ไทยยูเนี่ยนกำไรขั้นต้นนิวไฮ 21.4% เพิ่มปันผลเป็น 0.40 บาท D/E ลด ฐานะการเงินแกร่ง
03 Aug 2026

บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU รายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ในระดับแข็งแกร่ง พร้อมทำอัตรากำไรขั้นต้นสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 21.4% สูงกว่ากรอบเป้าหมายปี 2569 และอยู่ในระดับเดียวกับเป้าหมายปี 2573 ของบริษัท ขณะที่เงินปันผลต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 14.3% อยู่ที่ 0.40 บาท นับเป็นการจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลสูงสุดนับตั้งแต่ปี 2565

โดยคิดเป็นอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) ระหว่างกาลที่ 3.4% กำไรต่อหุ้นเพิ่มขึ้น 3.5% เป็น 0.33 บาทต่อหุ้น อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นปรับตัวลดลงมาอยู่ที่ 1.15 เท่า สะท้อนความแข็งแกร่งทางการเงิน การบริหารเงินทุนอย่างมีวินัย และฐานะทางการเงินที่มั่นคง

ยอดขายในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 1.4% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 33,845 ล้านบาท นับเป็นการเติบโตของยอดขายต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 4 ขณะที่ปริมาณการขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 สะท้อนความต้องการที่ยังคงแข็งแกร่งในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง และกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า

 

 

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ผลการดำเนินงานในไตรมาส 2 ตอกย้ำว่ากลยุทธ์ของไทยยูเนี่ยนกำลังสร้างผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมให้แก่ผู้ถือหุ้น ทั้งอัตรากำไรขั้นต้นที่ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์และอยู่ในระดับเดียวกับเป้าหมายปี 2573 ปริมาณการขายที่เติบโตต่อเนื่องเป็นไตรมาสที่ 10 รวมถึงเงินปันผลต่อหุ้นที่เพิ่มขึ้นกว่า 14% ผลลัพธ์เหล่านี้สะท้อนถึงความแข็งแกร่งของธุรกิจและความสามารถในการส่งมอบผลการดำเนินงานที่ดีอย่างต่อเนื่อง เราจะยังคงเดินหน้าขับเคลื่อนการเติบโตอย่างยั่งยืนและมีผลกำไร พร้อมสร้างคุณค่าให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว”

อัตรากำไรขั้นต้นซึ่งทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์นั้น ได้รับแรงหนุนจากโครงสร้างสัดส่วนผลิตภัณฑ์ที่เอื้ออำนวย การดำเนินงานที่มีประสิทธิภาพ และการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัย ส่งผลให้กำไรขั้นต้นเพิ่มขึ้น 10.2% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 7,238 ล้านบาท ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 12.6% เป็น 2,150 ล้านบาท

ในไตรมาส 2 ปี 2569 กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูป (Ambient) ยอดขายเติบโต 1.5% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 16,853 ล้านบาท และปริมาณการขายเติบโต 4.4% จากความต้องการที่เพิ่มขึ้นของลูกค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์รับจ้างผลิต (Private Label) สำหรับผลิตภัณฑ์ปลาทูน่าและปลาแซลมอนบรรจุกระป๋อง รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมการขายตามฤดูกาลในยุโรป ขณะที่ผลิตภัณฑ์ปลาซาร์ดีนและปลาแมคเคอเรลบรรจุกระป๋องเติบโตจากกระแสความนิยมในตลาด โดยการบริโภคปลาซาร์ดีนทั่วโลกเพิ่มขึ้น 13% และปลาแมคเคอเรลเพิ่มขึ้น 7% ในปี 2568 เนื่องด้วยกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่ที่หันมาใส่ใจสุขภาพและมองหาแหล่งโปรตีนในราคาที่เข้าถึงได้ อัตรากำไรขั้นต้นทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 23.8% (เพิ่มขึ้นจาก 22.0% ในช่วงเดียวกันของปีก่อน)


 

กลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง (Frozen) ยอดขายทรงตัวเมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 9,995 ล้านบาท โดยได้รับแรงหนุนจากผลการดำเนินงานที่แข็งแกร่งของธุรกิจกุ้งแช่แข็ง อัตรากำไรขั้นต้นปรับตัวดีขึ้นเป็น 13.5% จากราคาวัตถุดิบกุ้งที่เอื้ออำนวยและการบริหารต้นทุนอย่างมีวินัยอย่างต่อเนื่อง กลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง (PetCare) ยอดขายเพิ่มขึ้น 2.3% เมื่อเทียบกับปีก่อน ปริมาณการขายเพิ่มขึ้น 7.8% จากความต้องการที่แข็งแกร่งในตลาดสหรัฐฯ และยุโรป ขณะที่อัตรากำไรขั้นต้นนั้นอยู่ในระดับที่แข็งแกร่งที่ 29.7% เนื่องด้วยแรงหนุนจากสัดส่วนผลิตภัณฑ์พรีเมียมซึ่งคิดเป็น 52.4% ของยอดขาย และการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานภายใต้โครงการทรานส์ฟอร์เมชัน กลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่า (Value-added) ยอดขายเพิ่มขึ้น 5.8% เมื่อเทียบกับปีก่อน อยู่ที่ 2,508 ล้านบาท จากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้น 7.4% โดยได้รับแรงหนุนจากธุรกิจบรรจุภัณฑ์ รวมถึงความต้องการในกลุ่มผลิตภัณฑ์เพิ่มมูลค่าและผลิตภัณฑ์พลอยได้ที่ยังคงแข็งแกร่ง


แนวโน้มปี 2569
ไทยยูเนี่ยนปรับเพิ่มประมาณการผลการดำเนินงานปี 2569 โดยเพิ่มเป้าหมายการเติบโตของยอดขายเป็น 4-6% (จากเดิม 3–4%) และอัตรากำไรขั้นต้นเป็น 19.5 – 20.5% (จากเดิม 19-20%) พร้อมทั้งปรับลดค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน (CAPEX) ลงมาอยู่ที่ 5,000 – 5,500 ล้านบาท (จากเดิม 5,500–6,000 พันล้านบาท) ทั้งนี้ บริษัทยังคงเป้าหมายอัตราค่าใช้จ่ายในการขายและบริหารต่อยอดขาย (SG&A to Sales) ไว้ที่ 13.5–14.5% และคงอัตราการจ่ายเงินปันผลไม่ต่ำกว่า 50% การปรับเพิ่มประมาณการครั้งนี้สะท้อนแนวโน้มการดำเนินงานที่แข็งแกร่งขึ้น โดยการเติบโตของยอดขายได้รับแรงหนุนจากปริมาณการขายที่เพิ่มขึ้นในกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มธุรกิจอาหารสัตว์เลี้ยง ขณะที่อัตรากำไรที่ปรับตัวดีขึ้นนั้นได้รับแรงหนุนหลักจากกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแปรรูปและกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารทะเลแช่แข็ง ทั้งนี้ ประมาณการดังกล่าวใช้อัตราแลกเปลี่ยนอ้างอิงเฉลี่ยที่ 32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อย่างไรก็ดี นับตั้งแต่เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงมาเคลื่อนไหวเหนือระดับ 33 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกต่อรายได้จากการส่งออกและการแปลงค่างบการเงินของกิจการในต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาท

[อ่าน 31]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ORI จ่อขายหุ้นกู้ล็อตใหม่ ดอกเบี้ยสูงสุด 6.00% เสนอขาย 25–27 สิงหาคม 2569 เดินหน้า 5 กลุ่มธุรกิจหนุนการเติบโตยั่งยืน
ไทยเดินหน้าสู่ยุคควอนตัม เปิด Quantum Club Thailand เชื่อมวิจัยสู่การใช้งานจริง
"ทรู คอร์ปอเรชั่น" จุดพลัง Future Workforce พลิกโจทย์ธุรกิจ ครีเอทอินโนเวชันด้วย AI สู่การใช้งานจริง
BAM นำ “เริ่มต้นใหม่”–“ทรัพย์มหาชน พลัส” โชว์เวทีเอเชีย
Bangkok International Content Market 2026 ประกาศความสำเร็จตลาดซื้อขาย–ร่วมผลิตคอนเทนต์ระดับนานาชาติ
ฟู้ดแพชชั่น สานต่อ 12 ปีความร่วมมือ สอศ. ขยายโอกาสการเรียนรู้ ผ่านโครงการ "ครูอาชีวะ Influencer"
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved