
กลุ่มธนาคารยูโอบี หรือ UOB รายงานผลการดำเนินงานไตรมาส 1 ปี 2569 ด้วยกำไรสุทธิ 1.437 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 4% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนภาพธุรกิจธนาคารที่ยังมีความยืดหยุ่น แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภาวะดอกเบี้ยขาลงและตลาดการเงินที่ผันผวนมากขึ้น
แรงขับเคลื่อนสำคัญของไตรมาสนี้มาจากความแข็งแกร่งของแฟรนไชส์ลูกค้าหลัก ทั้งกลุ่มลูกค้ารายย่อย ลูกค้าธุรกิจขนาดใหญ่ และธุรกิจ Global Markets โดยเฉพาะการเติบโตของบัญชีเงินฝากกระแสรายวันและออมทรัพย์ หรือ CASA ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง ยอดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิต สินเชื่อ และรายได้จากธุรกรรมบริหารตลาดเงินที่เกี่ยวข้องกับลูกค้า
ในภาพรวม UOB มีรายได้รวม 3.422 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 4% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ลดลง 6% จากปีก่อนหน้า โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ 2.324 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ลดลง 1% จากไตรมาสก่อน และลดลง 4% จากปีก่อน จากแรงกดดันด้านส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ ซึ่งอยู่ที่ 1.82% ลดลงจาก 1.84% ในไตรมาสก่อนหน้า
อย่างไรก็ตาม การเติบโตของสินเชื่อยังเป็นปัจจัยช่วยประคองรายได้ โดยยอดสินเชื่อลูกค้าอยู่ที่ 353.837 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 4% จากปีก่อน ขณะที่เงินรับฝากอยู่ที่ 426.731 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 6% จากปีก่อน สะท้อนฐานลูกค้าและสภาพคล่องที่ยังแข็งแกร่ง
ด้านรายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิอยู่ที่ 637 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ เพิ่มขึ้น 2% จากไตรมาสก่อนหน้า จากแรงหนุนของธุรกิจบริหารความมั่งคั่งและกิจกรรมในตลาดทุน แต่ลดลง 8% จากปีก่อน เนื่องจากฐานรายได้ในช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ในระดับสูงเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับภาวะตลาดที่นักลงทุนระมัดระวังและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงมากขึ้น
ขณะที่รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยอื่น ๆ เพิ่มขึ้นเด่นชัด 45% จากไตรมาสก่อนหน้า มาอยู่ที่ 462 ล้านดอลลาร์สิงคโปร์ โดยได้รับแรงสนับสนุนจากรายได้ด้านธุรกรรมบริหารตลาดเงินของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น รวมถึงการบริหารสภาพคล่องอย่างรอบคอบ และกิจกรรมการซื้อขายสินทรัพย์ทางการเงินที่ได้อานิสงส์จากความผันผวนของตลาด
ในด้านต้นทุน UOB ยังควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีวินัย โดยค่าใช้จ่ายรวมอยู่ที่ 1.523 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อนหน้า ส่งผลให้อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ปรับตัวดีขึ้นมาอยู่ที่ 44.5% จาก 46.4% ในไตรมาสก่อนหน้า แม้ธนาคารยังเดินหน้าลงทุนในโครงการเชิงกลยุทธ์และการปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านกฎระเบียบ
คุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับมั่นคง อัตราส่วนสินเชื่อที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ต่อสินเชื่อรวม หรือ NPL Ratio ทรงตัวที่ 1.5% ขณะที่ต้นทุนความเสี่ยงจากการปล่อยสินเชื่ออยู่ที่ 26 จุดพื้นฐาน อยู่ในกรอบที่ธนาคารคาดการณ์ไว้ สะท้อนการบริหารความเสี่ยงที่รัดกุมท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอน
ฐานะเงินทุนและสภาพคล่องของ UOB ยังคงแข็งแกร่ง โดยมีอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่หนึ่งที่เป็นส่วนของเจ้าของ หรือ CET1 อยู่ที่ 15.3% ขณะที่อัตราส่วนการดำรงสินทรัพย์สภาพคล่อง หรือ LCR อยู่ที่ 144% และอัตราส่วนการจัดหาเงินทุนสุทธิ หรือ NSFR อยู่ที่ 115% ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำที่ทางการกำหนดอย่างมีนัยสำคัญ
นายวี อี เชียง รองประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารยูโอบี กล่าวว่า ผลการดำเนินงานในไตรมาสแรกสะท้อนความแข็งแกร่งของธุรกิจหลักและแหล่งรายได้ที่หลากหลาย โดยคุณภาพสินทรัพย์ยังอยู่ในระดับดี ขณะที่ฐานะเงินทุนและสภาพคล่องยังมั่นคง แม้เศรษฐกิจโลกยังมีความไม่แน่นอนสูง แต่กิจกรรมในธุรกิจหลักของธนาคารยังเดินหน้าต่อเนื่อง จากโมเมนตัมของ CASA ธุรกิจบริหารความมั่งคั่ง บัตรเครดิต และสินเชื่อ
มองไปข้างหน้า UOB ย้ำกลยุทธ์การขยายความสัมพันธ์กับฐานลูกค้าในภูมิภาคอาเซียน เสริมความร่วมมือกับพันธมิตรในระบบนิเวศธุรกิจ และสนับสนุนลูกค้าให้สามารถคว้าโอกาสการเติบโตระยะยาวได้อย่างยั่งยืน
โดยสรุป ผลประกอบการไตรมาสแรกของ UOB ชี้ให้เห็นว่า แม้ธนาคารต้องเผชิญแรงกดดันจากทิศทางดอกเบี้ยและความผันผวนของตลาด แต่ฐานลูกค้าในภูมิภาค รายได้จากธุรกิจหลากหลาย และฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ยังคงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยประคองการเติบโต และทำให้ UOB เดินหน้ารับมือกับสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจที่ท้าทายได้อย่างมั่นคง





