมูลที่สามารถคาดการณ์เทรนด์การสั่งซื้อ และพฤติกรรมของผู้ซื้อได้อย่างแม่นยำ ด้วยแรงกดดันดังกล่าว ttb analytics จึงมองทางรอดสำหรับอุตสาหกรรมสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มไทย ตามข้อแนะนำดังต่อไปนี้

 

1. กำหนดกลุ่มลูกค้าให้มีความชัดเจน

ด้วยแรงกดดันการแข่งขันด้านต้นทุน ส่งผลให้ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องเน้นในเรื่องกลุ่มเป้าหมาย (Segment Marketing) ที่เหมาะกับสินค้าของตนเองผ่านเอกลักษณ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น ดีไซน์ รูปแบบ เพื่อให้ลูกค้าตระหนักในเรื่องคุณภาพสินค้าได้ (Perceived Quality) โดยสามารถปรับกลยุทธ์เพื่อสร้างอัตรากำไรให้สูงขึ้น และขยายธุรกิจได้ในเวลาเดียวกันผ่านกลยุทธ์ทางราคา (Price Strategy) ในรูปแบบที่ไม่ใช่การแข่งขันทางราคา ซึ่งการเน้นคุณภาพให้สูงเพียงพอจะเป็นกำแพงป้องกันการตีตลาดจากฝั่งผู้ประกอบการต่างชาติที่เน้นเรื่องต้นทุนต่ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

2. พัฒนาศักยภาพการผลิต

โดยเฉพาะในกลุ่มที่ยังมีพื้นที่ขายตลาดกลุ่ม Mass ที่แข่งขันในเรื่องต้นทุนมากกว่าเน้นเรื่องคุณภาพ ควรพยายามพัฒนาบทบาททางเทคโนโลยีเพื่อลดต้นทุนการผลิตและจะทำให้ลดช่องว่างความเสียเปรียบด้านต้นทุนให้แคบลงที่สุด เนื่องจากหากต้นทุนต่อหน่วยที่ต่ำกว่าระดับหนึ่ง เช่น ต่ำกว่า 50% นโยบายภาษีของภาครัฐอาจไม่ส่งผลเพื่อปกป้องผู้ผลิตในประเทศ เนื่องจากต้องยกระดับถึงการเก็บภาษีกว่า 100% จึงจะช่วยลดแต้มต่อจากต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่าในจำนวนนั้นๆ ได้ ดังนั้น ผู้ประกอบในประเทศควรเร่งพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตเพื่อลดต้นทุนให้มีกรอบที่แคบลงเพียงพอที่ภาครัฐจะสามารถใช้นโยบายภาษี เพื่อลดความเสียเปรียบนั้นได้อย่างสมเหตุสมผล

 

3. ขับเอกลักษณ์ประจำชาติ

บนเอกลักษณ์ของไทยที่มีวัฒนธรรมอันยาวนาน รวมถึงมีจุดเด่นด้านการแต่งกายประจำภาคก็เป็นเอกลักษณ์ท้องถิ่นนั้นๆ ได้ การเพิกเฉยต่อเอกลักษณ์เหล่านั้น โดยไม่หยิบมาใช้ เนื่องจากไม่มีความเหมาะสมต่อการใช้สอยในชีวิตประจำวันจึงเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย ดังนั้น ภาครัฐควรร่วมมือกับภาคเอกชนเพื่อออกแบบและกำหนดชุดแต่งกาย สำหรับชุดทำงาน (Business Attire) ที่มีกลิ่นอายของไทยและเหมาะสำหรับการทำงานในทุกๆ วัน ทั้งกลุ่มชุดทำงานที่ไม่เป็นทางการ (Business Casual) ชุดทำงานกึ่งทางการ (Business Semi-Formal) และ ชุดทำงานที่เป็นทางการ (Business Formal) รวมไปถึงการนำผ้าไทยจากทุกภูมิภาคมาประยุกต์ใช้กับการออกแบบเพื่อให้มีกลิ่นอายแบบไทยๆ ผนวกเข้ากับชุดแต่งกายที่ร่วมสมัยและเข้าถึงบริบทในชีวิตประจำวัน

[อ่าน 2,258]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เจฟ ซาเตอร์ สร้างโมเมนต์สะกดใจ บนเวทีสุดยิ่งใหญ่ Amazing Thailand Countdown 2026 ณ ICONSIAM
AIS เผยดาต้าเคานต์ดาวน์พุ่ง 515% สยามสแควร์ครองใจ Gen C ดัน 5G โต 226%
ทรูเผยเคานต์ดาวน์คึกคัก ดาต้าไอคอนสยามพุ่ง 300% รับกระแส “มาร์ค ต้วน” ดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ไอคอนสยาม เปิดเวทีสู่สายตาโลก “Amazing Thailand Countdown 2026” สร้างมหาปรากฏการณ์ Global Countdown Destination
ไอคอนสยาม ชวนสายคอนเทนต์ร่วมบันทึกภาพประวัติศาสตร์ แชร์โมเมนต์ Amazing Thailand Countdown 2026 ชิง 50,000 บาท
STELLA เนรมิต “Stella Ozone Khao Yai” สู่จุดเริ่มต้นของเทศกาลดนตรีและไลฟ์สไตล์
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved