
บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด ประกาศความร่วมมือในการสนับสนุน บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ในการขับเคลื่อนโมเดล “Sustainable Cooliving Lifecycle” แนวทางการพัฒนาที่อยู่อาศัยอย่างยั่งยืนที่แสนสิริริเริ่มขึ้น เพื่อดูแลคุณภาพการอยู่อาศัยควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของอาคาร โดยไดกิ้นร่วมสนับสนุนด้านเทคโนโลยีระบบปรับอากาศ มาตรฐานการจัดการสารทำความเย็น และองค์ความรู้ด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้งานระบบปรับอากาศ

ความร่วมมือครั้งนี้สะท้อนความมุ่งมั่นร่วมกันของทั้งสององค์กรในการยกระดับแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรภายในอาคารให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของการดูแลเครื่องปรับอากาศและการจัดการสารทำความเย็น ซึ่งเป็นอีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญในการลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมในภาคที่อยู่อาศัยและอาคารพาณิชย์
สำหรับประเทศไทย เครื่องปรับอากาศเป็นอุปกรณ์ที่มีบทบาทสำคัญต่อคุณภาพชีวิตและถูกใช้งานอย่างต่อเนื่องตลอดทั้งปี ขณะที่การพูดถึงเครื่องปรับอากาศที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมักมุ่งเน้นเรื่องการประหยัดพลังงานเป็นหลัก แต่อีกประเด็นสำคัญคือการบริหารจัดการสารทำความเย็นอย่างเหมาะสม เนื่องจากในกระบวนการติดตั้ง บำรุงรักษา หรือรื้อถอนเครื่องปรับอากาศ อาจมีความเสี่ยงต่อการรั่วไหลของสารทำความเย็น ซึ่งส่งผลต่อการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหากไม่ได้รับการจัดการอย่างถูกวิธี
ภายใต้โมเดล Sustainable Cooliving Lifecycle แสนสิริได้นำแนวคิดการดูแลทรัพยากรตลอดวงจรชีวิตอาคารมาประยุกต์ใช้ โดยให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการระบบปรับอากาศอย่างมีประสิทธิภาพ ตั้งแต่การเลือกใช้อุปกรณ์ที่เหมาะสม การบำรุงรักษาตามมาตรฐาน การเก็บคืนสารทำความเย็น การฟื้นฟูคุณภาพ และการนำกลับมาใช้ประโยชน์อย่างเหมาะสมตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญด้านระบบปรับอากาศ ไดกิ้นได้ร่วมสนับสนุนการดำเนินงานดังกล่าวผ่านการถ่ายทอดองค์ความรู้ มาตรฐานการเก็บคืนและบริหารจัดการสารทำความเย็น การสนับสนุนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนการให้คำปรึกษาทางเทคนิค เพื่อช่วยให้แนวทางที่แสนสิริพัฒนาขึ้นสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเกิดผลลัพธ์เชิงรูปธรรม

นายวรุตม์ เลขะจิระกุล ผู้จัดการทั่วไปฝ่ายขายงานโครงการ บริษัท สยามไดกิ้นเซลส์ จำกัด กล่าวว่า “การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากเครื่องปรับอากาศ นอกจากการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์คุณภาพสูงแล้ว การดูแลระบบตลอดอายุการใช้งานก็เป็นอีกส่วนสำคัญ ไดกิ้นจึงมองว่าสิ่งที่เราส่งมอบได้จริงไม่ใช่แค่ผลิตภัณฑ์ประหยัดพลังงาน แต่ยังรวมถึงกระบวนการดูแลที่ทำให้ทรัพยากรทุกส่วนถูกใช้อย่างคุ้มค่าที่สุด ความร่วมมือกับแสนสิริในครั้งนี้ ช่วยทำให้แนวคิดดังกล่าวเกิดขึ้นจริงในระดับที่ผู้อยู่อาศัยสัมผัสได้ โดยที่การใช้ชีวิตประจำวันยังคงสะดวกสบายเหมือนเดิม”
ความร่วมมือครั้งนี้ ได้เริ่มดำเนินการในโครงการและอาคารภายใต้การดูแลของกลุ่มแสนสิริ โดยครอบคลุมทั้งการนำระบบปรับอากาศประสิทธิภาพสูงมาใช้งาน การพัฒนาศักยภาพทีมงานด้านการบำรุงรักษา และการดำเนินการเก็บคืนสารทำความเย็นตามมาตรฐานที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืนขององค์กร
นายวรุตม์ กล่าวเสริมว่า “ภายใต้ Environmental Vision 2050 ไดกิ้นให้ความสำคัญกับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมตลอดวงจรชีวิตของผลิตภัณฑ์ ซึ่งไม่ได้จบในขั้นตอนการผลิตหรือการขาย แต่จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากหลายฝ่าย โดยเฉพาะผู้พัฒนาโครงการและทีมงานที่เกี่ยวข้องกับการดูแลและบำรุงรักษา เพราะลำพังผู้ผลิตเพียงรายเดียวไม่สามารถปิดวงจรนี้ได้ โมเดลของแสนสิริจึงเป็นการนำความเชี่ยวชาญและทรัพยากรของแต่ละฝ่ายมาร่วมมือกัน เพื่อพัฒนาให้เรื่องที่เคยถูกมองว่าทำได้ยาก สามารถเกิดขึ้นได้จริงอย่างเป็นรูปธรรม”
ไดกิ้นพร้อมเดินหน้าสนับสนุนพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาโซลูชันด้านอากาศและแนวทางการบริหารจัดการสารทำความเย็นอย่างยั่งยืน เพื่อร่วมลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน ภายใต้แนวคิด “Perfecting the Air” พร้อมสนับสนุนความร่วมมือกับองค์กรต่าง ๆ ที่มุ่งสร้างอนาคตด้านการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนเช่นเดียวกับแสนสิริ




