AirAsia MOVE เปิดข้อมูลเชิงลึกด้านการท่องเที่ยวไทยในช่วงครึ่งแรกของปี 2569 พบพฤติกรรมนักเดินทางเปลี่ยนชัด จากการท่องเที่ยวแบบกรุ๊ปทัวร์ สู่การเดินทางแบบอิสระ เลือกออกแบบทริปด้วยตัวเองมากขึ้น ขณะที่ตลาดเอเชียยังคงเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการท่องเที่ยวไทย
ข้อมูลดังกล่าวเปิดเผยภายในงานแถลงข่าวและพิธีลงนามบันทึกความเข้าใจความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ระหว่างการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือ ททท. และ AirAsia MOVE ภายใต้งาน “TAT x MOVE: Seamless Journey, Amazing Thailand” โดยอ้างอิงจากข้อมูลการจองและพฤติกรรมนักเดินทางบนแพลตฟอร์ม AirAsia MOVE ทั่วภูมิภาค
หนึ่งในภาพสะท้อนสำคัญคือ เอเชียยังเป็นตลาดหลักของไทย โดยเฉพาะมาเลเซีย อินเดีย จีน และอินโดนีเซีย ซึ่งยังมีความต้องการเดินทางมายังประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง สะท้อนให้เห็นว่าไทยยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวในภูมิภาค
ขณะเดียวกัน กลุ่ม Millennials และ Gen Z ยังคงเป็นกำลังสำคัญของตลาดนักท่องเที่ยวต่างชาติ โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 30–39 ปี ที่มีสัดส่วนสูงในหลายตลาดสำคัญ กลุ่มนี้ไม่ได้มองหาการเดินทางแบบทั่วไปอีกต่อไป แต่ให้ความสำคัญกับประสบการณ์ที่เฉพาะตัวและมีความหมายมากขึ้น ทั้งการท่องเที่ยวเชิงผจญภัย วัฒนธรรม อาหาร และกิจกรรมที่ได้สัมผัสวิถีท้องถิ่นอย่างแท้จริง
อีกเทรนด์ที่มาแรงคือการท่องเที่ยวแบบอิสระ หรือ FIT โดยนักเดินทางแบบ Solo Traveller มีสัดส่วนสูงถึง 59.57% ของการจองทั้งหมด สะท้อนว่าคนรุ่นใหม่และนักเดินทางยุคปัจจุบันนิยมวางแผนเที่ยวเอง เลือกเส้นทางเอง และสร้างประสบการณ์ในแบบของตัวเองมากขึ้น
สำหรับตลาดอินเดีย ยังคงเป็นหนึ่งในตลาดขาเข้าที่มีศักยภาพสูงของไทย โดยนักท่องเที่ยวแบบครอบครัวและกลุ่มใหญ่มีสัดส่วนมากกว่า 43% ของนักท่องเที่ยวอินเดียที่เดินทางเข้าไทย หลายกลุ่มมีระยะเวลาพำนัก 7–15 วัน และยังเป็นกลุ่มที่มีมูลค่าการใช้จ่ายต่อการจองสูงที่สุดบนแพลตฟอร์ม AirAsia MOVE
ด้านอินโดนีเซียเป็นอีกตลาดที่น่าจับตา แม้นักเดินทางแบบคู่รักจะมีสัดส่วน 24.71% แต่สิ่งที่โดดเด่นคือ 73.4% ของจำนวนที่นั่งที่จำหน่ายมาจากสมาชิก AirAsia Members สะท้อนความภักดีต่อแบรนด์และโอกาสในการเดินทางซ้ำ ซึ่งเป็นโอกาสของเมืองท่องเที่ยวอย่างกระบี่ เชียงใหม่ และสมุย ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวที่สนใจธรรมชาติ สุขภาพ และการพักผ่อนคุณภาพ
นอกจากตลาดใกล้บ้านแล้ว สหรัฐอเมริกายังเป็นตลาดระยะไกลที่มีมูลค่าสูง โดยนักเดินทางอายุ 50 ปีขึ้นไปมีสัดส่วนถึง 32% ของนักเดินทางจากสหรัฐฯ ทั้งหมดบนแพลตฟอร์ม และมีอัตราการจองแบบไป-กลับสูงถึง 77% สะท้อนแนวโน้มการพำนักระยะยาว การใช้จ่ายสูง และการใช้ประเทศไทยเป็นประตูเชื่อมต่อไปยังประเทศอื่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ส่วนตลาดเอเชียตะวันออกอย่างจีน ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และไต้หวัน ยังเป็นกลุ่มนักเดินทางที่มีกำลังใช้จ่ายสูง โดยมากกว่า 70% นิยมพำนักในไทยระหว่าง 1–5 วัน ทำให้เกิดโอกาสในการพัฒนาสินค้าท่องเที่ยวระดับพรีเมียม แพ็กเกจทริประยะสั้น การท่องเที่ยวเชิงเทศกาล และกิจกรรมพิเศษต่างๆ

ภาพรวมของทั้ง 7 เทรนด์สะท้อนชัดว่า การท่องเที่ยวไทยกำลังเข้าสู่ยุคที่ต้องเข้าใจนักเดินทางแบบละเอียดมากขึ้น ไม่ใช่แค่ดึงคนเข้าไทย แต่ต้องออกแบบประสบการณ์ให้ตรงกับความต้องการของแต่ละตลาด ทั้งกลุ่มเที่ยวเอง กลุ่มครอบครัว กลุ่มพำนักยาว กลุ่มกำลังซื้อสูง และกลุ่มที่มองหาประสบการณ์เฉพาะตัว
AirAsia MOVE ระบุว่า ข้อมูลและเทคโนโลยีจะมีบทบาทสำคัญในการช่วยผู้ประกอบการและพันธมิตรด้านการท่องเที่ยวเข้าใจพฤติกรรมนักเดินทางยุคใหม่ พร้อมเชื่อมโยงนักท่องเที่ยวสู่ประสบการณ์การเดินทางในประเทศไทยได้อย่างไร้รอยต่อ และช่วยผลักดันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยให้เติบโตอย่างมีคุณค่าและยั่งยืนมากขึ้น.