ผลประกอบการ SCG ไตรมาส 1 ปี 69 แกร่งขึ้น 17% มุ่งบริหารฐานผลิตอาเซียน สร้างความ ‘แข็งแกร่ง’ ระยะยาว
30 Apr 2026

 

ผลประกอบการ SCG ไตรมาส 1 ปี 2569 มี Adjusted Cash EBITDA 14,929 ล้านบาท แกร่งขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน คาดสถานการณ์ตะวันออกกลางทำเศรษฐกิจโลกชะลอ ราคาพลังงาน วัตถุดิบผันผวนต่อ เร่งกลยุทธ์ “ระยะสั้น” บริหารต้นทุนวัตถุดิบ พลังงาน ดูแลลูกค้าต่อเนื่อง ด้วย Daily War Room ปรับตัวทันท่วงที พร้อมเดินหน้าวินัยการเงินเข้มข้น “ระยะ 2 ปี (2569-2570)” มุ่งสร้างความแข็งแกร่งระยะยาว บริหารความได้เปรียบจากฐานผลิตหลากหลายในอาเซียนใช้ Robotics & Automation เดินหน้าโครงการ LSPE เวียดนาม คืบหน้าตามแผน – ผลักดันสินค้ากรีน & ราคาคุ้มค่า & มูลค่าเพิ่มสูง – เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC – ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร

 

นายธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี เปิดเผยว่า “ไตรมาส 1 ปี 2569 เอสซีจีมี Adjusted Cash EBITDA (กระแสเงินสดที่ไม่รวมการปรับปรุงมูลค่าสินค้าคงเหลือ การด้อยค่า และรายการที่ไม่เกิดขึ้นเป็นประจำของธุรกิจที่เป็นรายการที่ไม่ใช่เงินสด) 14,929 ล้านบาท แข็งแกร่งขึ้น 17% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน กำไรสำหรับงวด 6,223 ล้านบาท และรายได้จากการขายรวม 123,327 ล้านบาท แม้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางจะกดดันให้ราคาพลังงานและวัตถุดิบผันผวน กระทบเศรษฐกิจโลก ไทย และหลายภาคธุรกิจ ซึ่งคาดว่าสถานการณ์นี้จะยืดเยื้อต่อ แต่การที่เอสซีจีตัดสินใจดำเนิน “กลยุทธ์เชิงรุก” อย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะต้น ทำให้สามารถ ‘ตั้งรับแรงกระแทกจากความผันผวนได้ก่อน’ และ ‘คุมสถานการณ์ได้จริง’ ส่งผลให้การดำเนินธุรกิจมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพต่อเนื่อง ทั้ง “แผนระยะสั้น” บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง ‘Daily War Room’ ซึ่งทำหน้าที่เป็นศูนย์บัญชาการติดตามและบริหารต้นทุนวัตถุดิบ การบริหารต้นทุนพลังงาน ควบคู่การดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชนอย่างใกล้ชิด รวมทั้งเดินหน้ารักษาวินัยทางการเงินเข้มข้น เพื่อสถานะการเงินบริษัทที่เข้มแข็ง

 

ส่วน “แผนระยะ 2 ปี (2569-2570)” เอสซีจีมุ่งสร้างกล้ามเนื้อ ด้วยการบริหารความได้เปรียบจากการมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน ผ่านการรวมศูนย์การผลิตและนำ Robotics & Automation มาใช้ยกระดับคุณภาพสินค้า พร้อมเดินหน้าโครงการ LSPE เวียดนาม ซึ่งคืบหน้า 54% ตามแผน ตลอดจนผลักดันสินค้ากรีน (Green Products) – สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า (Smart Value Products : SVP) – สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High Value Added Products : HVA) และเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC รวมทั้งขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรมแข็งแกร่งระยะยาว”

 

 

สำหรับรายละเอียด “กลยุทธ์เชิงรุก” ดังกล่าว ประกอบด้วย “แผนระยะสั้น” เน้นปรับตัว ‘เข้มข้น’ ทันท่วงที โดย

1.) บริหารความเสี่ยงรอบด้านด้วยการตั้ง ‘Daily War Room’ รวมศูนย์ผู้มีอำนาจตัดสินใจทุกด้าน นำข้อมูลรายวันมาหาโซลูชันที่เป็นประโยชน์ต่อทั้งลูกค้าและธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการบริหารต้นทุนวัตถุดิบ ด้วยการ ‘เร่งหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น’ ทั่วทุกมุมโลก ทั้งนี้ ยังให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าตลอดซัพพลายเชน ให้ปรับตัวรับมือกับสถานการณ์นี้ไปด้วยกัน โดยเฉพาะการเดินหน้าส่งมอบสินค้าที่ลูกค้าไม่สามารถซื้อจากผู้ผลิตรายอื่นได้ เช่น สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง

2.) บริหารต้นทุนพลังงาน เพื่อให้พร้อมรับมือหากเกิดวิกฤตน้ำมันขาดแคลน โดย ‘เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานและใช้พลังงานทางเลือก’ และ ‘เพิ่มการใช้รถ EV ขนส่งสินค้า’ ประกอบกับ ‘การมีโรงงานผลิตสินค้ากระจายทั่วประเทศ’ ช่วยลดต้นทุนขนส่งได้ดี

3.) เดินหน้ารักษาวินัยทางการเงิน ‘เข้มข้น’ ซึ่งผลจากการปรับโครงสร้างการดำเนินงาน หยุดธุรกิจไม่ทำกำไรช่วงที่ผ่านมาทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายได้กว่า 4,300 ล้านบาทในปี 2569 ขณะที่เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มขึ้น 2,438 ล้านบาท จากการเพิ่มขึ้นของสินค้าคงคลัง แต่ยังควบคุมเงินลงทุน (CAPEX) ได้ที่ 5,482 ล้านบาท ทำให้หนี้สินสุทธิลดลง 2,813 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA อยู่ที่ 5.0 เท่า จากเดิม 5.5 เท่า สถานะการเงินมั่นคงและแข็งแกร่ง โดยมีเงินสดคงเหลือ ณ สิ้นไตรมาส 67,137 ล้านบาท

 

สำหรับ “แผนระยะ 2 ปี” (2569-2570) เน้น ‘สร้างกล้ามเนื้อ’ ยกระดับความสามารถการแข่งขัน เพื่อธุรกิจและอุตสาหกรรม ‘แข็งแกร่ง’ ในระยะยาว โดย

1.) บริหารความได้เปรียบจาก ‘การมีฐานผลิตหลากหลายในอาเซียน’ (Regional Optimization) ซึ่งมีแนวโน้มเติบโต ด้วยการ ‘รวมศูนย์การผลิต’ และ ‘ใช้ Robotics & Automation’ ยกระดับประสิทธิภาพการผลิตและคุณภาพสินค้า รวมทั้งการ ‘บริหารต้นทุนพลังงานและวัตถุดิบ’ คาดว่าช่วยลดต้นทุนทั่วอาเซียนได้ปีละกว่า 3,300 ล้านบาท ส่วน ‘โครงการ LSPE’ เพิ่มความยืดหยุ่นในการใช้วัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน Long Son Petrochemicals (LSP) ประเทศเวียดนาม เมื่อเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน คาดว่าช่วยลดต้นทุนได้ปีละกว่า 6,000 ล้านบาท

2.) ผลักดัน ‘สินค้ากรีน – สินค้าคุณภาพดี ราคาคุ้มค่า – สินค้ามูลค่าเพิ่มสูง’ เพื่อตอบโจทย์ความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า พร้อมเพิ่มอัตราส่วนของกำไรต่อรายได้ให้ธุรกิจ

3.) เร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC โดยได้ประกาศการลงนามในบันทึกข้อตกลงเบื้องต้นซึ่งไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงของซัพพลายเชน และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและอุตสาหกรรมต่อเนื่องในประเทศไทย ด้วยโครงสร้างพื้นฐานครบวงจร เพื่อเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขันในระดับโลก ทั้งนี้ ผลการศึกษาการร่วมทุนดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับผลของการตรวจสอบสภาพกิจการ (due diligence) และการได้รับอนุมัติของบริษัททั้งสองและจากหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง รวมถึงคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า (หากต้องขออนุญาต) คาดว่าการศึกษาจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 ปี 2569 โดยระหว่างนี้ ทั้งสองบริษัทยังคงดำเนินธุรกิจตามปกติอย่างเป็นอิสระต่อกัน

4.) ขับเคลื่อนธุรกิจพลังงานสะอาดครบวงจร ‘SCG Cleanergy’ ตอบโจทย์ความต้องการพลังงานทางเลือกของลูกค้า เพื่อลดต้นทุนและความผันผวนจากการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล พร้อมมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero

 

ทั้งนี้ ผลประกอบการและการดำเนินงานสำคัญในไตรมาส 1 ปี 2569 รายธุรกิจ มีดังนี้

1.) ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับซีเมนต์และผลิตภัณฑ์ก่อสร้าง ได้แรงหนุนจากตลาดในภูมิภาคอาเซียนและโครงการภาครัฐ

เอสซีจี ซีเมนต์แอนด์กรีนโซลูชันส์ กำไร 2,136 ล้านบาท

  • เร่งขยาย “ปูนเอสซีจีคาร์บอนต่ำ” เข้าถึงตลาดในประเทศกว่า 80% พร้อมส่งออกต่างประเทศต่อเนื่อง
  • มุ่งพัฒนาสินค้า HVA ยกระดับคุณภาพงานก่อสร้าง ลดระยะเวลาการทำงาน เพิ่มความทนทาน เพื่อเพิ่มคุณค่าให้ลูกค้าระยะยาวตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น กลุ่มสินค้า CPAC Super, Extras และ Advance Series “คอนกรีตซูเปอร์ชายเล ซีแพค” และ “คอนกรีตเอ็กซ์ตร้า มารีน ซีแพค” สำหรับภาคใต้ ตะวันออก และตะวันตก ป้องกันโครงสร้างสิ่งปลูกสร้างใกล้ชายฝั่งทะเล และ “คอนกรีตเอ็กซ์ตร้า ทนดินเค็ม ซีแพค” สำหรับภาคอีสาน ซึ่งเป็นพื้นที่ดินเค็ม
  • ใช้พลังงานทางเลือก ทั้งเชื้อเพลิงชีวมวล เชื้อเพลิงจากขยะ และพลังงานหมุนเวียนในกระบวนการผลิต ลดต้นทุนได้กว่า 444 ล้านบาท
  • ใช้รถไฟฟ้า EV Mining Truck ในเหมืองปูนซีเมนต์เป็นรายแรกของไทย และทดลองขนส่งคอนกรีตผสมเสร็จด้วยรถโม่พลังงานไฟฟ้า CPAC EV Mixer Truck ให้ลูกค้าในพื้นที่ภาคกลาง

 

เอสซีจี สมาร์ทลีฟวิง และ เอสซีจี ดิสทริบิวชั่นแอนด์รีเทล กำไร 804 ล้านบาท

  • เร่งผลักดันสินค้า SVP ที่ตอบโจทย์กำลังซื้อผู้บริโภค สร้างรายได้กว่า 993 ล้านบาท จากกลุ่มสินค้าหลังคา บอร์ด ไม้สังเคราะห์ ฉนวนกันความร้อน และกระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น
  • มุ่งพัฒนาสินค้า HVA ที่มีคุณสมบัติพิเศษ เช่น “กระเบื้องซีเมนต์ปูพื้น เอสซีจี รุ่นคอมฟอร์ท” ซึ่งลดการสะสมความร้อนบนแผ่นกระเบื้อง “ระบบหลังคากันความร้อน เอสซีจี” โซลูชันลดความร้อนเข้าสู่บ้าน และ “หลังคาเซรามิก เอสซีจี รุ่นเซลิกา ศรา” ที่ราคาคุ้มค่าและได้กระแสตอบรับดี
  • เพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิตต่อเนื่อง ด้วย Lean Automation, AI และใช้วัตถุดิบทดแทนที่มีคุณภาพในการผลิต แต่ยังคงคุณภาพสินค้าได้ตามมาตรฐาน

 

เอสซีจี เดคคอร์ กำไร 247 ล้านบาท

เน้นเดินหน้ากลยุทธ์ Regional optimization เพิ่มศักยภาพการแข่งขันระยะยาว ผ่าน ‘โครงการเพิ่มกำลังการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลน ในเวียดนาม’ เตรียมพร้อมเป็นฐานการผลิตและส่งออกหลักในภูมิภาค อีกทั้ง ‘โครงการรวมศูนย์การผลิตกระเบื้องเซรามิกและเกลซพอร์ซเลน และเพิ่มสายการผลิตกระเบื้องเกลซพอร์ซเลนใหม่ในไทย’ เพื่อลดต้นทุนการผลิต ทำกำไร และแข่งขันกับสินค้านำเข้าจากต่างประเทศได้ดียิ่งขึ้น

 

2.) ธุรกิจเคมิคอลส์ สถานการณ์ตะวันออกกลางส่งผลให้วัตถุดิบขาดแคลน และมีราคาสูงขึ้น ผู้ผลิตในเอเชียและตะวันออกกลางลดกำลังการผลิตและอัตราการเดินเครื่องจักรราว 46 ล้านตัน หรือประมาณ 20% ของกำลังการผลิตเอทิลีน ทำให้อุปทานในตลาดลดลง ด้วยปัจจัยด้านต้นทุนและอุปทานดังกล่าว ส่งผลให้ราคาพอลิเอทิลีน (PE) และพอลิโพรพิลีน (PP) ในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น

เอสซีจีซี กำไร 1,078 ล้านบาท

สาเหตุหลักจากการปรับมูลค่าสินค้าคงเหลือทางบัญชี ส่วนต่างราคาปิโตรเคมีสูงขึ้น และส่วนแบ่งกำไรของบริษัทร่วมเพิ่มขึ้น โดยเอสซีจีซีเร่งเดินหน้าปรับกลยุทธ์ต่อเนื่องเพื่อรับมือความผันผวนของการนำเข้าวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง โดยให้ความสำคัญกับการจัดหาวัตถุดิบจากแหล่งอื่น ๆ ที่ไม่อยู่ในตะวันออกกลาง การบริหารจัดการวัตถุดิบและแผนการผลิตให้มีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมมุ่งส่งมอบสินค้าโดยให้ความสำคัญกับลูกค้าในประเทศเป็นลำดับแรก เพื่อลดผลกระทบในห่วงโซ่อุปทานให้น้อยที่สุด ควบคู่การผลักดันสินค้า HVA สู่ตลาดเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

 

อย่างไรก็ตาม แม้ล่าสุดจะมีความจำเป็นต้องหยุดการเดินโรงงาน LSP ในเวียดนาม ชั่วคราวเพิ่มเติม หลังจากหยุดการเดินโรงงาน ROC ในไทย ชั่วคราวไปก่อนหน้านี้จากการจัดหาวัตถุดิบที่มีข้อจำกัด เอสซีจีซีจะใช้เวลาดังกล่าวดำเนินการซ่อมบำรุงและเร่งเตรียมความพร้อมสำหรับโครงการเพิ่มวัตถุดิบก๊าซอีเทนที่โรงงาน LSP ซึ่งล่าสุดคืบหน้า 54% ให้โรงงานและเครื่องจักรพร้อมเริ่มดำเนินการปลายปี 2570 ตามแผน เพื่อสนับสนุนการสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันในระยะยาวให้ธุรกิจต่อไป ทั้งนี้ นอกจากการหยุดเดินโรงงานชั่วคราว 2 แห่ง (LSP และ ROC) การดำเนินงานของโรงงานในกลุ่มธุรกิจเคมิคอลส์อื่น ๆ ยังดำเนินการตามปกติ อีกทั้งยังอยู่ระหว่างเร่งศึกษาความเป็นไปได้ในการร่วมทุนเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจโอเลฟินส์และพอลิโอเลฟินส์ในไทยระหว่าง GC และ SCGC

 

3.) ธุรกิจแพคเกจจิ้ง กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคในกลุ่มอาเซียนและการส่งออกยังคงดีต่อเนื่อง

เอสซีจีพี กำไร 1,566 ล้านบาท

จากธุรกิจในอินโดนีเซียที่ฟื้นตัวจากการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุน และจากแรงหนุนของการอุปโภคบริโภคในประเทศกลุ่มอาเซียน โดยเอสซีจีพีมุ่งเพิ่มสัดส่วนรายได้บรรจุภัณฑ์เพื่อผู้บริโภคในอาเซียนซึ่งเป็นตลาดหลักและดำเนินธุรกิจโดยยึดลูกค้าเป็นศูนย์กลาง (Customer Centricity) และเดินหน้าบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ ควบคู่กับการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการปรับการใช้พลังงานอย่างเหมาะสม

 

4.) ธุรกิจพลังงานสะอาด

เอสซีจี คลีนเนอร์ยี่

มีกำลังการผลิตสะสมของโครงการที่เปิดดำเนินการแล้วรวม 141 เมกะวัตต์ จากการบริหารจัดการเชิงรุก โดยปรับกระบวนการพัฒนาโครงการให้กระชับและรวดเร็วยิ่งขึ้น ส่งผลให้สามารถเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ของโครงการขนาดใหญ่ได้ตามแผน อาทิ โครงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาครัฐ (CMT1) รวมถึงโครงการซื้อขายไฟฟ้ากับภาคเอกชนอย่างบริษัท ซีเกท เทคโนโลยี ประเทศไทย จำกัด นอกจากนี้ ยังพัฒนาโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการต่อเนื่อง เพื่อรักษาอัตราการเติบโตให้เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้

 

“แม้ความผันผวนทั้งในตะวันออกกลางและภาพรวมเศรษฐกิจยังคงอยู่ในระดับสูง เอสซีจีจะยังเดินหน้ารักษาวินัยการเงินอย่าง ‘เข้มข้น’ และ เร่ง ‘เสริมแกร่ง’ ขีดความสามารถทางการแข่งขันของทุกธุรกิจให้ ‘เข้มแข็ง’ ตลอดจนติดตามสถานการณ์ความผันผวนต่างๆ อย่างใกล้ชิด พร้อมปรับตัวเชิงรุกทุกด้านให้พร้อมสู้ทุกความท้าทาย มั่นใจว่าสถานะทางการเงินบริษัทฯ ยัง ‘แข็งแกร่ง’ มีเงินสดในมือเพียงพอ และสามารถเติบโตในระยะยาวได้ต่อไป” กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวปิดท้าย

 

 

 

[อ่าน 50]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วางจำหน่ายแล้ว! อย่างเป็นทางการ OPPO Find X9 Ultra สมาร์ตโฟนกล้องระดับมืออาชีพ
CHANGAN เปิดตัว “Vast Ocean Plan 2.0” พร้อมโชว์เทคโนโลยี BlueCore Hybrid เจเนอเรชันใหม่ ในงาน Auto China 2026
ผู้ถือหุ้น ttb อนุมัติซื้อหุ้นคืน 3.5 หมื่นล้าน ครอบคลุม 4 ปี ชูบริหารเพื่อประโยชน์สูงสุด
วีซ่า เปิดตัว ‘Agentic Ready’ ในไทยและเอเชียแปซิฟิก มุ่งสู่อนาคตยุค Agentic Commerce
โซดาสิงห์ ปักธงแบรนด์ไทยระดับสากล คว้ารางวัลใหญ่จาก HOTELEX Shanghai 2026
AIA รุกหนักไตรมาสแรก มูลค่าธุรกิจใหม่โตต่อเนื่อง 13% รับแรงหนุนหลักจากตลาดจีน
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved