

ตัวเลขสะท้อนภาพชัดเจน ปี 2568 นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยลดลง 7.2% ขณะที่เวียดนามเติบโตถึง 20.4% จากแรงหนุนของนักท่องเที่ยวจีน โครงสร้างพื้นฐานใหม่ และการเชื่อมต่อการเดินทางที่แข็งแรงกว่าเดิม ช่องว่างนี้อาจขยายกว้างขึ้น เมื่อเวียดนามเดินหน้าสร้างสนามบินใหม่ถึง 12 แห่ง พัฒนารถไฟความเร็วสูง และขยายโครงการโรงแรมจำนวนมาก เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดท่องเที่ยวระดับภูมิภาคในระยะยาว

บิล บาร์เนตต์ กรรมการผู้จัดการ C9 Hotelworks มองว่า วันนี้ไม่ใช่เวลาวัดกันที่ “ขนาด” แต่คือการวัดกันที่ “กลยุทธ์” เพราะประเทศคู่แข่งกำลังทุ่มงบลงทุนมหาศาล และประเทศไทยไม่สามารถพึ่งความสำเร็จในอดีตได้อีกต่อไป การตัดสินใจในช่วงเวลานี้จะเป็นตัวกำหนดทิศทางท่องเที่ยวไทยในอีก 10 ปีข้างหน้า
แม้ภาพการแข่งขันจะเข้มข้นขึ้น แต่นักลงทุนยังคงมองประเทศไทยเป็นปลายทางที่มีศักยภาพ ทั้งในฐานะเมืองท่องเที่ยวและพื้นที่อยู่อาศัย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ไทยต้องเร่งสร้างคือ “พลังใหม่” จากผู้ประกอบการรุ่นใหม่ และการออกแบบสินค้า–ประสบการณ์ที่ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวโลกยุคใหม่
ภูมิ จิราธิวัฒน์ กรรมการผู้จัดการร่วม Central Group Capital และหัวหน้าฝ่ายการลงทุนด้านโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ทางเลือก Central Pattana ระบุว่า
แม้ยังเชื่อมั่นในศักยภาพของไทย แต่ต้องยอมรับว่าความไม่แน่นอนทั้งด้านเศรษฐกิจโลก ภูมิรัฐศาสตร์ และการแข่งขันในภูมิภาค ทำให้การลงทุนต้องรอบคอบมากขึ้น อย่างไรก็ดี จุดแข็งของไทยคือความลึกทางวัฒนธรรมและความหลากหลาย ซึ่งสามารถต่อยอดเป็นประสบการณ์มูลค่าสูงได้ หากวางกลยุทธ์ให้ถูกทาง

หนึ่งในโจทย์สำคัญ คือการกระจายแหล่งท่องเที่ยวออกจาก “บิ๊กไฟว์” อย่าง กรุงเทพฯ ภูเก็ต พัทยา เชียงใหม่ และสมุย ไปสู่พื้นที่ใหม่ที่ยังมีศักยภาพสูง ไม่ว่าจะเป็นภาคอีสานที่เต็มไปด้วยวัฒนธรรม อาหาร และวิถีชีวิตที่มีเอกลักษณ์ หรือจังหวัดนครศรีธรรมราช ที่มีแนวชายฝั่งธรรมชาติยาวหลายร้อยกิโลเมตรแต่ยังไม่ถูกพัฒนาอย่างจริงจัง
ประเด็นเหล่านี้ถูกหยิบยกขึ้นถกอย่างเข้มข้นในงาน Thailand Tourism Forum (TTF) 2026 ครั้งที่ 15 ภายใต้ธีม “A World of Change” ซึ่งสะท้อนชัดว่า อนาคตท่องเที่ยวไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนผู้มาเยือนเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการ “ปรับเกม” สร้างประสบการณ์ใหม่ และยกระดับคุณค่าของการท่องเที่ยวให้แข่งขันได้ในเวทีโลก





