อนาคตของไทยอยู่ที่ข้อมูล: NetApp ชี้ "โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ" คือรากฐานสู่การเปลี่ยนแปลงดิจิทัลที่ยั่งยืน
15 Dec 2025

บทความโดย อรรณพ วาดิถี ผู้จัดการเน็ตแอพ ประจำประเทศไทย


 

ประเทศไทยกำลังมุ่งหน้าไปสู่การเป็นมหาอำนาจด้านดิจิทัล เนื่องด้วยแรงขับเคลื่อนสำคัญจากการพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอัตราการใช้งานคลาวด์ที่เติบโตอย่างรวดเร็ว โดยคาดว่าตลาด AI ในประเทศไทยจะเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึง 32.33% และมีมูลค่าสูงถึง 7.31 พันล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2031

แม้ในปัจจุบันมีองค์กรไทยที่นำ AI มาใช้งานเพียงประมาณ 17.8% แต่คาดว่าจะเกิดการเร่งตัวครั้งใหญ่ในไม่ช้า เมื่อภาคธุรกิจเริ่มตระหนักถึงพลังของ Generative AI ที่สามารถยกระดับการทำงานและสร้างนวัตกรรมได้อย่างก้าวกระโดด การขยายตัวของเทคโนโลยีดิจิทัลในไทยสอดคล้องกับความต้องการด้านอธิปไตยข้อมูลและบริการคลาวด์ภายในประเทศที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงกฎระเบียบที่เข้มงวดมากขึ้น ซึ่งกำหนดให้ข้อมูลที่สร้างขึ้นในประเทศ จะต้องถูกจัดเก็บและประมวลผลภายในเขตแดนประเทศเท่านั้น ขณะเดียวกัน ตลาดไซเบอร์ซีเคียวริตี้ก็กำลังเติบโตอย่างรวดเร็วเช่นกัน โดยคาดว่าจะมีมูลค่าสูงถึง 894.04 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2030 สะท้อนให้เห็นถึงความจำเป็นในการปกป้องระบบจากภัยคุกคามที่มีความซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อ AI ไฮบริดคลาวด์ และความปลอดภัยทางไซเบอร์มาบรรจบกัน โลกก็จะก้าวเข้าสู่ยุคใหม่ของการทรานส์ฟอร์มดิจิทัลซึ่งเป็นยุคที่ “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” จะเป็นตัวกำหนดทิศทาง โดยองค์กรต่างๆ ต้องเผชิญกับความจริงที่ว่า ข้อมูลนั้นเป็นทั้งขุมพลังสำคัญและความท้าทายในเวลาเดียวกัน ทั้งนี้ ผู้นำตลาดที่แท้จริงในอนาคตจะไม่ใช่แค่ผู้ที่สามารถสะสมข้อมูลจำนวนมหาศาล แต่คือผู้ที่สามารถเก็บสะสม ใช้ ปกป้อง และเคลื่อนย้ายข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างชาญฉลาด

 

ต่อไปนี้จะเป็นคาดการณ์ด้านเทคโนโลยีในปี 2026 ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่จะกำหนดวิถีที่องค์กรใช้ในการพัฒนานวัตกรรม ดูแลความปลอดภัย และขยายศักยภาพธุรกิจในปี 2026

 

ปัญญาประดิษฐ์ (AI): จากโครงการทดลอง สู่การใช้งานอย่างแพร่หลายทั่วทั้งองค์กร

คาดการณ์ข้อที่ 1: AI จะก้าวจากโครงการนำร่อง สู่การใช้งานจริงในระดับองค์กร — ขับเคลื่อนด้วยโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอัจฉริยะ

องค์กรธุรกิจจะเดินหน้าจากการทดลอง ไปสู่การนำ AI มาใช้จริงแบบเต็มสเกลในทุกส่วนของธุรกิจ โดยที่ปัจจัยชี้ขาดความสำเร็จจะไม่ใช่การมีโมเดลที่ใหญ่ที่สุด หรือข้อมูลที่มากที่สุด แต่คือการมี “ข้อมูลที่รวมศูนย์ บริหารจัดการได้ และเข้าถึงได้อย่างเป็นระบบ” โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอัจฉริยะจะเป็นฐานสำคัญของการเปลี่ยนผ่านนี้ โดยการทำงานอัตโนมัติ ตั้งแต่การจัดสรรและคัดแยกข้อมูล การทำเวกเตอร์ข้อมูล ไปจนถึงการเปิดให้เข้าถึงข้อมูลที่พร้อมต่อการเทรน ปรับแต่ง และนำ AI ไปใช้งานจริงได้ในวงกว้างอย่างมีประสิทธิภาพ

เหตุที่หลายโครงการด้าน AI ล้มเหลวนั้นไม่ใช่เพราะโมเดลไม่ดี แต่เพราะพื้นฐานข้อมูลไม่แข็งแรง ดังนั้น ความสำเร็จของ AI ในยุคถัดไปจะเริ่มจากการแก้โจทย์เรื่องข้อมูลให้มั่นคงก่อนเป็นอันดับแรก

 

คาดการณ์ข้อที่ 2: Agentic AI จะไม่ได้เป็นเพียงกระแสอีกต่อไป แต่จะสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจที่จับต้องได้จริง

คลื่นลูกใหม่ของ AI จะไม่หยุดอยู่ที่การสร้างคอนเทนต์ แต่จะพัฒนาเป็นระบบที่ ตัดสินใจ ลงมือทำ และเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เพื่อสร้างผลลัพธ์ทางธุรกิจอย่างแท้จริง ระบบเหล่านี้ต้องพึ่งพาการเข้าถึงข้อมูลองค์กรที่มีการกำกับดูแลอย่างรัดกุม รวดเร็ว และเชื่อถือได้ ทั้งบนไฮบริดคลาวด์และระบบภายในองค์กร โดยโครงสร้างข้อมูลแบบรวมศูนย์ การเชื่อมต่อกับแอปพลิเคชันด้าน AI และ AI Engines อย่าง NetApp AI Data Engine จะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ ไม่ว่าจะใช้งานแบบ on-premise หรือบนคลาวด์ รวมถึงสามารถทำงานร่วมกับแพลตฟอร์มขนาดใหญ่ระดับ hyperscaler ตลอดจน sovereign cloud และ neocloud โดยสถาปัตยกรรมที่สามารถปรับขยายประสิทธิภาพและความจุได้อย่างอิสระจะช่วยให้องค์กรมีความยืดหยุ่น คุ้มค่า และรองรับการขยายตัวของ AI ได้อย่างต่อเนื่องในทุกสภาพแวดล้อม

 

การทรานส์ฟอร์มสู่คลาวด์: การบริหารเวิร์กโหลดอย่างชาญฉลาดจะขับเคลื่อนคลื่นการเปลี่ยนแปลงระลอกใหม่

คาดการณ์ข้อที่ 1: กลยุทธ์คลาวด์จะพัฒนาไปสู่แพลตฟอร์มข้อมูลที่ปรับแต่งให้เหมาะกับเวิร์กโหลดแต่ละประเภท

องค์กรจำนวนมากได้ก้าวพ้นยุค “นำองค์กรสู่คลาวด์” ไปแล้ว และก้าวต่อไปคือการบริหารเวิร์กโหลดอย่างชาญฉลาดว่าอะไรควรอยู่ที่ใดจึงจะได้ประสิทธิภาพสูงสุด โดยองค์กรจะหันมาใช้แพลตฟอร์มข้อมูลแบบรวมศูนย์ (ไม่ใช่แค่คอนโซลบริหารจัดการ) เพื่อช่วยในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ว่าเวิร์กโหลดไหนควรอยู่บนระบบใด ทั้งในระบบไฮบริดและมัลติคลาวด์ โครงสร้างพื้นฐานข้อมูลอัจฉริยะจะทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นจริงได้ โดยช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นข้อมูลอย่างต่อเนื่อง มีการกำกับดูแลที่ได้มาตรฐาน และสามารถปรับแต่งประสิทธิภาพได้อย่างเหมาะสม ทั้งในโครงสร้างพื้นฐานขององค์กรเอง และระบบนิเวศของพันธมิตร

 

คาดการณ์ข้อที่ 2: อธิปไตยด้านข้อมูลจะปรับโฉมโครงสร้างไอทีทั่วโลก

รัฐบาลในหลายประเทศเริ่มเข้มงวดกับกฎระเบียบที่เกี่ยวกับ “สถานที่จัดเก็บข้อมูล” ทำให้องค์กรและผู้ให้บริการต้องเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบ Local หรือ Sovereign Cloud ที่รักษาความเป็นส่วนตัวของข้อมูลโดยไม่ขัดขวางนวัตกรรม โดยแพลตฟอร์มข้อมูลอัจฉริยะจะเข้ามาช่วยจัดการกระบวนการด้านความปลอดภัยและกฎหมายแบบอัตโนมัติ ตั้งแต่การเข้ารหัส การจัดการนโยบาย ไปจนถึงการปฏิบัติตามข้อกำหนด เพื่อให้ทีมงานสามารถโฟกัสกับการสร้างคุณค่าทางธุรกิจมากกว่าการจัดการเอกสารหรือขั้นตอนทางระเบียบต่างๆ

 

CYBER RESILIENCE: ระบบความปลอดภัยไซเบอร์ที่โต้ตอบและปกป้องตัวเองได้

คาดการณ์ข้อที่ 1: ความเร็วในการตรวจจับและกู้คืนจากการโจมตี จะกลายเป็นเกณฑ์มาตรฐานใหม่ด้านความยืดหยุ่นทางไซเบอร์

ภัยคุกคามไซเบอร์ไม่ได้เป็นแค่เหตุการณ์แรนซัมแวร์แบบเดี่ยวๆ อีกต่อไป แต่พัฒนากลายเป็นการเจาะระบบที่ซับซ้อนและสร้างรายได้หลายต่อ ทั้งการเข้ารหัสข้อมูล เรียกค่าไถ่ และนำข้อมูลไปขายต่อ การขโมยหรือรั่วไหลของข้อมูลจะสร้างความเสียหายรุนแรงไม่แพ้การโจมตีรูปแบบอื่น ซึ่งทำให้องค์กรต้องให้ความสำคัญกับการป้องกันแบบองค์รวมและการตอบสนองที่รวดเร็วยิ่งขึ้น องค์กรจะต้องการความสามารถในการตรวจจับการละเมิดระบบที่รวดเร็ว แยกส่วนระบบที่ถูกโจมตีแบบอัตโนมัติ และกู้คืนจากข้อมูลที่ “ปลอดภัย” ได้แทบจะทันที โดยโครงสร้างข้อมูลพื้นฐานอัจฉริยะจะเข้ามามีบทบาทกับเทคโนโลยีตรวจจับความผิดปกติ วิเคราะห์เหตุละเมิด และมาตรฐานการเข้ารหัสแบบ Post-Quantum Cryptography เพื่อทำให้มั่นใจว่าระบบความมั่นคงปลอดภัยนั้นยังคงแข็งแกร่ง แม้ภัยคุกคามจะพัฒนาซับซ้อนขึ้นเรื่อยๆ ก็ตาม


คาดการณ์ข้อที่ 2: การกำกับดูแลและความถูกต้องของข้อมูล จะเป็นปัจจัยที่กำหนดอนาคตของ AI ที่เชื่อถือได้

ในระยะถัดไป องค์กรจะให้ความสำคัญกับการกำกับดูแลข้อมูลอย่างรอบด้าน ตั้งแต่การควบคุมการเข้าถึง ความปลอดภัย ความเป็นส่วนตัว ไปจนถึงการติดตามเส้นทางของข้อมูลตลอดวงจรชีวิตของข้อมูล และเมื่อข้อมูลที่พร้อมต่อการใช้งานกับ AI กลายเป็นหัวใจของการสร้างนวัตกรรม โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะก็จะพัฒนาต่อยอดไปอีกขั้น เพื่อวางรากฐานด้านการกำกับดูแลตั้งแต่ข้อมูลดิบ ไปจนถึงการวิเคราะห์ขั้นสูง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่เชื่อถือได้ในทุกกระบวนการ

 

ทิศทางโลกดิจิทัลในอนาคต

ยุคใหม่ของผู้นำด้านดิจิทัลจะไม่ได้วัดกันที่ใครมีข้อมูลมากที่สุด แต่เป็นใครที่สามารถนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างชาญฉลาดที่สุด ปัจจัยอย่าง AI คลาวด์ ความมั่นคงทางไซเบอร์ และโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ จะไม่ถูกมองเป็นงานแยกบทบาทอีกต่อไป แต่ต้องเดินไปด้วยกัน เป็นเหมือนพลังที่เชื่อมโยงกันและมีส่วนร่วมในการกำหนดอนาคตขององค์กร

ในปี 2026 องค์กรที่จะเติบโตได้ คือองค์กรที่ผสานเชาวน์ปัญญาไว้ในทุกระดับของโครงสร้างข้อมูล ตั้งแต่การจัดการเพื่อลดความซับซ้อน การสร้างความน่าเชื่อถือ ไปจนถึงการเร่งสร้างนวัตกรรม เพราะ “โครงสร้างข้อมูลอัจฉริยะ” จะไม่ใช่เพียงกลไกที่ทำให้เทคโนโลยีเดินหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ แต่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้อนาคตดิจิทัลของประเทศไทยเกิดขึ้นจริงได้

[อ่าน 1,161]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
Trip.com Group เปิดวิสัยทัศน์ “Envision 2026” เมื่อ AI กลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ พลิกโฉมท่องเที่ยวโลก
ธ.ก.ส. ชวนชมรายการหอมแผ่นดิน กลิ่นไอเกษตร ตอนตะลุยโคราช สัมผัสวิถีเกษตรแปรรูปสุดพรีเมียม ชมนวัตกรรมจากผืนดินสู่สากล
ซีพีแรม ดัน “Le Pan Moist Banana Bread” บุกตลาดเกาหลีใต้ ต่อยอดวัตถุดิบไทยส่งออกระดับพรีเมียม
GWM ส่งแคมเปญพิเศษ “TANK YOU” แทนคำขอบคุณ มอบข้อเสนอสุดเอ็กซ์คลูซีฟ ตลอดเดือนมิถุนายน 2569
"เอ็มจี" แต่งตั้ง รองกรรมการผู้จัดการคนใหม่ “นายฉัตวิทัย ตันตราภรณ์” เสริมแกร่งทัพเอ็มจี
คนไทยไม่พร้อมเกษียณ!! บลจ.กสิกรไทย ส่ง Life Path Solution จัดพอร์ตเกษียณอัตโนมัติ ดูแลทุกช่วงชีวิต
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved