
ตลาดที่อยู่อาศัยในปัจจุบันมีความหลากหลาย เพื่อรองรับความต้องการและข้อจำกัดต่าง ๆ ของแต่ละบุคคล การเลือกซื้อบ้านในโครงการบ้านจัดสรรยังคงเป็นทางเลือกสำหรับ ผู้ที่ต้องการความสะดวกสบาย อย่างไรก็ตาม บ้านในโครงการบ้านจัดสรรก็มีข้อจำกัดบางประการ ส่งผลให้การสร้างบ้านเพื่ออยู่อาศัยเองก็ยังเป็นอีกหนึ่งตัวเลือก โดยเฉพาะผู้ที่มีที่ดินเป็นของตนเอง และให้ความสำคัญกับรูปแบบบ้าน การเลือกวัสดุก่อสร้าง ต้องการความเป็นส่วนตัว รวมถึงต้องการควบคุมงบประมาณ
สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ประเมินว่า มูลค่าตลาดรับสร้างบ้านอยู่ที่ราว 2 แสนล้านบาท/ปี และในพื้นที่ต่างจังหวัดได้รับความสนใจในการสร้างบ้านเองมากกว่าในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยคิดเป็นสัดส่วน 75% ของมูลค่าตลาดรับสร้างบ้านโดยรวมทั้งประเทศ ทั้งนี้ ตลาดรับสร้างบ้านประกอบด้วยผู้ประกอบการที่หลากหลาย ตั้งแต่ผู้รับเหมาก่อสร้างรายย่อย ไปจนถึงบริษัทรับสร้างบ้านรายใหญ่ที่มีการเปิดสาขาให้บริการทั่วประเทศ
นอกจากนี้ ยังพบว่า ผู้ประกอบการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รายใหญ่บางส่วนก็เริ่มมีการขยายธุรกิจเพื่อเข้าสู่ตลาดบ้านสร้างเองในช่วง 2 ปีที่ผ่านมามากขึ้น เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมท่ามกลางความซบเซาของตลาดบ้านจัดสรร จึงกล่าวได้ว่า ตลาดรับสร้างบ้านเป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนในห่วงโซ่อุปทานภาคการก่อสร้างที่ก่อให้เกิดเม็ดเงินหมุนเวียน และการจ้างงาน อีกทั้ง ส่งผลด้านบวกต่อเนื่องไปยังธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องใน Supply chain เช่น วัสดุก่อสร้าง รับเหมาก่อสร้าง บริการตกแต่งที่อยู่อาศัย เครื่องใช้ไฟฟ้า เฟอร์นิเจอร์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อระบบเศรษฐกิจไทยโดยรวมตามมา
ผลสำรวจความเห็นผู้บริโภคด้านที่อยู่อาศัย (Residential real estate survey) ของ SCB EIC ในปี 2025 พบว่า กลุ่มผู้มีแผนสร้างบ้านเองแทนการซื้อบ้านในโครงการบ้านจัดสรรส่วนใหญ่ 58% สนใจสร้างบ้านในต่างจังหวัด เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 55% ในปี 2024 และยังพบว่า 42% ของผู้มีแผนสร้างบ้านเองตั้งงบประมาณไว้ที่ 1-3 ล้านบาท โดยไม่รวมค่าที่ดิน เพิ่มขึ้นจากสัดส่วน 38% ในปี 2024
ผู้มีแผนสร้างบ้านเองส่วนใหญ่วางแผนชำระค่าสร้างบ้านด้วยการขอสินเชื่อคิดเป็น 57% ของผู้มีแผนสร้างบ้านเอง โดยพบว่ากลุ่มผู้มีแผนสร้างบ้านเองที่ตั้งงบประมาณไว้มากกว่า 10 ล้านบาทมีสัดส่วนผู้ที่จะพึ่งพาการขอสินเชื่อจากสถาบันการเงินต่ำกว่ากลุ่มที่ตั้งงบประมาณไว้มากกว่า 10 ล้านบาท เนื่องจากเป็นกลุ่มผู้มีรายได้สูง จึงมีความสามารถในการชำระค่าสร้างบ้านด้วยเงินสดเต็มจำนวนได้

3 คีย์เวิร์ดสำคัญ บ้านสร้างเอง
ผลสำรวจ SCB EIC สะท้อนเทรนด์การสร้างบ้านของกลุ่มผู้มีแผนสร้างบ้านเอง 3 ด้านสำคัญ ได้แก่ 1) มองหาความคุ้มค่าภายใต้งบประมาณจำกัด (Smart Value Living) 2) ปรับฟังก์ชันตามต้องการ (Adaptive Living) และ 3) สร้างบ้านยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม (Green Living)
1) Smart Value Living : มองหาความคุ้มค่าภายใต้งบประมาณจำกัด
ภาระหนี้ครัวเรือน และค่าครองชีพที่อยู่ในระดับสูง ส่งผลให้กลุ่มผู้มีแผนสร้างบ้านเองปรับลดงบประมาณที่ตั้งไว้ลงจากเดิม โดยเฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้น้อย-ปานกลาง ที่ส่วนใหญ่กำหนดงบประมาณในการก่อสร้างบ้านไม่เกิน 3 ล้านบาท ในจำนวนนี้ สัดส่วนมากกว่า 80% มีแนวโน้มลดงบประมาณ ทั้งนี้กลุ่มผู้มีแผนสร้างบ้านเองส่วนใหญ่เลือกลดงบประมาณตกแต่ง แต่ยังคงงบประมาณสำหรับงานโครงสร้างไว้ จากเหตุผลด้านความปลอดภัยของตัวบ้าน และลดความเสี่ยงด้านค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงซ่อมแซมโครงสร้างที่อาจสูงขึ้นในระยะยาว
2) Adaptive Living : ปรับฟังก์ชันตามต้องการ
การเลือกหรือกำหนดรูปแบบบ้านได้ตามต้องการ เพื่อตอบโจทย์ของการอยู่อาศัยและการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การทำงานที่บ้าน การเลี้ยงสัตว์ รวมถึงบ้านที่มีเด็กหรือผู้สูงอายุ เป็นปัจจัยหนุนให้คนสนใจการสร้างบ้านเอง ซึ่งแตกต่างจากบ้านในโครงการบ้านจัดสรรที่ยังไม่สามารถปรับเปลี่ยนโครงสร้าง รูปแบบ หรือฟังก์ชันได้อย่างอิสระ รวมถึงยังมีข้อจำกัดด้านการเลือกวัสดุก่อสร้าง นอกจากนี้ ผู้ที่มีแผนสร้างบ้านเองส่วนใหญ่ ยังคำนึงถึงความยืดหยุ่นในการปรับปรุงและต่อเติมบ้านในระยะยาว เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงในอนาคต
3) Green Living : สร้างบ้านยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
กลุ่มผู้มีแผนสร้างบ้านเองสนใจวัสดุก่อสร้างที่ช่วยประหยัดพลังงาน และมีทัศนคติว่าการลงทุนจ่ายเงินเพิ่มขึ้นสำหรับการซื้อวัสดุก่อสร้างที่ช่วยประหยัดพลังงานจะช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายได้ในระยะยาว แม้การสร้างบ้านที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมจะยังจำกัดอยู่แต่เฉพาะในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลาง-สูงขึ้นไป แต่ก็พบว่าวัสดุก่อสร้างที่ช่วยประหยัดพลังงานได้รับความสนใจในวงกว้าง และคนส่วนใหญ่ยินดีจ่ายเงินเพิ่มขึ้นราว 1-5% จากราคาวัสดุทั่วไปเพื่อวัสดุก่อสร้างที่มีคุณสมบัติดังกล่าว
"ผู้ประกอบการ" เผชิญความท้าทาย โอกาส และการปรับกลยุทธ์
สำหรับผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องกับการรับสร้างบ้าน แม้จะต้องเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันรุนแรง แต่ยังมีโอกาสปรับกลยุทธ์รับเทรนด์การสร้างบ้านเอง ในปี 2026 การแข่งขันในตลาดรับสร้างบ้านยังเป็นไปอย่างรุนแรง ประกอบกับยังเผชิญสถานการณ์ด้านการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ระดับหนี้ครัวเรือนสูง กำลังซื้อของผู้บริโภคฟื้นตัวช้า และต้นทุนการก่อสร้างมีแนวโน้มอยู่ในระดับสูง ซึ่งยังเป็นความท้าทายที่สำคัญต่อผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจรับสร้างบ้าน ให้จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์ ดังนี้
1) กลุ่มบริษัทรับสร้างบ้าน/ผู้รับเหมา ต้องตอบโจทย์ความต้องการ และแก้ไข Pain point พื้นฐานของกลุ่มผู้สร้างบ้านเอง ได้แก่ ความล่าช้า งบประมาณบานปลาย และปัญหาด้านคุณภาพ ด้วยการนำเทคโนโลยีก่อสร้างมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ บริหารจัดการต้นทุนและระยะเวลาก่อสร้าง โดยเฉพาะในช่วงที่ต้นทุนการก่อสร้างอยู่ในระดับสูง และสนับสนุนให้ลูกค้าตรวจสอบความคืบหน้าของการก่อสร้างได้ Real time รวมถึงนำเสนอบริการหลังการขายและระยะเวลารับประกันงานก่อสร้างที่ยาวนานขึ้น อีกทั้ง ยังต้องยกระดับความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะการตอบโจทย์เทรนด์การสร้างบ้าน ทั้งการส่งมอบความคุ้มค่าภายใต้งบประมาณจำกัด การปรับฟังก์ชันตามต้องการได้ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว รวมถึงการสร้างบ้านยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
2) กลุ่มผู้ผลิต และผู้ค้าวัสดุก่อสร้าง ควรมุ่งสู่กระบวนการผลิตวัสดุก่อสร้างที่ปล่อย CO2 ต่ำ ให้ความสำคัญกับการพัฒนาวัสดุที่ช่วยประหยัดพลังงาน และเป็นมิตรต่อสุขอนามัยของผู้อยู่อาศัย ซึ่งจะเป็นการเพิ่มมูลค่าให้กับสินค้า และเพิ่มโอกาสในการแข่งขันในตลาดพรีเมียม สำหรับผู้ค้าวัสดุก่อสร้างจำเป็นต้องนำเทคโนโลยีมาใช้ ตั้งแต่การบริหารจัดการข้อมูลภายในกิจการ เช่น การสั่งซื้อ การควบคุมสต็อก ไปจนถึงการให้บริการลูกค้า เช่น การขยายช่องทางการจัดจำหน่ายไปสู่ระบบ E-commerce platform หรือแอปพลิเคชัน การนำเทคโนโลยี AR/VR มาช่วยในการจำลองภาพเสมือนจริงเพื่อช่วยในการตัดสินใจเลือกซื้อวัสดุก่อสร้าง
ภาครัฐกับการส่งเสริมอาคารเขียว
ภาครัฐมีบทบาทส่งเสริมการก่อสร้างอาคารเขียวหรืออาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายมากขึ้น จากความสนใจก่อสร้างบ้านที่ได้รับมาตรฐานด้านความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันในไทยได้มีการกำหนดมาตรฐานอาคารเขียว TREES-HOME ซึ่งเป็นเกณฑ์การประเมินความยั่งยืนทางพลังงานและสิ่งแวดล้อมไทย สำหรับอาคารพักอาศัย ครอบคลุมทั้งบ้านสร้างเอง โครงการบ้านจัดสรร และคอนโดมิเนียม ส่งผลให้ภาครัฐยังต้องมีบทบาทส่งเสริมการก่อสร้างอาคารเขียวหรืออาคารที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมให้แพร่หลายมากขึ้น โดยอาจอยู่ในรูปแบบการออกมาตรการต่าง ๆ เช่น การให้วงเงินสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำสำหรับการสร้างบ้านที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมจากสถาบันการเงินของรัฐ การลดภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างสำหรับบ้านที่ได้รับการรับรองมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม การนำค่าใช้จ่ายในการซื้อวัสดุก่อสร้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไปลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา





