
ในโลกของเกษตรกรรม ความท้าทายที่ยิ่งใหญ่ที่สุดอาจไม่ใช่แค่การเริ่มต้น แต่คือการ “ส่งต่อ” ทำอย่างไรให้อาชีพเกษตรกรที่ดูเหมือนจะเหนื่อยหนัก กลายเป็นมรดกอันล้ำค่าที่คนรุ่นลูกและรุ่นหลานเต็มใจจะรับช่วงต่อด้วยความภาคภูมิใจ
สำหรับ “เจริญฟาร์ม” ฟาร์มสุกรจากอำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี คือคำตอบของคำถามนั้น เนื่องจากฟาร์มแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงสถานประกอบการ แต่เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ของความสำเร็จที่เกิดจากความวิริยะอุตสาหะของเกษตรกรถึง 3 ชั่วอายุคน ผสานกับการสนับสนุนอย่างเป็นระบบจาก บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF จนสามารถส่งต่ออาชีพที่มั่นคงจากรุ่นพ่อแม่ สู่รุ่นลูก และก้าวไปถึงรุ่นหลานอย่างยั่งยืน

จาก ‘ติดลบ’ สู่รากฐานที่มั่นคง
ย้อนกลับไปในปี พ.ศ. 2536 ไพบูลย์ และ กิตติมา เจริญภักดี สองสามีภรรยาผู้เริ่มต้นเส้นทางนี้ด้วยหัวใจที่เกินร้อย ในเวลานั้น เจริญฟาร์มเริ่มต้นอย่างเป็นทางการในปี 2536 ด้วยแม่พันธุ์ 130 ตัว ในรูปแบบฟาร์มระบบเปิด ซึ่งเต็มไปด้วยอุปสรรค ทั้งสภาพอากาศที่ร้อนอบอ้าว การผสมพันธุ์ที่ต้องลงมือเองทุกขั้นตอน และภาระงานมหาศาลที่ต้องแบกรับควบคู่ไปกับงานประจำ
“ยุคนั้นเราทำเองหมด กวาดคอกเอง ทำคลอดหมูเอง เหนื่อยจนแทบไม่ได้พัก” ไพบูลย์ รำลึกความหลัง “แต่สิ่งที่เรายึดถือคือการดูแลเองทุกขั้นตอน ต้องรู้ทุกเรื่องในฟาร์มเพื่อที่จะพัฒนาให้ทันโลก”
ขณะที่ กิตติมา เสริมด้วยความภูมิใจว่า "ช่วงแรกเราติดลบ รายรับน้อยแต่รายจ่ายเยอะ เคยกลัวว่าจะไม่มีเงินส่งลูกเรียนจบ แต่พอเรามีซีพีเอฟมาเป็นที่ปรึกษา ทำให้ฟาร์มมีรายได้ที่แน่นอนและชัดเจน กลายเป็นรากฐานที่ทำให้เราส่งลูกๆ ทั้ง 3 คนเรียนจบปริญญาจากกรุงเทพฯ ได้สำเร็จ วันนี้อาชีพเลี้ยงหมูให้เรามากกว่าเงินทอง แต่คือความมั่นคงของครอบครัว ตั้งแต่ลูกๆ ยังเล็ก เราไม่เคยกันเขาออกจากฟาร์ม แต่มอบหน้าที่เล็กๆ ให้ทำ ตั้งแต่ให้อาหารหมู จดบันทึกน้ำหนัก ไปจนถึงดูแลความสะอาดคอก เพื่อให้รู้ว่าความสำเร็จมาจากความรับผิดชอบ ไม่ใช่ของที่ได้มาฟรีๆ เราอยากให้เขารักบ้านเกิด และกลับมาต่อยอดสิ่งที่ครอบครัวสร้างไว้ด้วยความภาคภูมิใจ"

ต่อยอดด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานสากล
ในวันนี้ เจริญฟาร์มถูกยกระดับสู่ฟาร์มมาตรฐานสากลภายใต้การดูแลของ เพิร์ล-อรัชมน เจริญภักดี และ แพร-ปานรวี เจริญภักดี สองพี่น้องทายาทรุ่นที่ 2 ที่นำความรู้สมัยใหม่กลับมาพัฒนาธุรกิจครอบครัว จากฟาร์มระบบเปิดสู่ระบบปิด (EVAP) ที่ทันสมัย พร้อมใช้เทคโนโลยีกล้องวงจรปิดคอยตรวจสอบระบบความปลอดภัยทางชีวภาพ (Biosecurity) และการบริหารจัดการข้อมูลสุกรผ่านระบบดิจิทัล
“เราโตมากับฟาร์มหมู เห็นพ่อแม่สร้างทุกอย่างมาจากศูนย์ด้วยอาชีพนี้” อรัชมน กล่าว “เรามองว่านี่คืออาชีพที่มั่นคงเหมือนงานราชการ มีรายได้แน่นอน และที่สำคัญคือทุกคนในครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน พัฒนาธุรกิจร่วมกับซีพีเอฟที่เปรียบเสมือนญาติมิตร คอยส่งสัตวบาลและสัตวแพทย์มาให้ความรู้และดูแลเราเหมือนคนในครอบครัว”
ด้าน ปานรวี สำทับว่า “หัวใจคือความใส่ใจ เราดูแลหมูอย่างเต็มที่เพื่อให้ได้เนื้อหมูที่สะอาด ปลอดสาร 100% ผู้บริโภคมั่นใจได้เลยว่าเนื้อหมูจากฟาร์มที่ทำด้วยใจรักนั้นปลอดภัยแน่นอน”

แรงบันดาลใจสู่รุ่นที่ 3: ‘หลานชาย’ เกษตรกรตัวน้อยในฟาร์มสุกร
ความสำเร็จของเจริญฟาร์มไม่ได้หยุดแค่รุ่นลูก แต่ยังเบ่งบานในใจของ ภู-ภูริณัฐ แตงจันทึก หลานชายตัวน้อยที่ซึมซับความขยันของแม่และคุณตาคุณยาย “ผมเห็นคุณแม่ตื่นตี 3 ตี 4 มาเข้าคอกหมู แล้วค่อยไปส่งผมที่โรงเรียน ผมชอบหมูและอยากมีฟาร์มอีกเป็นสิบๆ เล้าเพราะรายได้เยอะครับ” โดยน้องภูมีความฝันอยากเป็นหมอรักษาคนเป็นอาชีพหลัก และมีฟาร์มสุกรเป็นอาชีพที่สร้างความมั่นคงให้ครอบครัวต่อไป
33 ปีแห่งพันธมิตรที่ยั่งยืน
เรื่องราวของเจริญฟาร์มคือต้นแบบของเกษตรกรไทยที่ไม่หยุดนิ่ง การเดินทางกว่า 3 ทศวรรษพิสูจน์ให้เห็นว่า เมื่อความมุ่งมั่นของเกษตรกรมาเจอกับระบบสนับสนุนที่ดีจากซีพีเอฟ อาชีพเกษตรกรรมก็ไม่ใช่อาชีพที่เหนื่อยเปล่า แต่เป็นมรดกอันล้ำค่าที่สามารถส่งต่อความภาคภูมิใจได้จากรุ่นสู่รุ่น
“ขอบคุณซีพีเอฟที่อยู่เคียงข้างและไม่เคยทิ้งเรา” ไพบูลย์ ทิ้งท้าย “อาชีพนี้ให้ชีวิตใหม่ ให้การศึกษาลูก และให้ความสุขกับครอบครัวของเราอย่างแท้จริง”

คลิกชมคลิป >> ฟาร์มนี้…ส่งต่อความมั่นคงจากรุ่นสู่รุ่น
https://youtu.be/TV68a5hdEBk?si=uA7laZL1cJrZeu_V





