

พลาสติกยังคงเป็นวัสดุสำคัญในชีวิตประจำวัน ทั้งในมิติของความสะดวกและการพัฒนาเทคโนโลยี แต่เมื่อปริมาณการใช้เพิ่มขึ้นโดยไม่มีระบบบริหารจัดการที่เหมาะสม “ขยะพลาสติก” ก็กลายเป็นหนึ่งในโจทย์ด้านสิ่งแวดล้อมที่ภาคธุรกิจต้องเข้ามามีส่วนร่วมมากขึ้น
ข้อมูลที่ระบุในบทความของ GULF อ้างอิงรายงานของ OECD ว่า การใช้พลาสติกต่อหัวของคนไทยอยู่ในระดับสูงเมื่อเทียบกับหลายพื้นที่ ขณะที่ปี 2565 ขยะพลาสติกของไทยมีอัตรารีไซเคิลเพียง 12% และคาดว่าปริมาณการใช้พลาสติกจะเพิ่มขึ้นอีกราว 50% ระหว่างปี 2565–2593
โจทย์จึงไม่ใช่เพียงว่า “จะกำจัดขยะอย่างไร” แต่รวมถึงการทำให้วัสดุที่ถูกใช้แล้วสามารถกลับเข้าสู่ระบบและเกิดประโยชน์ใหม่ได้อีกครั้ง

แนวทางของ บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF คือการเริ่มแก้ปัญหาตั้งแต่ต้นทาง ผ่านการสร้างพฤติกรรมคัดแยกภายในองค์กร
โครงการ “ขอ ขวด ของเรา” จึงถูกพัฒนาขึ้นเพื่อชวนพนักงานร่วมคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET และฝาขวด ก่อนนำวัสดุเหล่านั้นเข้าสู่กระบวนการ Upcycling เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีประโยชน์และมูลค่าเพิ่ม
ในปีแรก โครงการเริ่มจากพื้นที่สำนักงานใหญ่ กรุงเทพฯ โดยขวด PET และฝาขวดที่รวบรวมได้ถูกนำไปผลิตเป็น สื่อการเรียนรู้รักษ์โลกสำหรับเด็กกว่า 300 ชุด ก่อนส่งมอบให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนทั่วประเทศ
จุดที่น่าสนใจจึงไม่ได้อยู่แค่ “จำนวนขวดที่เก็บได้” แต่คือการออกแบบเส้นทางให้พนักงานเห็นตั้งแต่การคัดแยก ไปจนถึงปลายทางว่าของเหลือใช้เหล่านั้นสามารถกลับไปสร้างคุณค่าอะไรได้บ้าง

หลังจากเริ่มต้นที่สำนักงานใหญ่ GULF ขยายโครงการในปีที่ 2 ไปยัง โรงไฟฟ้าในพื้นที่ภาคตะวันออก 7 แห่ง
ระหว่างเดือน มกราคม–กรกฎาคม 2569 สามารถคัดแยกขวดน้ำพลาสติก PET และฝาขวดได้มากกว่า 1,183 กิโลกรัม ก่อนส่งต่อให้ วัดจากแดง นำไป Upcycling เป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ทั้ง ผ้าไตรจีวร ผ้าห่ม เสื้อผ้า และของใช้ ซึ่งช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ 2.48 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (tCO2e)
หากนับตั้งแต่เริ่มดำเนินโครงการในปี 2568 GULF ระบุว่าสามารถคัดแยกขวด PET ได้รวม 1,637 กิโลกรัม และช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสม 3.42 tCO2e


นายสิตมน รัตนาวะดี ผู้อำนวยการฝ่ายการวางแผนด้านกลยุทธ์ GULF อธิบายแนวคิดของโครงการว่า ต้องการส่งเสริมให้พนักงานเริ่มดูแลสิ่งแวดล้อมจากพฤติกรรมง่าย ๆ ในชีวิตประจำวัน ผ่านการคัดแยกขวด PET อย่างถูกต้อง เพื่อให้ของเหลือใช้เข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการและถูกนำกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างคุ้มค่า
แนวคิดนี้สะท้อนมุมที่น่าสนใจของการทำ ESG ในองค์กร เพราะการผลักดันเรื่องสิ่งแวดล้อมอาจไม่ได้เริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่เสมอไป แต่เริ่มจาก “พฤติกรรมเล็กที่ทำซ้ำได้”
เมื่อพนักงานรู้ว่า ขวดที่ตัวเองคัดแยกไม่ได้จบลงที่ถังขยะ แต่ถูกเปลี่ยนเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ การคัดแยกจึงมีความหมายมากกว่าการทำตามกฎขององค์กร และมีโอกาสพัฒนาไปเป็นวัฒนธรรมในชีวิตประจำวันได้มากขึ้น
เสียงจากพนักงานในพื้นที่ภาคตะวันออกยังสะท้อนในทิศทางเดียวกันว่า การได้เห็นเส้นทางตั้งแต่ต้นทางของการคัดแยกจนถึงขั้นตอน Upcycling ทำให้เห็นชัดขึ้นว่า การเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในองค์กรสามารถสร้างประโยชน์ต่อทั้งสังคมและสิ่งแวดล้อมได้จริง

อีกองค์ประกอบสำคัญของโครงการคือความร่วมมือกับ วัดจากแดง ซึ่งเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและการจัดการขยะต้นแบบ
พระมหาประนอม ธัมมาลังกาโร เจ้าอาวาสวัดจากแดง ระบุว่า วัดจากแดงและ GULF มีการนำขวด PET มา Upcycling เป็นผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น เสื้อผ้าและผ้าห่ม ขณะที่ฝาขวดสามารถนำไปผลิตเป็นพวงกุญแจหรือของที่ระลึกได้
หัวใจสำคัญคือการเปลี่ยนมุมมองจากการเห็น “ของเหลือใช้” เป็นขยะที่ต้องหาพื้นที่ทิ้ง มาเป็น วัตถุดิบสำหรับผลิตสิ่งของใหม่ ซึ่งช่วยให้เกิดประโยชน์ทั้งในมิติสังคมและสิ่งแวดล้อม

สิ่งที่น่าสนใจของ “ขอ ขวด ของเรา” ไม่ได้อยู่ที่การเป็นกิจกรรมเก็บขวด PET เพียงอย่างเดียว แต่คือการนำแนวคิด Circular Economy มาฝังลงใน Employee Engagement
GULF เลือกเริ่มจากสิ่งใกล้ตัวที่ทุกคนทำได้ ก่อนสร้างระบบให้พนักงานมองเห็นเส้นทางของวัสดุตั้งแต่ คัดแยก → จัดการ → Upcycling → กลับมาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่
โมเดลนี้มีข้อดีอย่างน้อย 3 ด้าน
หนึ่ง เปลี่ยน ESG จากนโยบายให้กลายเป็นพฤติกรรม
เพราะพนักงานทุกคนสามารถเข้ามามีส่วนร่วมได้โดยไม่ต้องเริ่มจากกิจกรรมที่ซับซ้อน
สอง ทำ Circular Economy ให้จับต้องได้
เมื่อขวด PET ที่เคยเป็นของเหลือใช้กลับมาเป็นเสื้อผ้า ผ้าห่ม จีวร หรือสื่อการเรียนรู้ แนวคิด “หมุนเวียนทรัพยากร” จึงไม่ได้อยู่เพียงในรายงานความยั่งยืน
สาม สามารถขยาย Scale ได้
จากสำนักงานใหญ่ไปสู่โรงไฟฟ้า 7 แห่ง แสดงให้เห็นว่าหากพฤติกรรมต้นแบบถูกออกแบบให้ทำซ้ำได้ ก็สามารถกระจายไปยังหน่วยงานหรือพื้นที่อื่นขององค์กรได้ในอนาคต
ในอีกมุมหนึ่ง โครงการลักษณะนี้ยังช่วยตอบโจทย์การสร้าง Green Culture ซึ่งอาจมีผลระยะยาวกว่าการจัดกิจกรรมสิ่งแวดล้อมเป็นครั้งคราว เพราะสิ่งที่องค์กรได้กลับมาไม่ใช่เพียงปริมาณขยะที่ถูกลดลง แต่คือพนักงานที่เริ่มตระหนักถึงผลกระทบของการบริโภคและการจัดการทรัพยากรมากขึ้น

ปลายทางของโครงการจึงอาจไม่ใช่แค่การเก็บ PET ให้ได้มากขึ้น แต่คือการทำให้แนวคิดเรื่องสิ่งแวดล้อมกลายเป็นกิจวัตรของคนในองค์กร
เมื่อการคัดแยกขยะตั้งแต่ต้นทางถูกทำอย่างต่อเนื่อง มีพันธมิตรรับช่วงต่ออย่างเป็นระบบ และสามารถวัดผลออกมาเป็นทั้งน้ำหนักวัสดุและการลดก๊าซเรือนกระจกได้ การจัดการของเหลือใช้ก็สามารถขยับจาก “กิจกรรม CSR” ไปสู่ส่วนหนึ่งของการบริหารความยั่งยืนได้ชัดเจนขึ้น
สำหรับ GULF การเดินหน้า “ขอ ขวด ของเรา” ปีที่ 2 จึงเป็นอีกก้าวของการเปลี่ยนเรื่องใกล้ตัวอย่างขวดน้ำหนึ่งขวด ให้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของวัฒนธรรมองค์กรสีเขียว
เพราะในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน คุณค่าของทรัพยากรอาจไม่ได้จบลงเมื่อเราใช้มันเสร็จ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราจัดการ “ก้าวต่อไป” ของมันอย่างไร




