
ในวันที่มิจฉาชีพใช้เทคโนโลยีได้แนบเนียนขึ้น ไปรษณีย์ไทยออกมาเตือนผู้บริโภคให้ระวัง “สายลวงยุค AI” ที่ไม่ได้มาแค่รูปแบบเดิม ๆ อย่างการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่หรือแจ้งว่ามีพัสดุตกค้างเท่านั้น แต่ยังพัฒนาไปถึงการใช้ AI ปลอมเสียงคนใกล้ตัว เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเร่งให้เหยื่อตัดสินใจผิดพลาดเร็วขึ้น
ประเด็นสำคัญของกลโกงยุคนี้ คือการสร้างสถานการณ์กดดันให้ผู้รับสายตกใจ ไม่ว่าจะเป็นการอ้างว่ามีของผิดกฎหมาย มีค่าธรรมเนียมค้างชำระ หรือชวนให้แอด LINE และกดลิงก์ปลอมเพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัว ข้อมูลการเงิน หรือรหัสสำคัญต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นจุดเสี่ยงที่ทำให้ผู้บริโภคสูญเสียทั้งเงินและข้อมูลได้ในเวลาอันสั้น

ในมุมธุรกิจ การออกมาเตือนภัยครั้งนี้สะท้อนบทบาทของไปรษณีย์ไทยที่ไม่ได้ทำหน้าที่แค่ส่งพัสดุ แต่กำลังพยายามย้ำภาพการเป็น “Trusted Logistics Partner” ที่ต้องรักษาความเชื่อมั่นของผู้ใช้บริการในยุคที่ภัยไซเบอร์กระทบต่อประสบการณ์ลูกค้าโดยตรง ยิ่งเมื่อแบรนด์มีประวัติอยู่คู่คนไทยมายาวนาน ความน่าเชื่อถือจึงกลายเป็นสินทรัพย์สำคัญที่ต้องดูแลควบคู่กับการให้ความรู้ประชาชน
สิ่งที่ไปรษณีย์ไทยย้ำชัดคือ องค์กรไม่มีนโยบายเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าภาษี หรือค่าบริการผ่านบัญชีธนาคารในนามบุคคล และไม่มีการติดต่อเพื่อขอข้อมูลส่วนตัวหรือส่งลิงก์ให้กรอกข้อมูลผ่านช่องทางไม่เป็นทางการ โดยช่องทางที่ใช้ติดต่อผู้รับพัสดุโดยตรงคือเบอร์ 1505 สำหรับการนัดหมายหรือแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับสิ่งของที่จัดส่งเท่านั้น นี่จึงเป็นข้อความสำคัญที่ผู้บริโภคควรจำให้แม่น ก่อนเผลอหลงเชื่อสายโทรศัพท์หรือข้อความที่ดูเหมือนจริงเกินจริง

สำหรับผู้บริโภค วิธีรับมือที่ดีที่สุดยังคงเป็นเรื่องพื้นฐานแต่สำคัญมาก นั่นคือ “ตั้งสติ ก่อนเชื่อ ก่อนคลิก ก่อนโอน” อย่าให้ข้อมูลส่วนตัว เลขบัญชี เลขบัตรประชาชน รหัสผ่าน หรือ OTP กับใครเด็ดขาด และหากไม่มั่นใจควรตรวจสอบกับหน่วยงานโดยตรงผ่านช่องทางทางการเท่านั้น เพราะในยุค AI ความน่าเชื่อถือปลอมได้ง่ายกว่าที่คิด แต่ความเสียหายที่ตามมาอาจจริงและรุนแรงกว่ามาก





