บลจ.ธนชาต คาด AUM สิ้นปี 2.3 แสนล้าน เผยปีหน้าลงทุนท้าทายขึ้น
03 Dec 2018

บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาต จำกัด ตั้งเป้าสินทรัพย์ภายใต้การบริหารจัดการ (AUM) ณ สิ้นปี 2561 อยู่ที่ 2.3 แสนล้านบาท เชื่อสิ้นปีปรับเพิ่มได้อีกจากแรงหนุนกองทุนเพื่อลดหย่อนภาษี (RMF/LTF) ในช่วงเดือนพฤศจิกายน - ธันวาคมนี้ โดยคาดว่าจะมีเม็ดเงิน RMF/LTF ไหลเข้ามาในอุตสาหกรรมประมาณ 5 หมื่นล้านบาท/ปี เผยเศรษฐกิจโลกโตแต่ไม่แรง สงครามการค้าไม่น่าจบเร็ว ปีหน้าจึงเป็นปีแห่งความท้าทาย ชี้ตลาดหุ้นไทยเสี่ยงน้อยกว่า ตลาดตราสารหนี้ไทยก็ยังโอเค

บุญชัย เกียรติธนาวิทย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาต จำกัด เปิดเผยถึงผลการดำเนินงานว่า “ในปีนี้บริษัทสามารถสร้างยอดขายกองทุนหุ้นไทยสุทธิอยู่เกือบ 2 หมื่นล้าน ทำให้สัดส่วนสินทรัพย์กองทุนหุ้นของบริษัทปรับตัวจากเกือบ 4 หมื่นล้านในปีที่แล้วมาเป็นกว่า 5 หมื่นล้านในปีนี้ คิดเป็น 25% ของมูลค่าทรัพย์สินทั้งหมด ซึ่งส่วนหนึ่งมาจากบริษัทได้เปิดขายกองทุนหุ้นไทยแนวใหม่ T-SmartBeta ได้กว่า 5,000 ล้านบาท เนื่องจากเป็นกองทุนที่ค่อนข้างมีความเฉพาะตัว สามารถปรับกลยุทธ์การลงทุนได้ ทั้งในช่วงที่ตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นและลง

สำหรับกองทุนที่ได้รับความนิยมสูงสุดของบริษัทในปีนี้ คือ กองทุนหุ้นปันผลอย่าง T-DIV และ T-DIV2 ที่ยอดลงทุนสุทธิทั้ง 2 กองทุนอยู่ที่กว่า 1.3 หมื่นล้าน (ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2561) เนื่องจากเป็นกองทุนที่ตั้งแต่จัดตั้งกองทุนเมื่อประมาณเดือนมีนาคมปีที่แล้ว จนถึงปัจจุบันสามารถจ่ายปันผลได้กองทุนละ 6 ครั้งแล้ว ซึ่งคาดว่าจะยังคงได้รับความนิยมในปีหน้าเช่นกัน

ส่วนเป้าหมายการออกกองทุนในปีหน้า บริษัทก็คาดว่าจะนำเสนอกองทุนหุ้นในรูปแบบต่างๆ เพื่อเป็นทางเลือกให้กับลูกค้าต่อไป เนื่องจากเชื่อว่า ในระยะยาวแล้วสินทรัพย์ประเภทหุ้นยังสามารถให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ด้วย”

สำหรับการลงทุนในปีหน้า โชติช่วง ธีรขจรโชติ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์มหภาค บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนธนชาต จำกัด ชี้ว่า “ทิศทางเศรษฐกิจโลกในปีหน้ายังสามารถขยายตัวต่อเนื่อง แต่ไม่แรงเหมือนเดิม เนื่องจากแรงส่งจากมาตรการกระตุ้นต่าง ๆ ลดลง แต่ยังเชื่อว่าการเติบโตของสหรัฐจะยังคงช่วยให้เศรษฐกิจโลกยังคงเติบโตต่อไปในครึ่งแรกของปี 2561 ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วการขยายตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯ ในรอบปัจจุบันถือว่ายาวนานที่สุด นับตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา และคาดว่าจะขยายตัวต่อไปได้ไม่ต่ำกว่า 2 ปี จากนั้นก็จะถดถอย แต่คงไม่ได้รุนแรงมากอย่างที่กังวลกัน เพียงแต่รอบการถดถอยอาจกินเวลานานกว่าปกติพอสมควรทีเดียว

สำหรับในระยะ 6 เดือนที่ผ่านมา ความกังวลต่อทิศทางการขยายตัวของเศรษฐกิจโลกในปัจจุบัน ทำให้ตลาดอยู่ใน Mode Risk-Off เงินทุนจึงผันผวนสูง ซึ่งคาดว่าในปีหน้า ภาวะความผันผวนจะยังคงมาจากปัจจัยต่างประเทศเป็นหลัก ทั้งด้านเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าขยายตัวช้าลง ข้อพิพาททางการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับคู่ค้า โดยเฉพาะกับจีน นอกจากนั้น นโยบายการเงินในหลายประเทศตึงตัวขึ้น การแข็งค่าของเงินดอลลาร์สหรัฐ ความผันผวนของค่าเงิน และประเด็นการเมืองในสหรัฐฯ ยูโรโซนและกลุ่มโอเปกยังคงเป็นประเด็นที่ต้องจับตาต่อไป”

ส่วนแนวโน้มการลงทุนในปีหน้า

  • ตลาดต่างประเทศ ตลาดเกิดใหม่อย่างเอเชียน่าสนใจกว่าภูมิภาคอื่น เพราะในปีนี้ปรับตัวลดลงค่อนข้างแรง แต่เศรษฐกิจและกำไรของบริษัทยังขยายตัวได้ ทำให้ค่า P/E อยู่ที่ 12 เท่าเท่านั้น 
  • ตลาดไทย การลงทุนในตลาดหุ้นไทยยังคงน่าสนใจกว่าหุ้นต่างประเทศ เพราะ
    • ความเสี่ยงมีแค่เรื่องการเมืองหลังการเลือกตั้ง เมื่อพิจารณาถึงผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดที่ยังเติบโตได้ต่อเนื่อง ซึ่งคาดว่า SET Index ในปีหน้าจะซื้อขายบน P/E ที่ประมาณ 15 – 16 เท่า หรือ ระหว่าง 1,750 – 1,850 จุด แม้ว่า P/E ตลาดหุ้นไทยอาจไม่ได้ต่ำมากเมื่อเทียบกับเพื่อนบ้าน
    • ปัจจัยเสี่ยงภายในประเทศมีน้อยกว่า ประกอบกับแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติที่น่าจะน้อยกว่าในปีนี้ นอกจากนั้น ยังมีปัจจัยที่ช่วยผลักดันให้ตลาดหุ้นไทยปรับตัวขึ้นได้จากค่าเงินบาทที่อ่อนลง เพราะเชื่อว่าในช่วงไตรมาส 1 ปี 2019 ค่าเงินบาทจะแกว่งตัวระหว่าง 32.00 – 33.50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ทำให้หุ้นไทยในปีหน้ายังคงน่าสนใจ

โชติช่วง กล่าวว่า “สำหรับการลงทุนในตราสารหนี้คาดว่าจะให้ผลตอบแทนไม่สูงนัก แต่เชื่อว่าตราสารหนี้ไทยจะให้ผลตอบแทนที่ดีกว่าและมีความเสี่ยงต่ำกว่าตราสารหนี้ต่างประเทศ เพราะคาดว่าการปรับขึ้นดอกเบี้ยของไทยจะค่อยเป็นค่อยไปตามหลังสหรัฐฯ อยู่มาก ส่วนการลงทุนในทองคำถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงจาก 1) ภาวะเศรษฐกิจโลกอาจชะลอตัวลงมากกว่าที่คิดกันไว้ในอีก 2-3 ปี และ 2) แนวโน้มของค่าเงินดอลลาร์ที่อาจอ่อนค่าในระยะต่อไปด้วย

ส่วนการจัดพอร์ตลงทุนนั้นควรพิจารณาจากความเสี่ยงที่ผู้ลงทุนสามารถรับได้ โดยแนะนำให้มีสัดส่วนการลงทุนในหุ้นไทยและตราสารหนี้ไทยสูงกว่าการลงทุนในต่างประเทศ และมองการลงทุนในระยะยาวมากกว่า เพื่อโอกาสรับผลตอบแทนที่ดีและกระจายความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสมในอนาคต”

ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เอสซีจี เดินหน้าจับมือชุมชนและเครือข่าย ต่อยอดโครงการ “รักษ์น้ำ จากภูผา สู่มหานที”
มอบผิวกระจ่างใสเป็นของขวัญปีใหม่ กับวิธีทำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวแบบ DIY
“ตลาดยิ่งเจริญ” เดินหน้าตลาดยุค 4.0 รับพรีออเดอร์ผ่านบริการ “ส่งสด” รับเทศกาลปีใหม่
เคทีซีชวนสมาชิกนักเดินทางท่องเที่ยวญี่ปุ่น ช้อปสนุกสุดคุ้มกับสิทธิพิเศษที่ “โอซาก้า”
“ทิพยประกันชีวิต” ร่วมงานตลาดนัดประชารัฐ “ออมสินทั่วถิ่นไทย”
"ไดกิ้น" ขานรับนโยบาย “สมาร์ทซิตี้ สมาร์ทเนชั่น” โชว์นวัตกรรมความเย็นแห่งอนาคต
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 02-751-4994-5
Mobile : 08-8246-2542
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 02-751-4994-5
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved