
แรงส่งสำคัญมาจากทั้งภาครัฐและเอกชนที่ต้องการผลักดันประเทศไทยให้เป็นจุดหมายของการจัดงานระดับนานาชาติ ไม่ว่าจะเป็นงานประชุม งานแสดงสินค้า คอนเสิร์ต เฟสติวัล หรืออีเวนต์เชิงไลฟ์สไตล์ เพราะไทยมีทั้งสถานที่รองรับ เทคโนโลยี ทีมงานมืออาชีพ และจุดแข็งด้านการท่องเที่ยวที่ช่วยต่อยอดเม็ดเงินในระบบเศรษฐกิจได้อีกหลายชั้น
หนึ่งในผู้เล่นที่ขยับตัวรับจังหวะนี้คือ All Space ภายใต้บริษัท เกรย์ เอ็นบี กรุ๊ป จำกัด ที่อยู่ในธุรกิจ Event & Entertainment มากว่า 25 ปี ล่าสุดประกาศเดินหน้ารุกตลาดเต็มรูปแบบ ด้วยการจับมือ Frame Motion Studio หรือ FMS จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งมีเครือข่ายครอบคลุม 22 ประเทศทั่วโลก เพื่อขยายศักยภาพการจัดงานทั้งในไทยและต่างประเทศ
จุดที่น่าสนใจคือ All Space ไม่ได้มองตัวเองแค่ “ผู้รับจัดงาน” แต่ต้องการยกระดับไปสู่การเป็นผู้สร้างประสบการณ์ใหม่ ผ่านแนวคิด “All Space. One Space. Infinite Dimensions.” หรือการทำให้หนึ่งพื้นที่สามารถกลายเป็นประสบการณ์ได้หลายมิติ ตั้งแต่งานเปิดตัวแบรนด์ งานองค์กร คอนเสิร์ต เฟสติวัล ไปจนถึงอีเวนต์ข้ามพรมแดน
นายชัชวาล ตรีเนตร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เกรย์ เอ็นบี กรุ๊ป จำกัด เปิดเผยว่า ตลาด Event & Entertainment ในไทยและอาเซียนยังมีโอกาสเติบโตสูง แม้จะเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวและสถานการณ์ความขัดแย้งในหลายภูมิภาค แต่ความต้องการอีเวนต์รูปแบบใหม่ โดยเฉพาะงานที่ใช้เทคโนโลยีสร้างประสบการณ์แปลกใหม่ ยังเป็นสิ่งที่ตลาดต้องการ
การมีเครือข่ายพาร์ทเนอร์ใน 22 ประเทศ จึงเป็นข้อได้เปรียบสำคัญ เพราะช่วยให้ All Space สามารถรับงานที่ซับซ้อนขึ้น ทั้งงานระดับประเทศและงานระดับนานาชาติ รวมถึงตอบโจทย์ลูกค้าที่ต้องการมาตรฐานสากล แต่ยังต้องเข้าใจพฤติกรรมผู้บริโภคในไทย

สำหรับกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย All Space วางไว้ค่อนข้างกว้าง ตั้งแต่ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ สินค้าไลฟ์สไตล์ ธนาคาร เทคโนโลยี ไปจนถึงวงการอีสปอร์ต ซึ่งล้วนเป็นกลุ่มที่ต้องใช้ “ประสบการณ์” เข้ามาช่วยสื่อสารแบรนด์ให้ชัดขึ้นในยุคที่ผู้บริโภคไม่ได้ต้องการแค่เห็นโฆษณา แต่ต้องการมีส่วนร่วมกับแบรนด์โดยตรง
ที่ผ่านมา All Space มีผลงานหลากหลาย ทั้งการจัดงานในสนามกีฬาขนาดใหญ่ การทำพาวิลเลียนของประเทศคูเวตในงาน Dubai World Expo การจัดการแข่งขัน E-Sport รวมถึงงานคอนเสิร์ต K-POP และ T-POP ซึ่งสะท้อนความสามารถในการทำงานหลายรูปแบบ ตั้งแต่งานเชิงธุรกิจไปจนถึงงานบันเทิงขนาดใหญ่
อีกก้าวที่น่าจับตาคือ แผนการสร้าง IP หรือ Intellectual Property ของตัวเอง ไม่ว่าจะเป็น International Concert การนำ Festival จากต่างประเทศเข้ามาจัดในไทย รวมถึงอีเวนต์ใหม่ ๆ อย่าง E-Sport Tournament, Digital Art และ New Immersive Experience หากทำได้สำเร็จ จะช่วยให้บริษัทไม่ได้เป็นเพียงผู้จัดงานตามโจทย์ลูกค้า แต่สามารถสร้างทรัพย์สินทางธุรกิจของตัวเองที่ต่อยอดได้ในระยะยาว
กลยุทธ์หลักของ All Space จะเดินบน 3 แกนสำคัญ ได้แก่ การใช้เครือข่ายระดับโลกเพื่อจัดงานข้ามประเทศอย่างไร้รอยต่อ การนำเทคโนโลยีและโซลูชันใหม่ ๆ เข้ามาเพิ่มมูลค่าให้งาน และการออกแบบบริการแบบ Tailor-Made ให้เหมาะกับเป้าหมายของลูกค้าแต่ละราย
ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า ธุรกิจอีเวนต์ยุคใหม่ไม่ได้แข่งขันกันแค่เรื่องเวที แสง สี เสียง หรือขนาดของงานอีกต่อไป แต่แข่งขันกันที่ “ประสบการณ์” ใครสร้างความจดจำได้มากกว่า ใครเชื่อมแบรนด์กับผู้ชมได้แน่นกว่า และใครดึงคอนเทนต์ระดับโลกเข้ามาสร้างมูลค่าในประเทศได้มากกว่า

ในวันที่ตลาดอีเวนต์ไทยกำลังมุ่งสู่เป้าหมายใหญ่ระดับหลายแสนล้านบาท All Space จึงเป็นอีกหนึ่งผู้เล่นที่น่าจับตา เพราะการผนึกพาร์ทเนอร์อินเตอร์ครั้งนี้ อาจไม่ใช่แค่การขยายธุรกิจของบริษัท แต่ยังเป็นส่วนหนึ่งของการผลักดันให้ประเทศไทยกลายเป็นเวทีสำคัญของคอนเสิร์ต เฟสติวัล อีสปอร์ต และอีเวนต์ระดับนานาชาติในภูมิภาคอาเซียน





