

ศิวกร พิทยานุกุล ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายกลยุทธ์ บริษัท สยามเฮลท์ กรุ๊ป จำกัด ผู้แทนจำหน่ายเดนทิสเต้ ระบุว่า เดนทิสเต้เป็นแบรนด์ Premium Oral Care ของไทยที่เติบโตสู่ระดับโลก มุ่งพัฒนานวัตกรรมเพื่อสุขภาพช่องปากที่ดี รอยยิ้มมั่นใจ และลมหายใจหอมสดชื่น โดยปัจจุบันมีจำหน่ายแล้ว 27 ประเทศทั่วโลก
แรงหนุนสำคัญมาจากพฤติกรรมผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน (Proactive Wellness) และความต้องการสินค้าคุณภาพสูงที่ให้ผลลัพธ์ระยะยาว โดยในไทย ตลาดผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปากปี 2568 มีมูลค่า 18,500 ล้านบาท เติบโตประมาณ 6% ขณะที่ตลาดพรีเมียมมีมูลค่า 4,000 ล้านบาท เติบโต 10% จากปีก่อน
เดนทิสเต้ระบุว่าครองส่วนแบ่งตลาดในกลุ่มพรีเมียม 30% และเติบโตสูงกว่าตลาด โดยอัตราเติบโตเพิ่มขึ้นจากปี 2567 ถึง 20%

กลยุทธ์ 1: Premium Market Leadership & Innovation
เดนทิสเต้ชูการเป็นผู้นำด้านนวัตกรรมผลิตภัณฑ์ดูแลช่องปาก เปิดตัวยาสีฟัน “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์ 2026” สูตร 10 in 1 (หลอดสีทอง) ที่ผสาน Postbiotics กับ Zinc & CPC และสมุนไพรพรีเมียมกว่า 14 ชนิด ช่วยดูแลปัญหาเหงือกและฟันในหลอดเดียว พร้อมปรับสมดุลและยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียได้นาน 12 ชั่วโมง และป้องกันฟันผุด้วย Sodium Fluoride 1100 ppm
นอกจากนี้ ยังเสริมพอร์ตด้วย “เดนทิสเต้ พรีเมียม เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช” สูตรเข้มข้น เพื่อช่วยลมหายใจหอมสดชื่นยาวนาน และลดการสะสมของแบคทีเรียระหว่างวัน
ด้านฐานนวัตกรรมเดิม บริษัทระบุว่า “Dentiste’ Remin” เซรั่มฟันที่ใช้เทคโนโลยี BioMin® F จากอังกฤษ เป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนตลาดพรีเมียม ด้วยจุดเด่นด้านซ่อมแซม–ฟื้นฟู–ปกป้องเคลือบฟัน ลดเสียวฟัน ป้องกันฟันผุ และขยายแนวคิดการดูแลแบบครบวงจร (holistic care) ผ่านกลุ่มสินค้า Remin, Repaire และ Whitening Purple
กลยุทธ์ 2: Regional Market Penetration
ปี 2569 เดนทิสเต้ “เจาะจง” รุกตลาดอาเซียน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย สิงคโปร์ และฟิลิปปินส์ โดยใช้ญี่ปุ่นและเกาหลีเป็นต้นแบบตลาดอ้างอิง พร้อมต่อยอดสู่ผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับแบรนด์น่าเชื่อถือ สินค้าคุณภาพพรีเมียม และพลังของศิลปินระดับซูเปอร์สตาร์

กลยุทธ์ 3: Collaboration with LISA ปีที่ 4
เดนทิสเต้เดินหน้าความร่วมมือกับ “ลิซ่า” ต่อเนื่องปีที่ 4 ภายใต้คอนเซ็ปต์ “4 Years of Trust, One Confident Smile” ถ่ายทอดแนวคิด “Confident Smile” เพื่อสร้างการจดจำแบรนด์ในกลุ่ม Gen Y และ Gen Z
ปีนี้ถือเป็นการขยายบทบาทลิซ่าเป็นแบรนด์แอมบาสเดอร์ใน 3 ประเทศ (ไทย–สิงคโปร์–ฟิลิปปินส์) โดยจะสื่อสารผลิตภัณฑ์หลักทั้ง “เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์” และ “เม้าท์สเปรย์ เอ็กซ์ตร้า เฟรช” ผ่านสื่อโฆษณา พร้อมกิจกรรมส่งเสริมการทดลองใช้ และเตรียมเปิดตัวไอเทม/คอลเลคชั่นพิเศษร่วมกับ LISA รวม 10 ไอเทมให้แฟนคลับลุ้นตลอดปี
อีกด้านหนึ่ง เดนทิสเต้เดินหน้ากิจกรรมสร้างผลกระทบเชิงสังคมด้านสุขภาพช่องปาก ผ่านแคมเปญแจก “เดนทิสเต้ แม็กซ์” ร่วมกับกรมอนามัยและคลินิกทั่วประเทศ โดยระบุว่าแจกไปกว่าหนึ่งล้านหลอดในปี 2568 และจะดำเนินต่อเนื่องในปี 2569

นอกจากอาเซียน (ไทย–สิงคโปร์–ฟิลิปปินส์) บริษัทเดินหน้า “แผนขยายประเทศใหม่” เพิ่มเติมไปยังลาตินอเมริกา (เน้นอเมริกาใต้) แอฟริกา และยุโรป ตามข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มา โดยผู้บริหารมองว่า “พฤติกรรมการบริโภคอาหารรสจัด” ในลาตินอเมริกามีความใกล้เคียงกับไทย ทำให้มีโอกาสต่อยอดสินค้าได้ พร้อมแนวคิดการปรับรสชาติให้เหมาะกับประเทศที่นิยมอาหารรสอ่อน และตั้งเป้าขยายประเทศที่ทำตลาดให้ครอบคลุมถึง 125 ประเทศในระยะยาว
ด้านโครงสร้างรายได้ (ตามข้อมูลที่ผู้ใช้ให้มา) สยามเฮลท์ฯ มีรายได้ราว 4,000–5,000 ล้านบาทในปีที่ผ่านมา แบ่งรายได้ในประเทศและต่างประเทศใกล้เคียงกัน และตั้งเป้าภายใน 7 ปีให้สัดส่วนรายได้จากต่างประเทศเพิ่มเป็น 90% (ในประเทศ 10%) สะท้อนยุทธศาสตร์ “Global growth” ที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
สำหรับผลิตภัณฑ์หลักที่เปิดตัว/ผลักดันปีนี้ ได้แก่
“เดนทิสเต้ พรีเมียม แคร์” 50 กรัม ราคา 165 บาท และ 100 กรัม ราคา 275 บาท
“เซรั่มฟันรีมิน” 15 กรัม ราคา 395 บาท
“เดนทิสเต้ รีแพร์” 70 กรัม ราคา 860 บาท
วางจำหน่ายในห้างชั้นนำ และช่องทางออนไลน์ (Lazada, Shopee, TikTok Shop) รวมถึงช่องทาง Official ของแบรนด์

ภาพรวมกลยุทธ์เดนทิสเต้ปี 2569 สะท้อนการยกระดับการแข่งขันจาก “สินค้า” ไปสู่ “แบรนด์” อย่างเต็มรูปแบบ ทั้งการพัฒนานวัตกรรมที่ตอบอินไซต์ Proactive Wellness การเลือกตลาดที่มีศักยภาพในอาเซียน และการใช้พลังของแบรนด์แอมบาสเดอร์ระดับโลกเพื่อเร่งการทดลองใช้และสร้างการจดจำ ทั้งหมดมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่คือการขึ้นแท่นผู้นำพรีเมียมออรัลแคร์ในเอเชีย และปูทางการเติบโตสู่ตลาดใหม่ทั่วโลกตามโรดแมป 125 ประเทศ





