
การแจ้งสิทธิลดหย่อนล่วงหน้าช่วยเพิ่มเงินเดือนรับสุทธิทุกเดือน เพราะบริษัทจะหักภาษี ณ ที่จ่ายน้อยลง เงินที่เพิ่มขึ้นจึงกลายเป็นโอกาสต่อยอดทั้งการออมและการลงทุน ผู้เริ่มต้นสามารถแจ้งเฉพาะรายการที่ “มีอยู่แล้ว” ก่อน ส่วนสิทธิ์ที่ยังไม่แน่นอนยังสามารถยื่นขอคืนภายหลังได้
ลดหย่อนไม่ได้มีแค่ลดภาษี แต่คือโมเดลสร้างความมั่นคงทางการเงิน เช่น
• ประกันชีวิตสูงสุด 100,000 บาท
• ดอกเบี้ยกู้บ้านสูงสุด 100,000 บาท
• กองทุน Thai ESG สูงสุด 300,000 บาท
• RMF + ประกันบำนาญ + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ รวมไม่เกิน 500,000 บาท (ตามเงื่อนไขกรมสรรพากร)
การใช้สิทธิ์กลุ่มนี้จึงให้สองประโยชน์พร้อมกัน — “ลดภาษีวันนี้” และ “สร้างความมั่งคั่งในอนาคต”
ดอกเบี้ยเงินฝาก (หัก 15%) และเงินปันผลหุ้น (หัก 10%) สามารถนำไปรวมยื่นภาษีเพื่อขอคืนได้ หากฐานภาษีจริงต่ำกว่าอัตราที่ถูกหักไป นอกจากนี้เงินปันผลหลายกรณียังสามารถ “เครดิตภาษี” เพื่อคำนวณภาษีใหม่ ซึ่งอาจนำไปสู่การได้เงินคืนเพิ่มขึ้นอีกขั้น
การชำระประกันหรือกองทุนบางประเภทผ่านบัตรเครดิตช่วยรักษาสภาพคล่อง ดึงเวลาจ่าย และยังมีโอกาสรับสิทธิประโยชน์จากบัตร เช่น คะแนนสะสมหรือเครดิตเงินคืน อย่างไรก็ตาม คีย์สำคัญคือ ชำระเต็มจำนวนเท่านั้น เพราะดอกเบี้ย 16% ต่อปีจะหักล้างประโยชน์ทั้งหมดทันทีหากผิดนัดชำระ
ภาษีต้องเก็บหลักฐานอย่างน้อย 5 ปีเพื่อรองรับการตรวจสอบย้อนหลัง การจัดเก็บตามปีในแฟ้มหรือซองเอกสารช่วยลดความเสี่ยงสูญหาย และทำให้การวางแผนภาษีรอบปีถัดไปเป็นระบบและมีประสิทธิภาพมากขึ้น

การวางแผนภาษีไม่ใช่เพียง “ลดจำนวนเงินที่ต้องจ่าย” แต่คือ การเพิ่มศักยภาพทางการเงินส่วนบุคคล เงินทุกบาทที่ประหยัดจากภาษีคือ “เงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น” และสามารถแปลงเป็นสินทรัพย์ มูลค่าในอนาคต หรือความคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ ดังนั้นผู้บริโภคไม่ควรทำภาษีเฉพาะช่วงยื่นแบบ แต่ควรวางแผนเป็น “ระบบตลอดปี” เพื่อใช้ประโยชน์จากทุกช่องทางอย่างสูงสุด
ส่วนบุคคลรวม 10.2 ล้านบัญชี (ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2568)





