NIA กับบทบาทเชื่อมงานวิจัยสู่ธุรกิจ กลไกสำคัญยกระดับนวัตกรรมไทยใน GII
12 Aug 2026

 

ในโลกที่เศรษฐกิจขับเคลื่อนด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และความคิดสร้างสรรค์ “นวัตกรรม” ได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศทั่วโลก หนึ่งในดัชนีที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลในการประเมินศักยภาพด้านนวัตกรรม คือ Global Innovation Index (GII) ซึ่งจัดทำโดย World Intellectual Property Organization ร่วมกับเครือข่ายพันธมิตรระดับนานาชาติ เพื่อใช้วัดและเปรียบเทียบศักยภาพด้านนวัตกรรมของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งในมิติของการลงทุนด้านวิจัยและพัฒนา โครงสร้างพื้นฐาน การศึกษา ระบบธุรกิจ เทคโนโลยี และผลลัพธ์เชิงนวัตกรรม

 

 

จากรายงาน GII 2025 ภายใต้หัวข้อ “Innovation at a Crossroads” สะท้อนให้เห็นว่า โลกกำลังอยู่ในช่วงเปลี่ยนผ่านสำคัญของระบบนวัตกรรม ท่ามกลางความก้าวหน้าของเทคโนโลยีใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ (AI) พลังงานสะอาด เทคโนโลยีชีวภาพ และระบบดิจิทัล ขณะเดียวกัน ประเทศต่าง ๆ ก็ต้องเผชิญกับความท้าทายด้านเศรษฐกิจ การแข่งขันทางเทคโนโลยี และความเปลี่ยนแปลงเชิงภูมิรัฐศาสตร์

 

GII จึงไม่ได้เป็นเพียง “การจัดอันดับประเทศ” เท่านั้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการสะท้อนจุดแข็ง จุดอ่อน และศักยภาพของระบบนวัตกรรมในแต่ละประเทศ โดยประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 41 ของโลก และยังคงเป็นหนึ่งในประเทศที่มีผลการดำเนินงานด้านนวัตกรรม “สูงกว่าระดับการพัฒนาเศรษฐกิจ” (Innovation Overperformer) เมื่อเทียบกับระดับรายได้ของประเทศ ซึ่งยังถูกจัดอยู่ในกลุ่มประเทศรายได้ปานกลางระดับบน ที่มีศักยภาพด้านนวัตกรรมโดดเด่น โดยเฉพาะด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การพัฒนาธุรกิจนวัตกรรม และการเชื่อมโยงองค์ความรู้ระหว่างภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม

 

การจัดอันดับดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการของประเทศไทยในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานนวัตกรรม ผ่านการส่งเสริมการวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรมและสตาร์ตอัป รวมถึงการพัฒนาระบบนิเวศนวัตกรรมของประเทศ โดยหน่วยงานสำคัญอย่าง สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) มีบทบาทในการเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และภาครัฐ เพื่อผลักดันให้งานวิจัยและเทคโนโลยีสามารถต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

 

ทั้งนี้ หนึ่งในตัวชี้วัดสำคัญด้านนวัตกรรมของ GII คือ “University–Industry R&D Collaboration” ซึ่งสะท้อนระดับความร่วมมือด้านวิจัยและพัฒนาระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคอุตสาหกรรม อันเป็นปัจจัยสำคัญในการสร้างนวัตกรรมและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในระยะยาว

 

 

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA อธิบายว่า NIA มีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่เป็น “ตัวกลางเชื่อมโยง” (Innovation Intermediary) ระหว่างภาคการศึกษา ภาคเอกชน ภาครัฐ และภาคการเงิน เพื่อส่งเสริมให้เกิดการต่อยอดองค์ความรู้ งานวิจัย และเทคโนโลยีไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์และสังคมอย่างเป็นรูปธรรม โดยปัจจุบัน ความท้าทายสำคัญของประเทศไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดงานวิจัย แต่คือ “ช่องว่าง” ระหว่างงานวิจัยกับการนำไปใช้จริงในภาคอุตสาหกรรม หลายผลงานวิจัยในมหาวิทยาลัยมีศักยภาพสูง แต่ยังขาดกลไกสนับสนุนในการพัฒนาเป็นต้นแบบธุรกิจ การทดลองตลาด หรือการเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการและนักลงทุน ดังนั้น บทบาทของ NIA จึงมีความสำคัญในการสร้างแพลตฟอร์มและโครงการสนับสนุนที่ช่วยให้มหาวิทยาลัยและภาคธุรกิจสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

NIA มีบทบาทในการสนับสนุน University–Industry R&D Collaboration ผ่านหลายมิติ เช่น การสนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรม การบ่มเพาะและเร่งการเติบโตของสตาร์ตอัปเทคโนโลยี การสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน รวมถึงการผลักดันพื้นที่นวัตกรรม (Innovation Ecosystem) ในสาขายุทธศาสตร์ เช่น FoodTech, AgTech, HealthTech, ClimateTech และ Deep Tech ซึ่งล้วนต้องอาศัยองค์ความรู้จากภาควิชาการควบคู่กับศักยภาพด้านตลาดและการลงทุนจากภาคอุตสาหกรรม

 

นอกจากนี้ NIA ยังมีบทบาทในการส่งเสริม “Open Innovation” และ “Co-Creation” ซึ่งเป็นแนวคิดสำคัญที่สอดคล้องกับทิศทางของ GII 2025 ที่ระบุว่า ระบบนวัตกรรมโลกกำลังก้าวเข้าสู่ยุคของความร่วมมือแบบ และการสร้างนวัตกรรมร่วมกันระหว่างหลายภาคส่วน โดย NIA ทำหน้าที่สร้างเวทีให้เกิดการจับคู่ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมกับศักยภาพงานวิจัยของมหาวิทยาลัย รวมถึงสนับสนุนกิจกรรม Hackathon, Accelerator Program, Innovation Bootcamp และ Sandbox เพื่อทดสอบนวัตกรรมในสภาพแวดล้อมจริง

 

อีกหนึ่งบทบาทสำคัญคือ การพัฒนา “ผู้ประกอบการฐานนวัตกรรม” และ “สตาร์ตอัป” ที่เกิดจากงานวิจัยมหาวิทยาลัย (University Spin-off) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญของประเทศผู้นำนวัตกรรม เช่น สหรัฐอเมริกา เกาหลีใต้ และ จีน ที่สามารถเปลี่ยนองค์ความรู้ในมหาวิทยาลัยให้กลายเป็นธุรกิจเทคโนโลยีระดับโลกได้ โดย NIA มีบทบาทในการสนับสนุนตั้งแต่ระยะเริ่มต้น ทั้งด้านการพัฒนาต้นแบบธุรกิจ การเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างเครือข่ายนักลงทุน และการเชื่อมโยงตลาดทั้งในและต่างประเทศ

 

จากแนวโน้มใน GII 2025 พบว่า ประเทศที่มีความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยและอุตสาหกรรมเข้มแข็ง มักเป็นประเทศที่สามารถสร้างนวัตกรรมได้ต่อเนื่องและมีขีดความสามารถในการแข่งขันสูง ดังนั้น บทบาทของ NIA จึงไม่เพียงเป็นหน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรมเท่านั้น แต่ยังเป็น “กลไกเชิงระบบ” ที่ช่วยลดช่องว่างระหว่างงานวิจัยกับภาคธุรกิจ สร้างการเชื่อมโยงระหว่างองค์ความรู้กับตลาด และขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่เศรษฐกิจฐานนวัตกรรมในระยะยาว

 

ท้ายที่สุด การยกระดับตัวชี้วัด University–Industry R&D Collaboration ของประเทศไทย จำเป็นต้องอาศัยการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐ และองค์กรสนับสนุนนวัตกรรมอย่าง NIA เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการพัฒนานวัตกรรมอย่างครบวงจร ตั้งแต่การสร้างองค์ความรู้ การวิจัย การทดลอง การลงทุน จนถึงการขยายผลสู่ตลาดจริง ซึ่งจะเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในอนาคต

 

ถอดบทเรียนความสำเร็จจากสตาร์ตอัปจาก “University–Industry R&D Collaboration ”

นายเกริกชัย ปัญญาบารมี กรรมการผู้จัดการ บริษัท ฑีเลี่ยม จำกัด กล่าวเพิ่มเติมว่า การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม ซึ่งต่อยอดมาจากผลงานวิจัยและพัฒนาโดยอาจารย์ ดร.สุพรรณ ยอดยิ่งยง อาจารย์ประจำ สถาบันนวัตกรรมการเรียนรู้ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่ได้รับจดทะเบียนสิทธิบัตรการประดิษฐ์ “การสังเคราะห์ซิลิกาแอโรเจลจากสารสะลายโซเดียมซิลิเกตที่ความดันบรรยากาศ” สู่การพัฒนาเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูง นับได้ว่าตัวอย่างที่สะท้อนแนวคิด “University–Industry R&D Collaboration” ได้อย่างชัดเจน ที่เกิดจุดเริ่มต้นของธุรกิจเกิดจากการนำองค์ความรู้และงานวิจัยด้าน “ซิลิกาแอโรเจล” ที่พัฒนาในระดับ Pilot Scale ภายในมหาวิทยาลัย มาต่อยอดร่วมกับภาคเอกชน เพื่อพัฒนาไปสู่กระบวนการผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม

 

 

ปัจจุบัน บริษัท ฑีเลี่ยม จำกัด สามารถต่อยอด “ซิลิกาแอโรเจล” ไปสู่ผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ที่หลากหลาย ทั้งสีสะท้อนความร้อนสำหรับอาคารและอุตสาหกรรม ปูนซีเมนต์และวัสดุทนความร้อน สารดูดซับน้ำมันสำหรับแก้ปัญหาน้ำมันรั่วไหล รวมถึงการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เครื่องสำอาง แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ Deep Tech ไทยในการสร้างมูลค่าเพิ่มจากงานวิจัยและวัสดุขั้นสูง ซึ่งเป็นผลลัพธ์สำคัญของการทำงานร่วมกันระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรม

 

ความสำเร็จดังกล่าวไม่ได้เกิดขึ้นจากภาคส่วนใดเพียงลำพัง แต่เกิดจากความร่วมมือระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรมอย่าง National Innovation Agency (NIA) ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในการเชื่อมโยงองค์ความรู้ สนับสนุนทรัพยากร และช่วยลดความเสี่ยงในการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านต้นทุน การทดสอบ และการขยายกำลังการผลิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของ NIA ในฐานะ “สะพานเชื่อมสู่นวัตกรรม” ที่ช่วยผลักดันให้ผลงานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

 

ดร.กริชผา กล่าวทิ้งท้ายว่า “ตัวชี้วัด “University–Industry R&D Collaboration” ภายใต้เสาหลักที่ 5 : Business Sophistication ใช้สะท้อนระดับความร่วมมือด้านการวิจัยและพัฒนา ระหว่างมหาวิทยาลัยและภาคอุตสาหกรรมของแต่ละประเทศ โดยใช้ข้อมูลจากแบบสำรวจความคิดเห็นของผู้บริหารภาคธุรกิจทั่วโลกภายใต้ Executive Opinion Survey ของ World Economic Forum ซึ่งเป็นการสำรวจมุมมองของผู้บริหารและผู้นำองค์กรธุรกิจต่อ “คุณภาพและประสิทธิภาพ” ของความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัยกับภาคเอกชน ว่าสามารถตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรม นำไปใช้ประโยชน์ได้จริง และต่อยอดสู่การสร้างนวัตกรรมหรือมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากเพียงใด”

 

ดังนั้น ตัวชี้วัดนี้จึงไม่ได้พิจารณาเพียงจำนวนงานวิจัยหรือจำนวนโครงการความร่วมมือเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึง “ความสามารถของประเทศในการเปลี่ยนองค์ความรู้ให้เกิดผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ” ผ่านการทำงานร่วมกันของภาควิชาการและภาคธุรกิจ ซึ่งถือเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญของประเทศที่มีระบบนิเวศนวัตกรรมเข้มแข็ง

 

 

ในกรณีศึกษาของฑีเลี่ยม จึงนับเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นแนวคิด “University–Industry R&D Collaboration” ได้อย่างชัดเจน จากการต่อยอดผลงานวิจัยและสิทธิบัตรการประดิษฐ์ด้าน “ซิลิกาแอโรเจล” ไปสู่การพัฒนาเทคโนโลยีเชิงพาณิชย์ในอุตสาหกรรมวัสดุขั้นสูง โดยภาคเอกชนได้รับอนุญาตให้ใช้สิทธิ (Licensing) นำองค์ความรู้จากงานวิจัยระดับ Pilot Scale มาพัฒนาต่อยอดสู่กระบวนการผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม จนสามารถพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ได้หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ ทั้งสีสะท้อนความร้อน วัสดุทนความร้อน สารดูดซับน้ำมัน และผลิตภัณฑ์ด้านเครื่องสำอาง

 

ความสำเร็จดังกล่าวเกิดขึ้นจากการทำงานร่วมกันระหว่างภาควิชาการ ภาคธุรกิจ และหน่วยงานสนับสนุนนวัตกรรมอย่าง NIA ที่เข้ามาช่วยเชื่อมโยงองค์ความรู้ สนับสนุนทรัพยากร และลดความเสี่ยงในการพัฒนาเทคโนโลยี ทำให้ผู้ประกอบการสามารถก้าวข้ามข้อจำกัดด้านต้นทุน การทดสอบ และการขยายกำลังการผลิตได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ซึ่งสะท้อนบทบาทของ NIA ในฐานะ “Innovation Intermediary” หรือกลไกกลางที่ช่วยผลักดันให้งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยสามารถนำไปใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ได้จริง

 

ภายใต้การดำเนินงานของ NIA ยังมีอีกหลายกรณีความสำเร็จที่สะท้อนบทบาทของการเชื่อมโยงภาควิจัยกับภาคธุรกิจ ผ่านการสนับสนุนทุนพัฒนานวัตกรรม การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การบ่มเพาะสตาร์ตอัปเทคโนโลยี และการผลักดัน University Spin-off เพื่อช่วยให้องค์ความรู้ เทคโนโลยี และนวัตกรรมจากมหาวิทยาลัย สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ หรือธุรกิจใหม่ที่ตอบโจทย์ตลาดและสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจได้จริง ซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจนวัตกรรมและการยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศไทยในระยะยาว

 

[อ่าน 2,094]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"เวอร์จิ้น แอ็คทีฟ" ชี้เทรนด์ผู้ที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย 'โหมซ้อมหนัก' แต่พฤติกรรมฟื้นฟูร่างกายยังตามไม่ทัน
วันหัวใจโลก แพทย์เตือน ‘ปอดอักเสบจากไวรัส RSV’ ในผู้สูงอายุ เสี่ยง ‘หัวใจล้มเหลว-หัวใจวายฉับพลัน’
เครดิตดีไม่ใช่เรื่องไกลตัว เคทีซีชวนสร้าง 3 วินัยการเงินพื้นฐาน “จ่ายตรง รู้ภาระ เก็บหลักฐาน”
"กรุงศรี" เจาะอินไซต์มนุษย์พ่อแม่ "ตึงมือแต่ต้องสู้" เผย Pain Points ใหญ่ทางการเงิน ที่ต้องโฟกัสแค่ "ระยะสั้น"
“มิชลิน ไกด์” เผยรายชื่อโรงแรมและรีสอร์ต 71 แห่งในประเทศไทย ได้รับรางวัล “กุญแจมิชลิน” ประจำปี 2569
Jobsdb ชู Total Hiring Solution ช่วยองค์กรค้นหา “คนที่ใช่” ได้ตรงความต้องการ
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved