
การลงทุนจากญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมหารือกับ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO กรุงเทพฯ และ หอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ (JCC) เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และแนวทางยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของฐานการผลิตญี่ปุ่นในประเทศไทย
ภาพรวมตลอดช่วง ปี 2564 ถึงครึ่งแรกปี 2569 บริษัทญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอรวม 1,380 โครงการ มูลค่ากว่า 396,000 ล้านบาท สะท้อนว่าไทยยังคงเป็นฐานการผลิตและฐานธุรกิจสำคัญของนักลงทุนญี่ปุ่นในภูมิภาค แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก
ผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำครึ่งแรกปี 2569 ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจ 504 บริษัท ทั้งภาคการผลิตและบริการ พบว่า ผู้ประกอบการยังมีความระมัดระวังต่อเศรษฐกิจระยะสั้น โดยดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ หรือ Diffusion Index: DI ลดลงมาอยู่ที่ -6 จากระดับ 0 ในช่วงครึ่งหลังปี 2568
ปัจจัยกดดันสำคัญมาจาก ราคาวัตถุดิบและต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมบางกลุ่มยังมีสัญญาณบวก โดยเฉพาะ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงการลงทุนในโรงงานและเครื่องจักร ซึ่งยังคงมีความต้องการแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังปี 2569

ประเด็นที่น่าสนใจคือ บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังเลือก รักษาและยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย มากกว่าลดการลงทุน โดยผลสำรวจระบุว่า 23% มีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 ขณะที่อีก 48% มีแผนรักษาระดับการลงทุนเดิม
เม็ดเงินลงทุนกำลังเปลี่ยนจากการขยายกำลังผลิตแบบเดิม ไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพมากขึ้น โดย 59% มีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องเดิม, 31% เตรียมปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร และ 22% ลงทุนด้าน Digital Transformation สะท้อนว่าการแข่งขันในระยะต่อไปไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และสร้างมูลค่าเพิ่ม
ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรการ Smart and Sustainable Industry ของบีโอไอ ซึ่งตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกปี 2569 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมกว่า 400 โครงการ เงินลงทุนมากกว่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การประหยัดพลังงาน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิต
แม้ไทยยังได้รับความเชื่อมั่น แต่นักลงทุนญี่ปุ่นก็สะท้อนความต้องการต่อภาครัฐอย่างชัดเจน โดย 29% ต้องการมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการเงิน มากที่สุด รองลงมา 26% ต้องการการส่งเสริมตลาดภายในประเทศ และ 24% ต้องการให้ไทยเร่งขยายตลาดไปยังประเทศที่สามผ่านความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA
อีกประเด็นคือความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งผลสำรวจพบว่า 42% ระบุว่าแทบไม่ได้รับผลกระทบ และ 39% ได้รับผลกระทบบ้าง ทำให้บริษัทญี่ปุ่นยังต้องติดตามทิศทางนโยบายการค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงและขยายตลาดใหม่
การรักษาฐานการลงทุนญี่ปุ่นจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้วยต้นทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องยกระดับระบบนิเวศการลงทุนทั้งระบบ โดยบีโอไอและภาคธุรกิจญี่ปุ่นได้หารือถึงแนวทางสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การผลักดันกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การใช้พลังงานสะอาดและลดคาร์บอน ผ่านกลไกอย่าง Direct PPA และ Utility Green Tariff (UGT) รวมถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นให้เอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น
ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคต ผ่านมาตรการ Skill Bridge ตลอดจนปรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุน เช่น โครงการ BOI to IPO การยกระดับผู้ประกอบการไทย และการบรรเทาผลกระทบจากกติกา Global Minimum Tax ด้วยกลไกเครดิตภาษี QRTC
นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนสำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีส่วนอย่างมากต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมของประเทศ โดยโจทย์ในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงรักษาการลงทุนเดิม แต่ต้องสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น พัฒนาบุคลากร และปรับสู่การผลิตที่ยั่งยืน พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ช่วยให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจต่อไปได้

ตัวเลขลงทุนกว่า 3.96 แสนล้านบาทในช่วง 5 ปีครึ่ง บอกชัดว่า ญี่ปุ่นยังไม่ได้ลดบทบาทในไทย แต่กำลัง “เปลี่ยนรูปแบบการลงทุน” จากการขยายฐานผลิตเชิงปริมาณ ไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเครื่องจักรใหม่ ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และพลังงานสะอาด
ดังนั้น การแข่งขันของไทยในระยะต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การดึงโรงงานเข้าประเทศให้ได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ฐานการผลิตเดิม มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ใช้พลังงานสะอาดขึ้น มีคนที่มีทักษะมากขึ้น และเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้ง่ายขึ้น
หากไทยเดินเกมได้เร็วในเรื่อง FTA พลังงานสะอาด การพัฒนาคน และกฎระเบียบที่เอื้อต่อธุรกิจ ก็มีโอกาสไม่เพียงรักษาฐานนักลงทุนญี่ปุ่นเดิม แต่ยังต่อยอดไทยจาก “ฐานผลิต” ไปสู่ ฐานธุรกิจและฐานนวัตกรรมมูลค่าสูงของภูมิภาค ได้ในระยะยาว





