
ภายในงาน Leaders’ Connect 2026 สรุจ ทิพเสนา Country Manager คนใหม่ของ Google Cloud ประเทศไทย ประกาศแนวทางสนับสนุนองค์กรไทยให้ก้าวจาก “Cloud First” สู่ “AI Ready” โดยมุ่งให้เทคโนโลยี AI ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบุคลากร ยกระดับการดำเนินงาน และสร้างประสบการณ์เฉพาะบุคคลให้กับลูกค้า พร้อมรองรับ AI Workloads ที่มีความซับซ้อนในระดับองค์กร ภายใต้ระบบรักษาความปลอดภัย การควบคุมต้นทุน และการกำกับดูแลที่ครอบคลุม
หัวใจของกลยุทธ์ครั้งนี้ คือการลดช่องว่างระหว่าง “AI ที่ทดลองได้” กับ “AI ที่สร้างรายได้และลดต้นทุนได้จริง” ผ่าน AI Stack แบบครบวงจรและแพลตฟอร์ม Gemini Enterprise ซึ่งช่วยเชื่อมระบบที่กระจัดกระจาย ลดภาระจาก Integration Tax ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเดิม และขยายการใช้งาน AI Agent ได้อย่างปลอดภัย
Google Cloud ระบุว่า ความสำเร็จในยุค AI ไม่ได้วัดจากการมีเครื่องมือ AI อยู่ในบางส่วนขององค์กร แต่ต้องสามารถนำ AI เข้าไปเชื่อมกับ Workflow หลัก พร้อมประเมินต้นทุนการใช้โทเคน หรือ Tokenomics และผลตอบแทนจากการลงทุนได้อย่างชัดเจน
ภาพของการใช้งานจริงเริ่มปรากฏในหลายอุตสาหกรรม โดย Minor Hotels กำลังพัฒนาแพลตฟอร์มที่รวมข้อมูลผู้เข้าพักจากทุกแบรนด์และทุกช่องทาง เพื่อให้ AI Agent สามารถช่วยบริหารการจอง วางแผนการเดินทาง และตอบคำขอที่ซับซ้อนได้แบบเรียลไทม์
ด้าน Bitazza พัฒนา Centralized Data Platform บน BigQuery ช่วยลดระยะเวลาจัดทำงบการเงินลงถึง 75% จากเดิมประมาณ 1 ปี เหลือเพียง 3 เดือน ขณะที่ Wisesight นำ Gemini มาวิเคราะห์ข้อมูลบนโซเชียลมีเดีย ส่งผลให้งานวิจัย วิเคราะห์อินไซต์ และสร้างคอนเทนต์ที่เคยใช้เวลาราว 2 วัน ลดเหลือประมาณ 30 นาที
อีกโจทย์ใหญ่คือการควบคุมค่าใช้จ่าย เมื่อองค์กรขยาย AI จาก Use Case เฉพาะจุดไปสู่การใช้งานทั่วทั้งบริษัท Google Cloud จึงวาง Gemini Enterprise ให้เป็นเครื่องมือเลือกโมเดลให้เหมาะกับแต่ละภารกิจ ประเมินต้นทุนของ Workflow และติดตามประสิทธิภาพของ AI Agent ผ่านระบบ FinOps และ Governance เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหางบประมาณบานปลาย
พร้อมกันนี้ Google Cloud ยังเปิดตัว Google AI Threat Defense ระบบรักษาความปลอดภัยอัตโนมัติที่ผสานเทคโนโลยีจาก Wiz, CodeMender, Gemini และความเชี่ยวชาญของ Mandiant เพื่อค้นหา จัดลำดับความเสี่ยง และหยุดภัยคุกคามที่ขับเคลื่อนด้วย AI ก่อนส่งผลกระทบต่อธุรกิจ
ทิศทางดังกล่าวสะท้อนว่า เกม AI ขององค์กรไทยกำลังเปลี่ยนจากการแข่งขันว่า “ใครเริ่มใช้ก่อน” ไปสู่คำถามสำคัญกว่า คือใครสามารถเชื่อม AI เข้ากับธุรกิจ ควบคุมต้นทุน รักษาความปลอดภัย และสร้างผลตอบแทนได้เร็วที่สุด
เพราะในยุค Agentic AI ผู้ชนะอาจไม่ใช่องค์กรที่มีโมเดลมากที่สุด แต่คือองค์กรที่เปลี่ยน AI ให้กลายเป็นผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง.





