บีโอไอ ผนึกผู้ผลิต EV จีน-ญี่ปุ่น-ยุโรป เร่งเครื่องไทยสู่ “Smart & Green Mobility”
14 May 2026

 

บีโอไอ เปิดเวที BOI Symposium ดึงผู้ผลิต EV ชั้นนำจากจีน ญี่ปุ่น และยุโรป ร่วมฉายภาพอนาคตอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ขับเคลื่อนไทยสู่ “Smart and Green Mobility” ผ่านนโยบายสนับสนุน xEV และเทคโนโลยียานยนต์อัจฉริยะครบวงจร เผยยอดลงทุนอุตสาหกรรม EV ทะลุ 1.8 แสนล้านบาท ตอกย้ำบทบาทไทยสู่การเป็น EV Hub ของอาเซียน

 

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 บีโอไอได้จัด BOI Symposium ภายใต้หัวข้อ “Thailand Driving Toward Smart and Green Mobility” ภายในงาน SUBCON Thailand 2026 โดยมี China EV100 องค์กร Think Tank ด้านยานยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของจีน พร้อมผู้บริหารบริษัทยานยนต์และผู้ผลิตชิ้นส่วนระดับโลกจากจีน ญี่ปุ่น และยุโรปที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ร่วมสะท้อนทิศทางอุตสาหกรรมยานยนต์โลก ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค Smart and Green Mobility งานดังกล่าวยังเป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านเทคโนโลยีแห่งอนาคต ระบบซัพพลายเชน และโอกาสของผู้ประกอบการไทยในการเชื่อมเข้าสู่ซัพพลายเชนระดับโลก เพื่อร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาค โดยมีนักลงทุนและผู้สนใจเข้าร่วมงานกว่า 500 คน

 

 

นายนฤตม์ ได้กล่าวปาฐกถาพิเศษหัวข้อ “Policies to Accelerate Smart and Green Mobility” โดยชี้ว่าอุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของยานยนต์ไฟฟ้า ยานยนต์อัจฉริยะ และเทคโนโลยีดิจิทัล หรือที่เรียกว่า ACES ซึ่งประกอบด้วย Autonomous, Connected, Electric และ Shared Mobility ส่งผลให้ซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ ระบบบริหารจัดการแบตเตอรี่ และระบบช่วยขับขี่อัจฉริยะ (ADAS) กลายเป็นปัจจัยชี้ขาดในการแข่งขัน ซึ่งถือเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในการต่อยอดจากฐานอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่ง ไปสู่การเป็น “ฐานการผลิตยานยนต์แห่งอนาคตแบบครบวงจร” ของภูมิภาค ทั้งในมิติของ Green และ Smart Mobility ที่ต้องมาคู่กัน

 

วิกฤตตะวันออกกลางที่ส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลก เป็นตัวเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า ทำให้เห็นว่า Green Mobility ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องของสิ่งแวดล้อม แต่ยังเกี่ยวข้องกับความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการผลักดันการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และการส่งเสริมพลังงานสะอาด เพื่อเสริมความมั่นคงด้านพลังงานและสร้างความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจในระยะยาว

 

"ประเทศไทยไม่ได้เป็นเพียงผู้ตามกระแสการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่เรากำลังชิงจังหวะเป็นผู้กำหนดทิศทางการเปลี่ยนผ่านนั้น พร้อมทั้งดึงดูดบริษัทชั้นนำจากทั่วโลก ทั้งในกลุ่มผู้ผลิตรถยนต์ EV ทุกประเภท รวมทั้งชิ้นส่วนที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงให้มาตั้งฐานการผลิตและส่งออกในไทย นอกจากนี้ บีโอไอให้ความสำคัญกับการสนับสนุนผู้ประกอบการไทยให้เชื่อมโยงเข้าสู่ซัพพลายเชนโลกได้อย่างแข็งแกร่ง โดยบีโอไอได้หารือร่วมกับ 4 สมาคมหลักของอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อจัดทำมาตรการระยะต่อไป ทั้งการสนับสนุนผู้ผลิตรถยนต์ในไทยอย่างต่อเนื่อง การเพิ่มการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ และการยกระดับขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย โดยมีเป้าหมายผลักดันไทยสู่ศูนย์กลางอุตสาหกรรมยานยนต์แห่งอนาคตของภูมิภาค” นายนฤตม์ กล่าว

 

ทั้งนี้ ตั้งแต่ปี 2560 – มีนาคม 2569 มีคำขอรับการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม EV รวมกว่า 182,000 ล้านบาท ครอบคลุมทั้งการผลิตรถยนต์ EV ทุกประเภท แบตเตอรี่ ชิ้นส่วนสำคัญ และสถานีชาร์จ สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั่วโลกต่อประเทศไทยในฐานะฐานการผลิต EV หลักของภูมิภาค

 

 

นายจาง หยงเหว่ย ประธานสถาบันพัฒนาเทคโนโลยียานยนต์พลังงานใหม่ (China EV100) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์โลกกำลังก้าวเข้าสู่ “ช่วงเร่งตัว” ของการเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้า คาดว่าในปี 2030 EV จะมีสัดส่วน 45% ของยอดขายทั่วโลก หรือ 43–45 ล้านคัน โดย EV ไม่ได้เป็นเพียงยานยนต์ แต่กำลังพัฒนาเป็น “แพลตฟอร์มเทคโนโลยี” ที่ผสาน AI พลังงานสะอาด และบริการดิจิทัล ทำให้มูลค่าอุตสาหกรรมย้ายจากเครื่องยนต์และฮาร์ดแวร์ ไปสู่ซอฟต์แวร์และระบบนิเวศบริการ ขณะเดียวกัน ความร่วมมือระหว่างประเทศในด้านแบตเตอรี่ ชิป เทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติ และมาตรฐานสากล จะเป็นหัวใจของการพัฒนาอุตสาหกรรมในระยะต่อไป

 

เอกชนหนุนไทยพัฒนายานยนต์คู่เทคโนโลยี

สำหรับเวทีเสวนา “Global Smart Mobility Transformation: Technology, Supply Chain and Thailand’s Strategic Position” ผู้บริหารระดับสูงจากสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT), BYD, Bulletrux, Isuzu, Bosch และ Autoliv ได้นำเสนอมุมมองสอดคล้องกัน ดังนี้

 

นายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย (EVAT) กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่ไม่ได้จำกัดอยู่เพียง “การผลิตรถยนต์” แต่กำลังก้าวสู่ระบบอุตสาหกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี พลังงาน ข้อมูล และความยั่งยืน โดยหัวใจสำคัญคือการสร้าง EV Ecosystem ที่ครบวงจร ตั้งแต่มาตรฐาน การทดสอบ โครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ไปจนถึงการพัฒนาบุคลากรคุณภาพสูง ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตชิ้นส่วนไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวจากการผลิตชิ้นส่วนแบบดั้งเดิม ไปสู่ชิ้นส่วนเทคโนโลยีมูลค่าสูง เชื่อมโยงกับผู้พัฒนาเทคโนโลยีระดับโลก และลงทุนด้านนวัตกรรมอย่างจริงจัง เพื่อให้ประเทศไทยสามารถรักษาความแข็งแกร่งของฐานการผลิต และก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าและ Green Mobility ของภูมิภาคในระยะ 10–15 ปีข้างหน้า

 

 

นาย Yubin Ke ผู้จัดการทั่วไป บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยกำลังเร่งเปลี่ยนผ่านสู่ยุค xEV จากแรงกดดันด้านพลังงานและต้นทุนเชื้อเพลิง ประเทศไทยต้องเร่งขยายสถานีชาร์จ ทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด ให้สามารถรองรับการขยายตัวของ xEV ในอนาคต และต้องเร่งยกระดับอุตสาหกรรมไปสู่การผสานระหว่างอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ยานยนต์ และซอฟต์แวร์ เพื่อก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์อัจฉริยะ นอกจากนี้ รถยนต์ PHEV จะเป็นกุญแจสำคัญของช่วงเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยสู่พลังงานใหม่ พร้อมเสนอให้ภาครัฐเพิ่มการสนับสนุนรถยนต์กลุ่มดังกล่าวมากขึ้น เนื่องจากรถยนต์ PHEV มีการใช้ชิ้นส่วนจำนวนมาก สามารถช่วยรักษาฐานการผลิตและส่งเสริมอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ภายในประเทศได้ ทั้งยังช่วยให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวเข้าสู่เทคโนโลยียานยนต์แห่งอนาคตได้อย่างราบรื่นและยั่งยืน

 

ด้าน นาย Li Liang รองประธานฝ่าย Corporate Partners บริษัท Bulletrux กล่าวว่า ในช่วงสามปีข้างหน้า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญที่ผลักดันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยจะเข้ามาเสริมศักยภาพอย่างรอบด้านให้กับการพัฒนารถยนต์อัจฉริยะ ระบบชาร์จไฟ และเทคโนโลยีแบตเตอรี่ลิเธียม รวมถึงช่วยเร่งการพัฒนารถยนต์อัจฉริยะ (Smart Car) อย่างเต็มรูปแบบ ขณะเดียวกัน จากผลกระทบของปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์และสงครามการค้า ทำให้ห่วงโซ่อุปทานโลกยังคงผันผวนอย่างต่อเนื่อง และฐานการผลิตกำลังเร่งย้ายเข้าสู่ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยได้กลายเป็นหนึ่งในจุดหมายสำคัญในระยะยาว การพัฒนาอุตสาหกรรม xEV (ยานยนต์พลังงานทางเลือก/ยานยนต์พลังงานใหม่) จำเป็นต้องดำเนินควบคู่ไปกับการพัฒนาระบบพลังงาน โดยเฉพาะการพัฒนาพลังงานสะอาดและพลังงานชีวมวล ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันในอนาคต ดังนั้น ประเทศไทยจึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาห่วงโซ่อุปทานอุตสาหกรรมที่ครอบคลุมทั้งพลังงานสะอาดและเทคโนโลยีเกิดใหม่ เพื่อผลักดันให้อุตสาหกรรมยานยนต์สีเขียวเติบโตอย่างยั่งยืน

 

 

นาย Suguru Shimaya ผู้เชี่ยวชาญด้านเชื้อเพลิงชีวภาพ บริษัท ตรีเพชรอีซูซุเซลส์ จำกัด กล่าวว่า ไทยมีจุดแข็งสำคัญ คือนโยบายภาครัฐที่เปิดกว้างและมีแผนการดำเนินงานที่ชัดเจน รวมถึงเครือข่ายซัพพลายเชนที่แข็งแกร่งในทุกระดับ (Tier 1-3) อย่างไรก็ตาม ไทยต้องเร่งพัฒนาซัพพลายเชนของ EV ควบคู่ไปกับการพัฒนาพลังงานสะอาด เช่น Biofuel และเทคโนโลยีต้นน้ำ เพื่อยกระดับสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” และใช้ศักยภาพ ICE เดิมให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อขับเคลื่อนสู่ Green Mobility และเสริมความมั่นคงด้านพลังงานในระยะยาว

 

นาย Joseph Ngo Hong กรรมการผู้จัดการ บริษัท Bosch กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์กำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วจากแรงขับเคลื่อนของเทคโนโลยี โดยเฉพาะซอฟต์แวร์ อิเล็กทรอนิกส์ และ AI ที่ถูกผนวกรวมเข้าด้วยกันมากขึ้น ทำให้ซัพพลายเออร์ต้องเร่งปรับตัวและเลือกโฟกัสเทคโนโลยีที่ชัดเจน ขณะเดียวกัน บทบาทของภาครัฐมีความสำคัญอย่างยิ่ง ทั้งในด้านนโยบายสนับสนุน เช่น เซมิคอนดักเตอร์ เป็นต้น การสร้างระบบนิเวศ และการเปิดรับเทคโนโลยีใหม่เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของอุตสาหกรรม

 

นาย Christian Swahn รองประธานบริหาร ด้าน Global Supply Chain Management บริษัท Autoliv กล่าวว่า อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยมีพัฒนาการสอดคล้องกับแนวโน้มโลก โดยเฉพาะการยกระดับผู้ผลิตชิ้นส่วนในประเทศ ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญของไทยในการเชื่อมโยงสู่ซัพพลายเชนระดับโลก อย่างไรก็ตาม ไทยยังต้องเร่งยกระดับเทคโนโลยีในสายการผลิต เพื่อรักษาบทบาทในซัพพลายเชนยานยนต์โลกยุคใหม่

 

[อ่าน 57]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"กรุงศรี" เดินเกมรุก ยกระดับการเป็น Trusted Partner เร่งเครื่อง Sustainable Finance หนุนลูกค้า–ไทยโตยั่งยืน
เมืองสุขสยาม เนรมิต “SOOK SMALL WORLD” ย่อส่วนวิถีและวัฒนธรรมไทย สู่งานคราฟต์ไทยขนาดจิ๋ว ณ ไอคอนสยาม
TTA รายงานกำไรสุทธิ Q1/69 จำนวน 200.8 ล้านบาท แรงหนุนจากผลการดำเนินงานระดับโลกของธุรกิจเดินเรือ
ORN โชว์ฟอร์มเหนือชั้น เคลียร์หุ้นกู้ก่อนกำหนด สะท้อนวินัยการเงินที่เข้มงวด บริหารกระแสเงินสดมีประสิทธิภาพ
“ฮาย-อาภาพร” นำทีมชาวบางนาออกสเต็ปเชฟบ๊ะ ทั้งม่วนทั้งมันส์ ที่แอโรบิกหน้าโลตัส
เซ็นทรัล รีเทล แกร่ง! Core Profit Q1/69 พุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ที่ 2,888 ล้านบาท
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved