ttb analytics ปรับคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 โต 1.7% แม้มีมาตรการรัฐช่วยประคอง
20 May 2026

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ทีทีบี หรือ ttb analytics ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 ขยายตัว 1.7% ชะลอลงจากปีก่อนที่ 2.4% จากสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่รุนแรงและยาวนานกว่าคาด จนส่งผลกระทบต่อราคาพลังงานโลกและห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญ โดยส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยในหลายมิติ เช่น การท่องเที่ยว การส่งออก ตลอดจนกำลังซื้อที่อ่อนแอลง ขณะที่ยังมีแรงส่งด้านบวกจากมาตรการพยุงเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ราว 0.4-0.8% ของจีดีพี

 

ตัวเลขจีดีพีไตรมาสแรกของปี 2569 ที่ดีกว่าคาด ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการเร่งนำเข้าส่งออกสินค้า ซึ่งเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปี 2569 ขยายตัว 2.8% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และเร่งขึ้นจากไตรมาสก่อนที่ 0.7% (QoQsa) สะท้อนแรงส่งที่ชัดเจนจากภาคการลงทุนและภาคการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการลงทุนรวมที่ขยายตัวอย่างโดดเด่น นำโดยการลงทุนหมวดยานพาหนะ รวมถึงการลงทุนหมวดเครื่องจักรและอุปกรณ์ที่เติบโตสูงถึง 11.7% สอดคล้องกับการเร่งนำเข้าสินค้าหมวดคอมพิวเตอร์และอิเล็กทรอนิกส์ในช่วงเดียวกัน ขณะที่ภาคการส่งออกก็ได้รับแรงหนุนสำคัญจากความต้องการในตลาดสหรัฐอเมริกา เห็นได้จากมูลค่าการส่งออกไปสหรัฐฯ ในไตรมาสนี้ที่ขยายตัวถึง 41.9% โดยส่วนใหญ่ยังคงเป็นการส่งออกที่กระจุกตัวในกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับอานิสงส์จากการยกเว้นมาตรการภาษีศุลกากรของสหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว

 

ttb analytics มองตัวเลขการส่งออกในปี 2569 จะเติบโตชะลอลงจากปีก่อนที่ 6.7% โดยมูลค่าส่งออกมีแนวโน้มเติบโตอย่างแข็งแกร่งตลอดครึ่งแรกของปี โดยได้รับแรงหนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของอุตสาหกรรมเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และการลงทุนData Center ทั่วโลก ควบคู่กับการเร่งส่งออกสินค้าเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบจากมาตรการภาษีของสหรัฐฯ ระลอกใหม่ อย่างไรก็ดี การเติบโตส่วนหนึ่งสะท้อนบทบาทของไทยในฐานะทางผ่าน (Transshipment) และกำลังเผชิญข้อจำกัดมากขึ้นจากความเข้มงวดของนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ในการจัดระเบียบกับประเทศที่เกินดุลการค้าอย่างมีนัย รวมถึงการบังคับใช้กฎถิ่นกำเนิดสินค้าอย่างเข้มข้น ขณะเดียวกัน แนวโน้มการชะลอตัวของเศรษฐกิจและการค้าโลกจากผลกระทบของความตึงเครียดระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ยิ่งเพิ่มแรงกดดันต่อภาคการส่งออกไทย โดยเฉพาะการค้ากับตลาดสำคัญอย่างตะวันออกกลางที่เผชิญข้อจำกัดด้านโลจิสติกส์มากขึ้น ซึ่งอาจกระทบต่อสินค้าหลัก เช่น รถยนต์และชิ้นส่วน ไฟเบอร์บอร์ด ข้าว อาหาร และผลิตภัณฑ์ไม้

 

สำหรับภาคการท่องเที่ยวซึ่งเป็นความหวังของเศรษฐกิจในปีที่ผ่านมากลับส่งสัญญาณแผ่วลงอย่างเห็นได้ชัด ttb analytics ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาท่องเที่ยวในไทยจะอยู่ที่ 32.0 ล้านคน หรือหดตัว 2.9% ซึ่งความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางบั่นทอนความเชื่อมั่นด้านเศรษฐกิจและการเดินทาง ตลอดจนการปรับลดจำนวนเที่ยวบินหรือเลี่ยงเส้นทางบินให้สอดคล้องกับต้นทุนน้ำมันเชื้อเพลิงที่เพิ่มสูงขึ้น โดย ttb analytics ประเมินว่า หากสงครามยืดเยื้อ 6 เดือน อาจทำให้จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติหายไปถึง 2-3 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลให้รายรับจากนักท่องเที่ยวต่างชาติลดลงมากถึง 1.6-2.1 แสนล้านบาท หรือประมาณ 10-14% ของรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติทั้งหมดในปีที่ผ่านมา

 

คาดราคาน้ำมันดิบพุ่งสวนทางโมเมนตัมการส่งออกและการท่องเที่ยว ฉุดตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลลดลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากไทยเป็นประเทศผู้นําเข้าพลังงานสุทธิสูงถึง 5.3% ของจีดีพี ซึ่งสูงกว่าหลายประเทศในเอเชีย กดดัน

 

ดุลการค้าผ่านราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างมาก โดย ttb analytics ประเมินว่า หากราคาน้ำมันดิบดูไบเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยทุก ๆ 10 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จะส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดลดลงราว 4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 0.7% ของจีดีพี ซึ่งหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงยืดเยื้อและกดดันราคาน้ำมันดิบให้ค้างสูงยาวนานกว่าที่ประเมินไว้ ประกอบกับดุลบริการที่มีแนวโน้มลดลงจากรายรับของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ชะลอลงและยังไม่ฟื้นกลับไปเท่าช่วงก่อนวิกฤต จึงอาจส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดปีนี้เสี่ยงกลับมาขาดดุลอีกครั้งในรอบ 3 ปี ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่อาจส่งผลให้เงินบาทมีโอกาสอ่อนค่าลงได้ในระยะยาว

 

คาดสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจยืดเยื้อถึงไตรมาส 3 แต่ราคาพลังงานโลกตลอดช่วงที่เหลือของปีจะยังไม่สามารถกลับไปสู่ระดับก่อนวิกฤต

ttb analytics ปรับคาดการณ์เงินเฟ้อไทยปี 2569 เป็น 3.7% โดยเป็นผลจากราคาสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นในวงกว้างตามทิศทางราคาพลังงานที่ปรับตัวสูงและมีแนวโน้มค้างสูงยาวนาน ขณะที่ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลในประเทศมีแนวโน้มสูงกว่าในอดีตจากการทยอยลอยตัวราคาตามราคาพลังงานในตลาดโลกเพื่อลดภาระของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ ต้นทุนวัตถุดิบที่มีแนวโน้มปรับสูงขึ้น ตลอดจนความเสี่ยงจากผลของปรากฏการณ์เอลนีโญต่อราคาสินค้าเกษตรก็เป็นปัจจัยกดดันให้เงินเฟ้อมีความเสี่ยงด้านสูงที่จะเร่งขึ้นอย่างมีนัย

 

ทั้งนี้ ttb analytics มองว่า สถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางได้ผ่านพ้นจุดวิกฤตไปแล้ว แต่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกจะยังค้างสูงกว่าช่วงก่อนวิกฤต โดยในกรณีฐาน (Base Case) หากสถานการณ์ยืดเยื้อออกไปราว 6 เดือนนับตั้งแต่เริ่มเปิดฉากความขัดแย้ง คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบตลอดทั้งปี 2569 โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ 100 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล โดยจะทรงตัวอยู่ในระดับสูงตลอดไตรมาส 2 และ 3 ก่อนจะทยอยปรับตัวลดลงบ้างในไตรมาสสุดท้ายของปี แต่ยังคงสูงกว่าช่วงก่อนเกิดวิกฤต ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อทั่วไปอยู่ที่ 3.7% ในปี 2569 สำหรับในกรณีที่แย่กว่า (Worse Case) หากสถานการณ์ความขัดแย้งยืดเยื้อออกไป 6-12 เดือน คาดว่าราคาน้ำมันดิบดูไบตลอดทั้งปี 2569 เฉลี่ยอยู่ที่ราว 120 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล ก่อนจะทยอยปรับลดลงในช่วงต้นปี 2570 ซึ่งจะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อสูงถึง 6.6% และทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงจากภาวะ Stagflation เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยจากเศรษฐกิจที่จะชะลอตัวอย่างรุนแรง

 

ttb analytics ชี้ 3 ปรากฎการณ์เชิง “นโยบาย” ที่ต้องจับตาในช่วงที่เหลือของปีนี้

ปรากฎการณ์แรก : ความไม่แน่นอนจากนโยบายทางการค้าของสหรัฐฯ จะกลับมาเป็นประเด็นอีกครั้ง (US Tariff and Trade Policy Uncertainty) โดยสหรัฐฯ ภายใต้การทำงานของสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (USTR) ได้เร่งกระบวนการสอบสวนทางการค้าตามมาตรา 301 เกี่ยวกับปัญหากำลังการผลิตส่วนเกินเชิงโครงสร้าง (Structural Excess Capacity) ในการผลิตภาคอุตสาหกรรม เพื่อให้สามารถบังคับใช้ภาษีศุลกากรใหม่ได้ทันก่อนที่การเรียกเก็บภาษีนำเข้าศุลกากรจากประเทศผู้ค้าทั่วโลก (Global Tariff) ในอัตรา 10% ตามมาตรา 122 จะสิ้นสุดการบังคับใช้เร็วกว่าคาด (เดิมมาตรา 122 จะสิ้นสุดในช่วงกลางเดือนกรกฎาคม 2569 เนื่องจากศาลการค้าระหว่างประเทศของสหรัฐฯ (CIT) วินิจฉัยว่าการใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของประธานาธิบดีทรัมป์เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย และให้ระงับการบังคับใช้มาตรการภาษี Global Tariff)

 

กระบวนการสอบสวนการค้าตามมาตรา 301 ต่อ 16 เขตเศรษฐกิจรวมถึงไทย เกี่ยวกับประเด็นเรื่องอุปทานส่วนเกินเชิงโครงสร้างและการผลิตในภาคอุตสาหกรรมเพิ่มความเสี่ยงแก่ภาคการผลิตและส่งออกของไทยมากขึ้น เนื่องจากการสอบสวนรอบนี้ไม่ได้มุ่งเป้าไปที่การต่อต้านการทุ่มตลาดแบบ “รายสินค้า” หรือ Anti-dumping แต่เป็นการมุ่งเป้าในระดับ

 

“นโยบาย” ของประเทศ ซึ่งสหรัฐฯ มองว่าอาจเข้าข่ายบิดเบือนกลไกตลาด เช่น การอุดหนุนการผลิต การกดค่าจ้าง หรือ การให้สินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำ เป็นต้น โดยในรายงานของ USTR ระบุชัดเจนว่าไทยมีอัตราการใช้กำลังการผลิต (Capacity Utilization) ต่ำกว่า 60% ติดต่อกันเป็นเวลาสองปี อีกทั้งยังชี้ว่าไทยถูกใช้เป็นทางผ่านสินค้าจากจีน ซึ่งอาจทำให้ USTR ใช้มาตรา 301 เพื่อกำหนดมาตรการเกี่ยวกับแหล่งกำเนิดสินค้า (Country of Origin) ที่เข้มงวดขึ้น หรือเรียกเก็บภาษีในอัตราที่เทียบเท่ากับสินค้าจากจีนต่อสินค้าไทยที่ใช้ชิ้นส่วนจากจีนเกินกว่าสัดส่วนที่กำหนด ทำให้ไทยอาจต้องยอมรับข้อเรียกร้องด้านการค้าบางส่วน เพื่อลดแรงเสียดทานจากการขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐฯ ครั้งใหม่

 

 

ปรากฎการณ์ที่สอง: นโยบายการเงินคาดว่าจะยังมีทิศทางผ่อนคลายต่อไป แม้ความเสี่ยงเงินเฟ้อจะเร่งตัวสูงขึ้นอย่างมีนัย (Monetary Policy Dilemma) แม้ทั่วโลก รวมถึงไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงจาก Stagflation สูงขึ้นอย่างมีนัย แต่วิกฤตพลังงานรอบนี้กลับเพิ่มความเสี่ยงของการเร่งขึ้นของเงินเฟ้อแตกต่างจากวิกฤตพลังงานจากความขัดแย้งระหว่างรัสเซียและยูเครนในปี 2564 เนื่องจาก 1) อัตราเงินเฟ้อของไทยอยู่ในระดับต่ำมานานและมีแนวโน้มเคลื่อนไหวต่ำกว่ากรอบล่างเป้าหมาย และ 2) เศรษฐกิจไทยในระยะข้างหน้ามีแนวโน้มชะลอตัว ส่งผลทำให้ความกังวลต่อความเสี่ยงที่เงินเฟ้อจะสูงขึ้นต่อเนื่องจากอุปสงค์ที่เพิ่มขึ้น (Demand-pull Inflation) มีน้อยกว่าในช่วงปี 2565 ซึ่งเป็นช่วงการเปิดเมืองและเศรษฐกิจฟื้นหลังผ่านพ้นวิกฤตโรคระบาด

 

ทั้งนี้ ttb analytics ประเมินว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยจะยังคงอยู่ที่ระดับ 1% ตลอดทั้งปี 2569 โดยมองว่าอัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นชั่วคราวมาจากแรงกดดันจากฝั่งอุปทานเป็นหลักตามต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น (Cost-push Inflation) อีกทั้งผู้ผลิตหรือผู้ประกอบการอาจส่งผ่านต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มสูงขึ้นได้ไม่มากนัก เนื่องจากอุปสงค์ในประเทศมีทิศทางชะลอตัวอยู่ก่อนแล้ว ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีแนวโน้มที่จะรอให้สถานการณ์ต่าง ๆ มีความชัดเจนมากขึ้น (Wait-and-see) และยังไม่จำเป็นต้องเร่งรีบปรับขึ้นดอกเบี้ยในปีนี้

 

ปรากฎการณ์ที่สาม : ความท้าทายระหว่างความจำเป็นในการพยุงเศรษฐกิจระยะสั้นกับการรักษาเสถียรภาพการคลังระยะยาว (Fiscal Policy Trade-off) จากข้อจำกัดด้านภาระทางการคลังของไทย เนื่องจากไทยขาดดุลการคลังมานานตลอด

 

หลายสิบปี และมีแนวโน้มขาดดุลการคลังเพิ่มขึ้นในระยะหลังจากการจัดเก็บรายได้รัฐลดลง สวนทางกับข้อจำกัดในการปรับลดงบประมาณด้านรายจ่าย ซึ่งภายใต้บริบทข้อจำกัดทางการคลังในปัจจุบันและกรอบของแผนการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework : MTFF) ประจำปีงบประมาณ 2570-2573 (ณ เดือนพฤศจิกายน 2568) สะท้อนว่าอัตราส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีของไทยอยู่ในระดับตึงตัว และกำลังเข้าใกล้เพดานกฎหมายที่ 70% ต่อจีดีพีตั้งแต่ก่อนเกิดภาวะสงครามแล้ว (โดยหนี้สาธารณะของไทย ณ เดือนมีนาคม 2569 อยู่ที่ 66.4% ของจีดีพี) ทำให้เมื่อเผชิญแรงกระแทกจากปัจจัยภายนอก ความเสี่ยงที่สัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะทะลุเพดานเร็วกว่าที่ประเมินไว้ย่อมเพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

 

ttb analytics ประเมินว่าการกู้เพิ่มเพื่อประคองเศรษฐกิจอีก 4 แสนล้านบาทจะยังไม่ทำให้สัดส่วนหนี้สาธารณะเกินกรอบเพดาน 70% ต่อจีดีพีในปีงบประมาณ 2569-2570 หากบริหารจัดการภาระหนี้อย่างระมัดระวังเพื่อไม่ให้กระทบเสถียรภาพการคลังในระยะยาว เนื่องจากรัฐบาลกำลังพิจารณากลไกการดึงงบประมาณปี 2569 ในส่วนที่เหลือหลังสิ้นวันที่ 30 เมษายน 2569 (ซึ่งไม่ผูกพันสัญญาแล้ว) เม็ดเงินบางส่วนจากงบกลาง รวมถึงการดึงงบบางส่วนที่ไม่จำเป็นจากงบประมาณปี 2570 มาใช้งานปี 2569 เพื่อลดความจำเป็นในการดึงเงินจากพระราชกำหนดกู้เงินฯ แบบเต็มจำนวน ซึ่งเม็ดเงินดังกล่าวจะแบ่งออกเป็นมาตรการระยะสั้นเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพและเยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบในกรอบระยะเวลา 4 เดือน (มิถุนายน-กันยายน 2569) และมาตรการระยะปานกลาง-ยาว เพื่อเร่งเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transformation) ซึ่ง ttb analytics ประเมินว่า เม็ดเงินจากภาครัฐจะเข้ามาช่วยพยุงเศรษฐกิจในปี 2569 ได้ราว 0.4-0.8% ของจีดีพี

 

โดยสรุป วิกฤตการณ์ครั้งนี้ถือเป็นสัญญาณเตือนให้ประเทศไทยต้องเร่งปรับตัวเชิงโครงสร้างในหลากหลายมิติ ไม่ว่าจะเป็น โครงสร้างพลังงานเพื่อลดการพึ่งพิงก๊าซธรรมชาติและน้ำมันจากต่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน การกระจุกตัวของโครงสร้างการส่งออกสินค้าในกลุ่มอุตสาหกรรมที่กำลังล้าหลังและเป็นเพียงบทบาทของผู้รับจ้างผลิต ตลอดจนข้อจำกัดของพื้นที่การดำเนินนโยบายการคลังและการเงิน ท่ามกลางศักยภาพเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำเช่นนี้

 

[อ่าน 51]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
รพ.พระรามเก้า สนับสนุนกิจกรรม “EM-ROBIC DANCE @ BENCHASIRI PARK” ส่งเสริมคนไทยสุขภาพดี
“ลาลามูฟ” ปักหมุด “เยอรมนี” ที่แรกในยุโรป พร้อมบุกตลาด EMEA เสิร์ฟบริการส่งด่วนที่ “ยืดหยุ่น” และ “คล่องตัว”
เปิดแล้ว “LOOKS Beauty Store” โฉมใหม่ ยกระดับ Beauty Experience สำหรับสายบิวตี้
เกเตอเรด เปิดตัว “เกเตอเรด สูตรไม่มีน้ำตาล กลิ่นส้มซิตรัส” หนุนเทรนด์ดูแลสุขภาพ ตอบโจทย์สายสปอร์ต
“ALLY JUNIOR WORLD CUP 2026” ปั้นดาวรุ่งรุ่นจิ๋ว สู่คอมมิวนิตีกีฬาเพื่อครอบครัวยุคใหม่
“xTool” บุกตลาดเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เปิดตัวซีรีส์เครื่องมือแกะสลักด้วยเลเซอร์
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved