SCGD เผยไตรมาส 1/69 ยังคงแข็งแกร่ง กำไรเพิ่ม 14% EBITDA 780 ล้านบาท ผลจาก 4 แนวทางเชิงรุกโตระยะยาว
29 Apr 2026

 

SCGD เผยผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 มีกำไร 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 14% EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท จากการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ แม้เผชิญความผันผวนจากตลาดโลก พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Regional Optimization ผ่าน 4 แนวทางเชิงรุกโตระยะยาว ได้แก่ ผลักดันให้เวียดนามเป็นฐานการผลิต-ส่งออกหลัก เร่งขยายกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนที่โรงงาน Pho Yen รองรับดีมานด์ทั้งในเวียดนามและส่งออกตลาดโลก อีกทั้งรวมศูนย์การผลิตไทยเพื่อลดต้นทุน เพิ่มความสามารถทำกำไรและแข่งขันสินค้านำเข้า ตั้งไทยเป็น Hub of Innovation มุ่งพัฒนาสินค้า HVA รองรับดีมานด์ที่หลากหลายและตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์มากยิ่งขึ้น พร้อมเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทางเลือกอย่างต่อเนื่อง

 

 

นายนำพล มลิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัทเอสซีจี เดคคอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ SCG Decor (SCGD) ผู้นำธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในภูมิภาคอาเซียน กล่าวว่า “ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงแข็งแกร่ง มีความสามารถในการทำกำไรอย่างต่อเนื่อง แม้เผชิญภาวะตลาดที่ผันผวนและท้าทาย โดยมีกำไรส่วนที่เป็นผู้ถือหุ้นบริษัทอยู่ที่ 247 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 14 จากปีก่อน และ EBITDA อยู่ที่ 780 ล้านบาท โดยมี EBITDA on Sales ร้อยละ 14.1 ปรับตัวดีขึ้นเมื่อเทียบปีก่อน และใกล้เคียงไตรมาสก่อน จากการบริหารต้นทุนและการดำเนินงานอย่างมีประสิทธิภาพ รายได้จากการขายอยู่ที่ 5,552 ล้านบาท ลดลงร้อยละ 7 จากปีก่อนหน้า หากไม่รวมผลกระทบจากการอัตราแลกเปลี่ยน รายได้จากการขายลดลงเพียงร้อยละ 4 จากปีก่อน เนื่องจากรายได้จากการขายที่เวียดนามเพิ่มสูงขึ้น

 

จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และค่าขนส่งที่ปรับตัวสูงขึ้น แม้ว่าธุรกิจจะได้ผลกระทบในวงจำกัด และมีปริมาณส่งออกไปตะวันออกกลางน้อยกว่าร้อยละ 1 แต่ SCGD ยังคงดำเนินมาตรการเชิงรุกในการบริหารความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานเพื่อให้มีผลกระทบต่อธุรกิจน้อยที่สุด พร้อมเดินหน้ากลยุทธ์ Regional Optimization เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันด้านต้นทุน และยกระดับประสิทธิภาพการผลิตทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อรักษาศักยภาพการแข่งขันและส่วนแบ่งทางการตลาดในระยะยาว โดยมี 4 แนวทางดังนี้

 

1) ยกระดับ PRIME เวียดนามเป็นเสาหลักการเติบโต สู่ฐานการผลิตและส่งออกหลัก ในไตรมาสที่ 1 ปี 2569

PRIME มียอดขายกระเบื้องเซรามิกและกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนอยู่ที่ 11.8 ล้านตารางเมตร โดยสามารถขายกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนในเวียดนามและส่งออกได้กว่า 3.9 ล้านตารางเมตร หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 44 จากปีก่อน ล่าสุด บริษัทได้ลงทุนเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน 6.6 ล้านตารางเมตร ด้วยเงินลงทุนประมาณ 660 ล้านบาท ที่โรงงาน PRIME Pho Yen เวียดนาม ส่งผลให้เมื่อโครงการแล้วเสร็จในปี 2570 PRIME จะมีกำลังการผลิตเกลซพอร์ซเลนเพิ่มเป็น 33.4 ล้านตารางเมตร คิดเป็นร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตทั้งหมด เพื่อรองรับตลาดภายในประเทศที่เติบโตรวมถึงการส่งออกไปยังภูมิภาคต่างๆ

 

2) รวมศูนย์สายการผลิตในไทยเพื่อลดต้นทุน เพิ่มสายการผลิตใหม่เพื่อเพิ่มความสามารถในการทำกำไร

เป็นการย้ายสายการผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลนเข้ามาอยู่ในพื้นที่เดียวกัน เพื่อสามารถเดินกำลังการผลิตได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เพิ่มผลิตภาพในการผลิต (productivity) ส่งผลให้เกิดการลดต้นทุนการผลิตต่อหน่วย และลดค่าใช้จ่ายในการผลิตและบริหาร พร้อมลงทุนติดตั้งสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ รองรับความต้องการตลาดกระเบื้องขนาดใหญ่และหลากหลายรูปแบบ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันกับกระเบื้องนำเข้า คาดแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2570 โดยจะมีกำลังการผลิตรวมที่ 44.5 ล้านตารางเมตรต่อปี ซึ่งเพียงพอต่อความต้องการตลาด ด้วยความเข็งแกร่งของต้นทุนที่แข่งขันได้ พร้อมพอร์ตสินค้าที่หลากหลาย จะช่วยรักษาความเป็นผู้นำและส่วนแบ่งการตลาดในไทยได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ การรวมศูนย์การผลิตส่งผลให้บริษัทคาดว่าจะรับรู้ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องรวมประมาณ 679 ล้านบาท และส่วนใหญ่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด อย่างไรก็ตาม ภายหลังการพิจารณาผลตอบแทนของโครงการหลังการรับรู้ค่าใช้จ่ายดังกล่าวแล้ว โครงการยังคงมีระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) และอัตราผลตอบแทนภายใน (Internal Rate of Return : IRR) อยู่ในระดับที่สอดคล้องกับเกณฑ์การลงทุนของบริษัทตามประมาณการในปัจจุบัน

 

ทั้ง 2 โครงการสะท้อนกลยุทธ์ Regional Optimization ของ SCGD ที่มุ่งบริหารฐานการผลิตแบบองค์รวม เพื่อสนับสนุนการเติบโตในระยะยาว

 

3.) ตอบสนองความต้องการทุกกลุ่มลูกค้า

ด้วยจุดแข็งความเข้าใจผู้บริโภคอย่างลึกซึ้ง (Deep Customer Insight) ควบคู่กับนวัตกรรมผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่ (Production Intelligence) เพื่อรักษาความเป็นผู้นำตลาดธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิวและสุขภัณฑ์ในประเทศ สำหรับสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (HVA) มีรายได้คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 36 ของรายได้จากการขายทั้งหมด และสินค้ากลุ่ม Smart Value (SVP) ซึ่งเป็นสินค้าที่คุณภาพดีผ่านมาตรฐาน ราคาจับต้องได้ เพื่อตอบสนองความต้องการผู้บริโภคให้ครบทุกเซกเมนท์ในช่วงตลาดชะลอตัว โดยมียอดขายคิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 18 ของรายได้จากการขาย

 

4.) การเพิ่มสัดส่วนพลังงานทางเลือก เร่งเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานชีวมวลและพลังงานแสงอาทิตย์

เพื่อลดต้นทุนด้านพลังงานอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทใช้เชื้อเพลิงชีวมวลกว่าร้อยละ 25 จากการติดตั้งหน่วยการใช้เชื้อเพลิงชีวมวลที่ Hot Air Generator (HAG) ที่นิคมอุตสาหกรรมหนองแค จังหวัดสระบุรีเพิ่มเติม ซึ่งได้แล้วเสร็จในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 ที่ผ่านมา โดยบริษัทมีสัดส่วนการใช้พลังงานจากแสงอาทิตย์แล้วกว่าร้อยละ 13.6

 

 

นายสิทธิชัย สุขกิจประเสริฐ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการเงิน SCGD กล่าวว่า “สำหรับไตรมาส 1 ปี 2569 ยังคงเห็นการเติบโตต่อเนื่องในธุรกิจสุขภัณฑ์ โดยเฉพาะในอาเซียน ทั้งจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นและเพิ่มผู้แทนจำหน่ายในต่างประเทศ โดยมียอดขายสุขภัณฑ์ในต่างประเทศกว่า 141 ล้านบาท พร้อมเครือข่ายตัวแทนจำหน่ายเพิ่มเป็น 212 ราย จาก 201 รายในปีก่อน ขณะเดียวกัน ยังเดินหน้าต่อยอดธุรกิจวัสดุตกแต่งพื้นผิว ผ่านการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าและอีเวนต์ระดับโลกอย่างต่อเนื่อง เพื่อพบลูกค้าและพันธมิตร พร้อมนำเสนอนวัตกรรมและโซลูชันใหม่ ๆ ของบริษัท ในด้านนวัตกรรม PRIME เวียดนามยังได้พัฒนากระเบื้องที่ผสานเทคโนโลยีพื้นผิว สามารถดูดซับแสงในเวลากลางวันและคายแสงในสภาพแสงน้อย เพิ่มมิติการใช้งานของผลิตภัณฑ์ รวมถึงธุรกิจสินค้าเกี่ยวเนื่อง (Complementary Products) ที่ยังเติบโตต่อเนื่อง มียอดขายกว่า 114 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 6 จากปีก่อนโดยมีสินค้าหลัก เช่น ปูนกาวยาแนว แผ่นท็อปเคาน์เตอร์ครัว และบานประตูหน้าต่าง ”

 

“ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของ SCGD ในการปรับตัวเชิงรุก อาศัยจุดแข็งของบริษัทที่เป็นผู้เล่นในอาเซียน สร้างการเติบโตอย่างต่อเนื่องท่ามกลางความท้าทายของตลาดโลก เรามุ่งบริหารต้นทุนอย่างมีวินัยเพิ่มความสามารถในการทำกำไรและศักยภาพการแข่งขันในตลาด ผ่านการให้บริหารจัดการฐานการผลิต ควบคู่กับการพัฒนานวัตกรรมสินค้า ด้วยกลยุทธ์การดำเนินงานและการลงทุนของ SCGD บริษัทสามารถสะท้อนฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดกว่า 9 พันล้านบาท ขณะที่โครงสร้างหนี้สินยังอยู่ในระดับที่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม ด้วยอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA คงอยู่ที่ 1.1 เท่า ทั้งนี้ บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดลำดับความสำคัญของงบลงทุน ควบคู่กับการมุ่งเน้นการลงทุนที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจในระยะยาว” นายนำพล กล่าวปิดท้าย

 

[อ่าน 52]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
CKPower คว้า 2 รางวัลจากเวที Thailand-Japan Decarbonization Award 2026 ตอกย้ำผู้นำนวัตกรรมสิ่งแวดล้อม
Oxe’cure เดินหน้าสร้าง Brand Love รุกตลาดสกินแคร์ปี 2026 ดึง “โฟร์ท–ณัฐวรรธน์” ขยายฐานคนรุ่นใหม่
'ลาลามูฟ' จับมือ 'Whoscall' มอบโค้ด Whoscall Premium Basic เสริมเกราะป้องกันมิจฉาชีพให้พาร์ทเนอร์คนขับ
OMODA & JAECOO ยอดขายทั่วโลกทะลุ 1 ล้านคัน ย้ำความสำเร็จ OMODA 7 และ JAECOO 7 ในงาน Auto China 2026
เซเว่นอัพ เปิดตัว '7UP Extra Fizz' เปลี่ยนซัมเมอร์ร้อน ให้หนาวเย็นซ่าสุดขั้ว
TikTok ผนึก กรมการค้าภายใน ดันสินค้าเกษตรกรไทยสู่ Discovery Commerce
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved