ญี่ปุ่นยังปักหลักไทย เปลี่ยนเงินลงทุนสู่ Automation–Digital–Green
14 Aug 2026


บีโอไอผนึกเจโทร–หอการค้าญี่ปุ่น ยกระดับฐานผลิต ญี่ปุ่นเชื่อมั่นไทย ลงทุน 5 ปีทะลุ 3.9 แสนล้าน เร่งเทคโนโลยี–ดิจิทัล–พลังงานสะอาด เสริมการแข่งขันระยะยาว

 

การลงทุนจากญี่ปุ่นยังคงเป็นหนึ่งในกำลังสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจและการค้าโลก ล่าสุด สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ร่วมหารือกับ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น หรือ JETRO กรุงเทพฯ และ หอการค้าญี่ปุ่น–กรุงเทพฯ (JCC) เพื่อประเมินทิศทางเศรษฐกิจ การลงทุน และแนวทางยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของฐานการผลิตญี่ปุ่นในประเทศไทย

ภาพรวมตลอดช่วง ปี 2564 ถึงครึ่งแรกปี 2569 บริษัทญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมการลงทุนจากบีโอไอรวม 1,380 โครงการ มูลค่ากว่า 396,000 ล้านบาท สะท้อนว่าไทยยังคงเป็นฐานการผลิตและฐานธุรกิจสำคัญของนักลงทุนญี่ปุ่นในภูมิภาค แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากต้นทุนและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลก

 

เศรษฐกิจระยะสั้นยังถูกกดดัน แต่กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์–ดิจิทัลยังโต

ผลสำรวจแนวโน้มเศรษฐกิจของบริษัทญี่ปุ่นในประเทศไทยประจำครึ่งแรกปี 2569 ซึ่งมีผู้ตอบแบบสำรวจ 504 บริษัท ทั้งภาคการผลิตและบริการ พบว่า ผู้ประกอบการยังมีความระมัดระวังต่อเศรษฐกิจระยะสั้น โดยดัชนีแนวโน้มเศรษฐกิจ หรือ Diffusion Index: DI ลดลงมาอยู่ที่ -6 จากระดับ 0 ในช่วงครึ่งหลังปี 2568

ปัจจัยกดดันสำคัญมาจาก ราคาวัตถุดิบและต้นทุนขนส่งที่เพิ่มขึ้น จากสถานการณ์ในตะวันออกกลาง อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมบางกลุ่มยังมีสัญญาณบวก โดยเฉพาะ เซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์และดิจิทัล รวมถึงการลงทุนในโรงงานและเครื่องจักร ซึ่งยังคงมีความต้องการแข็งแกร่ง และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องในช่วงครึ่งหลังปี 2569


 

ญี่ปุ่นไม่ได้ถอนฐาน แต่กำลัง “อัปเกรดฐานผลิตไทย”

ประเด็นที่น่าสนใจคือ บริษัทญี่ปุ่นส่วนใหญ่ยังเลือก รักษาและยกระดับฐานธุรกิจในประเทศไทย มากกว่าลดการลงทุน โดยผลสำรวจระบุว่า 23% มีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 ขณะที่อีก 48% มีแผนรักษาระดับการลงทุนเดิม

เม็ดเงินลงทุนกำลังเปลี่ยนจากการขยายกำลังผลิตแบบเดิม ไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพมากขึ้น โดย 59% มีแผนเปลี่ยนเครื่องจักรใหม่ทดแทนเครื่องเดิม, 31% เตรียมปรับปรุงประสิทธิภาพเครื่องจักร และ 22% ลงทุนด้าน Digital Transformation สะท้อนว่าการแข่งขันในระยะต่อไปไม่ได้อยู่ที่ปริมาณการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความสามารถในการนำเทคโนโลยีมาใช้ลดต้นทุน เพิ่มความเร็ว และสร้างมูลค่าเพิ่ม

ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับมาตรการ Smart and Sustainable Industry ของบีโอไอ ซึ่งตั้งแต่ปี 2566 ถึงครึ่งแรกปี 2569 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นญี่ปุ่นยื่นขอรับการส่งเสริมกว่า 400 โครงการ เงินลงทุนมากกว่า 55,000 ล้านบาท ครอบคลุมการปรับเปลี่ยนเครื่องจักร การประหยัดพลังงาน การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ตลอดจนการนำเทคโนโลยีดิจิทัล ระบบอัตโนมัติ และหุ่นยนต์มาใช้ในกระบวนการผลิต

 

สิ่งที่นักลงทุนญี่ปุ่นต้องการจากไทย

แม้ไทยยังได้รับความเชื่อมั่น แต่นักลงทุนญี่ปุ่นก็สะท้อนความต้องการต่อภาครัฐอย่างชัดเจน โดย 29% ต้องการมาตรการสนับสนุนด้านภาษีและการเงิน มากที่สุด รองลงมา 26% ต้องการการส่งเสริมตลาดภายในประเทศ และ 24% ต้องการให้ไทยเร่งขยายตลาดไปยังประเทศที่สามผ่านความตกลงการค้าเสรี หรือ FTA

อีกประเด็นคือความไม่แน่นอนด้านนโยบายภาษีการค้าของสหรัฐฯ ซึ่งผลสำรวจพบว่า 42% ระบุว่าแทบไม่ได้รับผลกระทบ และ 39% ได้รับผลกระทบบ้าง ทำให้บริษัทญี่ปุ่นยังต้องติดตามทิศทางนโยบายการค้าอย่างใกล้ชิด ควบคู่กับการกระจายความเสี่ยงและขยายตลาดใหม่

 

เกมต่อไปของไทย ต้องแข่งขันด้วย “มูลค่าเพิ่ม–พลังงานสะอาด–คนทักษะสูง”

การรักษาฐานการลงทุนญี่ปุ่นจึงไม่ใช่เพียงการแข่งขันด้วยต้นทุนหรือสิทธิประโยชน์ทางภาษี แต่ต้องยกระดับระบบนิเวศการลงทุนทั้งระบบ โดยบีโอไอและภาคธุรกิจญี่ปุ่นได้หารือถึงแนวทางสำคัญหลายด้าน ได้แก่ การผลักดันกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง การใช้พลังงานสะอาดและลดคาร์บอน ผ่านกลไกอย่าง Direct PPA และ Utility Green Tariff (UGT) รวมถึงการเพิ่มความยืดหยุ่นให้เอกชนเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น

ขณะเดียวกัน ไทยต้องเร่งพัฒนากำลังคนรองรับอุตสาหกรรมอนาคต ผ่านมาตรการ Skill Bridge ตลอดจนปรับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจให้เอื้อต่อการลงทุน เช่น โครงการ BOI to IPO การยกระดับผู้ประกอบการไทย และการบรรเทาผลกระทบจากกติกา Global Minimum Tax ด้วยกลไกเครดิตภาษี QRTC

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการบีโอไอ ระบุว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและการลงทุนสำคัญของไทยมาอย่างยาวนาน และมีส่วนอย่างมากต่อการพัฒนาฐานอุตสาหกรรมของประเทศ โดยโจทย์ในระยะต่อไปไม่ใช่เพียงรักษาการลงทุนเดิม แต่ต้องสนับสนุนให้เกิดการลงทุนในกิจกรรมที่มีมูลค่าเพิ่มสูง ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมมากขึ้น พัฒนาบุคลากร และปรับสู่การผลิตที่ยั่งยืน พร้อมสร้างสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ช่วยให้บริษัทญี่ปุ่นสามารถใช้ไทยเป็นฐานขยายธุรกิจต่อไปได้

 

 

ตัวเลขลงทุนกว่า 3.96 แสนล้านบาทในช่วง 5 ปีครึ่ง บอกชัดว่า ญี่ปุ่นยังไม่ได้ลดบทบาทในไทย แต่กำลัง “เปลี่ยนรูปแบบการลงทุน” จากการขยายฐานผลิตเชิงปริมาณ ไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพด้วยเครื่องจักรใหม่ ระบบอัตโนมัติ ดิจิทัล และพลังงานสะอาด

ดังนั้น การแข่งขันของไทยในระยะต่อไปจึงไม่ได้อยู่ที่การดึงโรงงานเข้าประเทศให้ได้มากที่สุดเพียงอย่างเดียว แต่คือการทำให้ฐานการผลิตเดิม มีเทคโนโลยีสูงขึ้น ใช้พลังงานสะอาดขึ้น มีคนที่มีทักษะมากขึ้น และเชื่อมต่อกับตลาดโลกได้ง่ายขึ้น

หากไทยเดินเกมได้เร็วในเรื่อง FTA พลังงานสะอาด การพัฒนาคน และกฎระเบียบที่เอื้อต่อธุรกิจ ก็มีโอกาสไม่เพียงรักษาฐานนักลงทุนญี่ปุ่นเดิม แต่ยังต่อยอดไทยจาก “ฐานผลิต” ไปสู่ ฐานธุรกิจและฐานนวัตกรรมมูลค่าสูงของภูมิภาค ได้ในระยะยาว

 

[อ่าน 89]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทรูมันนี่ ผนึก KTO สานต่อความสำเร็จ อัดแคมเปญ “จ่ายทรูมันนี่ เที่ยวเกาหลี คุ้ม X3”
"ลาซาด้า" แท็กทีม "อาดิดาส" เปิดตัว ZENBOOST รองเท้าวิ่งรุ่นใหม่ล่าสุด แบบเอ็กซ์คลูซีฟในไทย
"บีโอไอ" ปลุกกระแส Smart & Green หนุนเอกชนปรับตัว แข่งขันในโลกยุคใหม่
เตรียมเปิดตัวในไทย! HONOR Magic V6 สมาร์ตโฟนจอพับไฮเอนด์ พร้อมเปิดราคา 21 ส.ค.นี้
"ลาลามูฟ" ร่วมสนับสนุน "กระทรวงสาธารณสุข" ส่งต่อคาร์ซีทสู่ 15 จังหวัดทั่วไทย ต้อนรับวันแม่แห่งชาติ
"แพลนบี" โตแข็งแกร่ง ครึ่งปีแรก 2569 รายได้ 5,076 ล้านบาท กำไร 504 ล้านบาท เดินหน้าลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน COM7
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved