SAM–ศาลแพ่งตลิ่งชัน เปิดทางแก้หนี้เสียไม่เกินแสน จัดงาน “ปิดหนี้ไว ใกล้บ้าน” 8–9 สิงหาคม ชู 2 ทางเลือก ลดเงินต้นสูงสุด 50% หรือผ่อนปลอดดอกเบี้ยถึงปี 2572
ปัญหาหนี้ครัวเรือนยังเป็นหนึ่งในแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทย โดยเฉพาะกลุ่มลูกหนี้รายย่อยที่มีภาระหนี้ไม่สูงมาก แต่ขาดช่องทางเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือ หรือไม่สะดวกเดินทางไปติดต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง
เมื่อหนี้ค้างชำระสะสมจนกลายเป็นหนี้เสีย หรือ NPL ผลกระทบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงภาระทางการเงินในระยะสั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปถึงประวัติเครดิต ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และโอกาสในการกลับมาตั้งต้นชีวิตทางการเงินอีกครั้ง
ภายใต้โจทย์ดังกล่าว บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM ร่วมกับ ศาลแพ่งตลิ่งชัน จัดกิจกรรม “ปิดหนี้ไว ใกล้บ้าน” เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนฝั่งธนบุรีและพื้นที่ใกล้เคียง เข้าถึงมาตรการแก้ไขหนี้ได้สะดวกขึ้น
กิจกรรมจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 8–9 สิงหาคม 2569 เวลา 09.00–16.00 น. ณ ห้องประชุม ชั้น 6 ศาลแพ่งตลิ่งชัน กรุงเทพฯ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เปิดให้ลูกหนี้ในเขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ รวมถึงประชาชนทั่วไป เข้ามาตรวจสอบสิทธิ์ ลงทะเบียน และรับคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ SAM โดยตรง
ขยายจุดบริการใกล้บ้าน ลดข้อจำกัดในการเข้าถึง
นางสาวนารถนารี รัฐปัตย์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด หรือ SAM ระบุว่า การจัดงานครั้งนี้ต่อยอดจากกิจกรรม “ปิดหนี้ไว ใกล้บ้าน” ที่จัดร่วมกับศาลแพ่งตลิ่งชันครั้งแรกเมื่อเดือนมิถุนายน 2569 ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี
SAM จึงขยายโอกาสให้ประชาชนในฝั่งธนบุรี โดยเฉพาะเขตบางกอกน้อย เขตบางกอกใหญ่ และพื้นที่ใกล้เคียง สามารถเดินทางมารับบริการจากเจ้าหน้าที่ได้โดยตรง
แนวทางดังกล่าวช่วยลดข้อจำกัดด้านการเดินทางและขั้นตอนตรวจสอบสิทธิ์ พร้อมเพิ่มความมั่นใจให้ลูกหนี้ในการเข้าสู่กระบวนการแก้หนี้อย่างเป็นระบบ
ในระยะต่อไป SAM ยังมีเป้าหมายขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานภาครัฐอื่นอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ประชาชนที่กำลังประสบปัญหาหนี้สามารถเข้าถึงมาตรการช่วยเหลือได้ง่ายขึ้น และกลับมาตั้งต้นทางการเงินได้อีกครั้ง
ชู 2 มาตรการ ลดเงินต้นสูงสุด 50%
หัวใจสำคัญของโครงการ “ปิดหนี้ไว ไปต่อได้” คือการนำเฉพาะเงินต้นมาคำนวณภาระหนี้ โดยไม่รวมดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียม ช่วยลดภาระของลูกหนี้และเปิดโอกาสให้สามารถปิดจบหนี้ได้ตามศักยภาพ
โครงการแบ่งทางเลือกการชำระออกเป็น 2 มาตรการ
มาตรการแรก “จ่าย ปิด จบ” ลดเงินต้นทันที 50% สำหรับผู้ที่ชำระภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2569 เช่น หากมีหนี้เงินต้น 10,000 บาท สามารถชำระเพียง 5,000 บาทเพื่อปิดบัญชีได้ทันที
ส่วนมาตรการที่สอง “ผ่อนชำระหนี้เป็นงวด” ลดเงินต้นทันที 30% ไม่มีดอกเบี้ย และสามารถผ่อนชำระได้ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2572
ตัวอย่างเช่น หากมีหนี้เงินต้น 10,000 บาท ลูกหนี้จะชำระเพียง 7,000 บาท หรือ 70% ของเงินต้น และหากเริ่มผ่อนในเดือนสิงหาคม 2569 จะมีระยะเวลาชำระประมาณ 35 เดือน คิดเป็นเงินราว 200 บาทต่อเดือน
เมื่อชำระหนี้เสร็จสิ้นหรือปิดบัญชีแล้ว ประวัติในเครดิตบูโรจะได้รับการปรับสถานะตามกระบวนการ ช่วยเพิ่มโอกาสให้ลูกหนี้กลับมาเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้อีกครั้งในอนาคต
เปิดสิทธิ์ลูกหนี้ NPL ไม่เกิน 100,000 บาท
ผู้เข้าร่วมโครงการต้องเป็นลูกหนี้รายย่อยบุคคลธรรมดา มีสถานะเป็นหนี้เสียตามข้อมูลเครดิตบูโร โดยมีหนี้รวมทุกประเภทไม่เกิน 100,000 บาทต่อราย
สำหรับหนี้ที่ SAM ดูแล ครอบคลุมหนี้ไม่มีหลักประกัน เช่น บัตรเครดิต สินเชื่อส่วนบุคคล และติ่งหนี้ หรือยอดหนี้ส่วนที่ยังค้างจากสินเชื่อที่เคยมีหลักประกัน
ลูกหนี้ต้องมีสถานะค้างชำระเงินต้นหรือดอกเบี้ยเกินกว่า 90 วัน ณ วันที่ 30 กันยายน 2568 และต้องไม่เป็นบุคคลล้มละลาย หรืออยู่ในรายชื่อ Sanction List ของสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน
เปิดลงทะเบียน 4 ช่องทาง
สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกเดินทางมาร่วมกิจกรรม สามารถตรวจสอบสิทธิ์และลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ผ่าน 4 ช่องทาง ได้แก่
Line OA: @samsocialamc ซึ่งสามารถดำเนินการได้ตั้งแต่ตรวจสอบสิทธิ์ เลือกแผนชำระ ลงนามสัญญาอิเล็กทรอนิกส์ ไปจนถึงชำระเงินและปิดบัญชี
นอกจากนี้ยังลงทะเบียนได้ผ่านเว็บไซต์ธนาคารแห่งประเทศไทย เว็บไซต์ SAM และ SAM Contact Center โทร. 1443 กด 6 สำหรับผู้ที่ต้องการสอบถามข้อมูลหรือขอคำปรึกษาจากเจ้าหน้าที่เพิ่มเติม
การนำบริการแก้หนี้ออกมาใกล้ประชาชนมากขึ้น สะท้อนการปรับบทบาทของหน่วยงานบริหารสินทรัพย์จากการจัดการหนี้ด้อยคุณภาพ ไปสู่การช่วยให้ลูกหนี้กลับเข้าสู่ระบบการเงินอย่างเป็นรูปธรรม
โจทย์สำคัญหลังจากนี้จึงไม่ใช่เพียงการลดจำนวนบัญชีหนี้เสีย แต่คือการทำให้มาตรการช่วยเหลือเข้าถึงง่าย มีทางเลือกที่สอดคล้องกับกำลังชำระ และช่วยให้ลูกหนี้สามารถปิดหนี้ได้จริง
หากดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง โมเดลความร่วมมือระหว่าง SAM ศาล และหน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ อาจเป็นอีกกลไกสำคัญในการลดแรงกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือน พร้อมคืนโอกาสให้ประชาชนกลับมาตั้งต้นชีวิตทางการเงินได้อย่างยั่งยืน