เขาบอกอีกว่า ในภาพรวมของตลาดนั้น ที่นอนในกลุ่ม Sub lower premium จะถูกขับเคลื่อนโดยแบรนด์ท้องถิ่นและแบรนด์ต่างประเทศที่เข้าถึงง่าย ซึ่งเจาะตลาดแมส ขณะที่ชิมมินส์ จะทำตลาดอยู่ในกลุ่มลักชัวรี และครองส่วนแบ่งตลาดสำคัญในกลุ่มลูกค้าที่มีมูลค่าสุทธิสูง (High Net Worth Individuals) และผู้บริโภคที่มีความรู้รอบด้าน ซิมมอนส์เป็นที่ยอมรับในคุณภาพที่ไม่ประนีประนอม และความร่วมมือกับโรงแรมหรูความต้องการจากภาคธุรกิจโรงแรมและการตระหนักรู้ของผู้บริโภคที่เพิ่มขึ้น กำลังผลักดันการอัปเกรดไปสู่ที่นอนพรีเมียมทั้งในโรงแรมและในบ้าน
ส่วนการรุกตลาดล่าสุด ได้มีการเปิดตัวโชว์รูมใหม่ล่าสุด “Simmons Gallery ทองหล่อ” บนพื้นที่ขนาด 270 ตารางเมตร ใจกลางย่านสุขุมวิท 55 เพื่อเสริมกลยุทธ์ในการเจาะตลาดกลุ่มผู้บริโภคที่ต้องการประสบการณ์การนอนคุณภาพสูง พร้อมยกระดับการรับรู้แบรนด์ในตลาดที่นอนพรีเมียมของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
โชว์รูมแห่งใหม่นี้ต่อยอดจากความสำเร็จของ Simmons Gallery สาขาคริสตัล ดีไซน์ เซ็นเตอร์ (CDC) ที่เปิดดำเนินการมากว่า 10 ปี โดยที่ Simmons Gallery ทองหล่อ จะเป็นโชว์รูมแรกที่เปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ประกอบในประเทศไทย ได้แก่ Beautyrest Prime & Platinum Series และ BeautySleep Essential Series เพื่อตอบโจทย์ทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กรในตลาดที่ต้องการสินค้าพรีเมียมที่เข้าถึงได้ง่ายยิ่งขึ้น
“ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย เป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูง การเปิด Simmons Gallery ทองหล่อ จึงเป็นการลงทุนเชิงกลยุทธ์ ทั้งในแง่ของทำเลและประสบการณ์ภายในโชว์รูม ซึ่งออกแบบให้รองรับลูกค้าทั้งกลุ่มรีเทลและองค์กร
โดยชั้นสองของโชว์รูมได้ถูกจัดเป็นพื้นที่เฉพาะสำหรับกลุ่มโรงแรม และลูกค้าระดับสถาบัน เพื่อให้สามารถทดลองผลิตภัณฑ์จริงก่อนตัดสินใจซื้อ ซึ่งเป็นแนวทางที่ตอกย้ำจุดยืนของเราว่า ประสบการณ์ที่ดีต้องสัมผัสได้จริง”
หลังการแพร่ระบาดของโควิด – 19 ตลาดที่นอนพรีเมียมในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ได้ขยายตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา โดยกลับมาเติบโตอีกครั้งหลังการแพร่ระบาด มีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) อยู่ที่ 6% ถึงมากกว่า 8% ขึ้นอยู่กับประเทศและกลุ่มตลาด
การเติบโตของตลาด มาจากปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการขยายตัวของตลาด ไม่ว่าจะเป็น การขยายตัวของเมือง (Urbanization) การตระหนักรู้ถึงคุณภาพการนอนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการใช้จ่ายของชนชั้นกลางที่สูงขึ้น รวมถึงการเติบโตของอีคอมเมิร์ซ ที่ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงสินค้าหรูหราได้ง่ายขึ้น
ขณะที่ในประเทศไทยนั้น จากรายงานของ Metastat Insight ปี 2024 ระบุว่า ตลาดที่นอนในประเทศไทยมีมูลค่ารวมประมาณ 488.3 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (หรือราว 15,800 ล้านบาท) และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ย 4.5% ต่อปี ไปจนถึงปี 2031 โดยได้รับแรงสนับสนุนจากการเติบโตของโครงการอสังหาริมทรัพย์ระดับลักชัวรี การพัฒนาอุตสาหกรรมโรงแรม และพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาให้ความสำคัญกับสินค้าพรีเมียมเพื่อสุขภาพ
โดยในปี 2024 ซิมมอนส์สามารถครองส่วนแบ่งตลาดที่นอนพรีเมียมในประเทศไทยประมาณ 6.5% และมียอดขายรวมมากกว่า 1,030 ล้านบาท
ทำให้การเปิด “Simmons Gallery ทองหล่อ” ถือเป็นก้าวสำคัญในการเสริมความได้เปรียบทางการแข่งขัน ด้วยการบริหารต้นทุน การยกระดับประสบการณ์ในโชว์รูม และการสร้างความสัมพันธ์ที่ลึกซึ้งขึ้นกับทั้งลูกค้ารายย่อยและลูกค้าองค์กร
“กลยุทธ์การผลิตภายในประเทศ เพื่อตอบสนองตลาดอย่างรวดเร็ว ซิมมอนส์ มีการเปิดตัวที่นอน 2 ซีรีส์ใหม่ ที่ประกอบในประเทศไทย โดยใช้ระบบสปริง Pocketed Coil นำเข้าจากญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็น รุ่น Beautyrest Prime & Platinum Series – กลุ่ม Accessible Luxury ราคาเริ่มต้นประมาณ 65,000 บาท และ BeautySleep Essential Series – รุ่นเริ่มต้นในราคาประมาณ 25,000 บาท”
ไม่เพียงเท่านั้น การรุกตลาดที่นอนในไทย ยังมีการทำตลาดในรุ่นเรือธงนำเข้าจากญี่ปุ่น เช่น Beautyrest Black และ BackCare ซึ่งยังคงจำหน่าย ในกลุ่มไฮเอนด์ ราคาตั้งแต่ 150,000 บาทขึ้นไป
โดยกลยุทธ์การประกอบภายในประเทศไทย มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นด้านการจัดส่งสินค้าแบบ Just-in-Time ลดต้นทุนการนำเข้า และตอบสนองความต้องการที่เพิ่มขึ้นจากตลาดที่พักอาศัยระดับลักชัวรีและธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย
“ผู้บริโภคชาวไทยให้ความสำคัญกับสุขภาพมากขึ้น และมีความใส่ใจในการเลือกผลิตภัณฑ์ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะสินค้าเกี่ยวกับการนอนพักผ่อน รวมถึงยังให้การสนับสนุนสินค้าที่ผลิตในประเทศ” นายชิว กล่าวเสริม
“การผลิตในประเทศไทยจึงเป็นอีกหนึ่งกุญแจสำคัญที่ช่วยให้เราควบคุมคุณภาพได้ดีขึ้น ตอบสนองความต้องการของตลาดได้รวดเร็ว และเพิ่มความใกล้ชิดกับผู้บริโภคชาวไทย”
ในปีนี้ ซิมมอนส์ยังเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ Beautyrest ภายใต้แคมเปญระดับภูมิภาค “Advance Your Sleep” ที่สะท้อนพันธกิจในการยกระดับประสบการณ์การนอน ผ่านการออกแบบ เทคโนโลยี และประสิทธิภาพที่ดีต่อสุขภาพในระยะยาวอีกด้วย