'บราเดอร์' แนะยุทธวิธี 'เปลี่ยนผ่าน' ยุค Disruption
20 Oct 2019

 

Change before you have to วรรคทองของ Jack Welch อดีตซีอีโอ General Electric (GE) ยังคงเป็นอมตะเหนือกาลเวลา โดยเฉพาะในยุค Digital Disruption ที่ทำให้หลายองค์กรต้องรับมือ เพื่อเปลี่ยนผ่านให้ได้ บราเดอร์ ในฐานะผู้นำนวัตกรรมด้านการพิมพ์และโซลูชั่นแนะยุทธวิธีรับมือ Disruption และสร้าง Digital Experience (DX) ได้อย่างแหลมคม

 

 

ทั้งนี้ ธีรวุธ ศุภพันธุ์ภิญโญ กรรมการผู้จัดการ บริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด แนะ 5 ยุทธวิธีเพื่อความอยู่รอดขององค์กรในยุค Digital Disruption ดังนี้

1.ต้องกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจนและทิศทางการดำเนินงาน ทั้งนี้ เป้าหมายที่ชัดเจน หมายถึงเป้าหมายขององค์กรในช่วง 5-10 ปีว่าจะอยู่ตรงส่วนใดของตลาด จะเป็นผู้นำหรือผู้ตาม หรือจะอยู่ในธุรกิจนี้ต่อไป คู่แข่งคือใคร เพราะในอนาคตคู่แข่งอาจจะไม่ได้อยู่ในอุตสาหกรรมเดียวกันก็ได้ เช่น เครื่องดื่มชูกำลังที่มีคู่แข่งในอนาคตเป็นรถยนต์ไร้คนขับ เพราะเมื่อไม่ต้องใช้คนขับก็ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องดื่มชูกำลังให้หายง่วง เป็นต้น

2.สื่อสารภายในองค์กรอย่างทั่วถึง ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญและมีผลทำให้กระบวนการ Digital Transformation ล้มเหลวได้ หากมีความเข้าใจผิดๆ ที่ว่ากระบวนการนี้เป็นเรื่องของผู้บริหารและไอที ซึ่งที่ถูกต้องแล้วจะต้องสื่อสารภายในองค์กรเพื่อให้พนักงานซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของคนองค์กรรับรู้ด้วย

3.เลือกใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ให้เหมาะสมกับ Digital Transformation เนื่องจากการเข้าสู่ Digital Transformationในอนาคตอาจไม่ใช่แค่ส่วนของ Process และ Product อย่างในปัจจุบันนี้ แล้วเราจะนำเทคโนโลยีไปใช้กับส่วนใดได้บ้าง

4.กำหนดเวลาแล้วเสร็จและนำไปปฏิบัติ (Implementatoin) จริงๆ ขั้นตอนนี้ถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่สุด เนื่องจากเป็นการปักหมุดเพื่อนำแผนงานมาใช้ ซึ่งหากไม่มีการนำมาใช้จริงๆ ก็จะทำให้เกิดความล้มเหลวและตามความเปลี่ยนแปลงไม่ทัน

5.ทบทวนแผนเมื่อผ่านไประยะเวลาหนึ่ง เนื่องจากโลกเปลี่ยนแปลงเร็วมาก ดังนั้น องค์กรต้องทบทวนว่า แผนที่กำหนดในระยะเวลา 3 เดือน, 6 เดือนฯลฯ ยังสามารถใช้ได้หรือไม่ หรือต้องเปลี่ยนแผน เป็นต้น

 

 

ขณะที่ พงษ์พันธ์ สุระวัฒน์เจริญ ผู้จัดการอาวุโสฝ่ายการตลาดบริษัท บราเดอร์ คอมเมอร์เชี่ยล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวถึง 3 กลยุทธ์เพื่อเข้าสู่กระบวนการ Digital Transformation และสร้าง Digital Experience (DX) ดังนี้

1. Customer Experience (การสร้างประสบการณ์ให้กับลูกค้า)ในขั้นตอนนี้จะต้องรวมกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเข้าด้วยกัน (Unified Data Process) ตัวอย่างเช่น Burberry แฟชั่นแบรนด์ที่ขยายฐานมาที่กลุ่มมิลเลนเนียล ด้วยการปรับการสื่อสารและการสั่งซื้อผ่านโซเชียลมีเดีย ออนไลน์ ขณะเดียวกันก็เลือกเชิญลูกค้ากลุ่ม Loyalty Customer มาที่หน้าร้านโดยการเชื่อมข้อมูลการซื้อสินค้าออฟไลน์สู่ออนไลน์ให้สามารถรู้ได้ทั่วโลก   

2. Operation Process (การปรับปรุงกระบวนการให้กระชับ) ลดขั้นตอนที่ยุ่งยากเพื่อลดต้นทุน โดยการใช้ Analytics Capability - Business & IT Integration (ความสามารถด้านการวิเคราะห์ พร้อมทั้งต่อยอดทั้งด้านธุรกิจและด้านไอทีเข้าด้วยกัน) ตัวอย่างเช่น UPS ธุรกิจขนส่งทั่วโลกที่มีพนักงานขับรถกว่า 1 แสนคนและมีรถขนส่งกว่า 1 แสนคันที่ปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยการนำเทคโนโลยีและ GPS มาช่วยวิเคราะห์ เพื่อให้ประหยัดระยะยทาง, ลดต้นทุนขนส่งและเก็บข้อมูลมาวิเคราะห์ ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ทำให้บริษัทสามารถลดระยะทางได้ 130 ล้านกิโลเมตร/ปี หรือลดระยะทางได้เฉลี่ย 1 กิโลเมตร/ตัน/วัน

3. Business Model (การปรับเปลี่ยนธุรกิจใหม่) ทั้งนี้ ตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การเปิดตัว Apple Arcade และApple TV Plus ของ Apple ที่สามารถสร้างฐานผู้ใช้ได้มากกว่า 200 ล้านคนภายใน 1 ปี จากการให้บริการพ่วงกับการซื้อผลิตภัณฑ์ได้ของ Apple ซึ่งรวดเร็วกว่า Netflix ที่ต้องใช้เวลาถึง 15 ปีกว่าจะสร้างยอดผู้ใช้ 150 ล้านราย หรือ BestBuy ธุรกิจค้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์แบบ Power Buy ในไทยที่ถูก Disrupt จนกลายเป็นโชว์รูมให้กับ Amazon ส่งผลให้ BestBuy อยู่ในสภาวะย่ำแย่ จนเมื่อมีการเปลี่ยนตัวผู้บริหารและปรับกลยุทธ์สร้างประสบการณ์ลูกค้าผ่านออนไลน์ พร้อมส่งพนักงานที่มีความรู้ไปให้บริการลูกค้าถึงบ้าน ปรับโมเดลธุรกิจทำสินค้าเฉพาะสำหรับลูกค้าไฮเอนด์ด้วยความร่วมมือกับพันธมิตร ฯลฯ ธุรกิจของ BestBuy จึงสามารถสร้างผลกำไรได้

 

นอกจากนี้ ในการทำ Digitization ภายในองค์กรก็อาจไม่ได้เปลี่ยนแปลงอะไรให้เกิดขึ้นอย่างสุดโต่งอย่างที่เราจะจินตนาการกันไป หรือกลายเป็นประเด็นที่ต้องวิตกกังวลอย่างในอดีตที่เคยมองกันว่าการเข้ามาของคอมพิวเตอร์จะทำให้เกิดองค์กรไร้กระดาษ (Paperless Office) แต่จนถึงวันนี้ 40 ปีแล้วก็ยังเปลี่ยนแปลงไม่มากนัก เพียงแต่มีการตระหนักถึงเรื่องการใช้กระดาษกันมากขึ้น เนื่องจากผลการศึกษาพบว่า การบริหารจัดการกระดาษมีต้นทุนเฉลี่ย 6.1% ของรายได้ ซึ่งถือว่าค่อนข้างสูงและเป็นภาระหนักทีเดียว ขณะเดียวกันก็มีค่าใช้จ่ายอื่นๆ ซ่อนอยู่เหมือนภูเขาน้ำแข็งส่วนที่จมอยู่ใต้น้ำ ซึ่งมากกว่าส่วนที่พ้นผิวน้ำอยู่มากและเป็นต้นทุนแฝงที่คิดไม่ถึง

 

พงษ์พันธ์ได้แนะมาตรการรับมือขององค์กร เพื่อปรับลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการด้านเอกสาร ดังนี้

  • กำหนดนโยบายที่เกี่ยวกับการพิมพ์ (Print Policy) ของแต่ละแผนตามความเหมาะสม เช่น นโยบายเกี่ยวกับการพิมพ์งานสี/ขาวดำ การกำหนดปริมาณการพิมพ์ของแต่ละแผนก ฯลฯ
  • ต้องทราบจำนวนพิมพ์เพื่อให้สามารถเช็ตต้นทุนได้
  • นำไฟล์งานมาจัดเก็บใน Document Workflow, Document Management
  • ควบคุมต้นทุนที่ซ่อนอยู่ (Hidden  Cost) ซึ่งอาจจ้างบริษัทภายนอก (Outsource) ทำงานแทนเพื่อให้ธุรกิจโฟกัสกับธุรกิจหลักได้อย่างเต็มที่

 

สำหรับการจ้างงาน Outsource ผ่านบริการที่เรียกว่า Managed Print Services ซึ่งเป็นบริการบริหารจัดการงานพิมพ์หรือ Managed Print & Document Services (MPDS) ซึ่งเป็นบริการบริหารจัดการงานพิมพ์และงานเอกสารถือเป็นเทรนด์ที่องค์กรหันมาใช้บริการมากขึ้น โดยเฉพาะบริการ MPDS จะมีการออกแบบการพิมพ์ให้เหมาะสมกับแต่ละองค์กร ทั้งนี้ พันธมิตร MPDS ที่ดีจะต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 

            1. มีบริการที่ปรึกษาและมีความเชี่ยวชาญ

            2. ต้องมีฮาร์ดแวร์และโซลูชั่นที่ไว้วางใจได้

            3. ต้องมีพื้นที่การให้บริการที่ครอบคลุม

พงษ์พันธ์กล่าวว่า บริษัทระดับโลกล้วนมีการเปลี่ยนแปลงและรับมือกับ Digital Disruption แต่ในความเป็นจริงแล้วยังมีองค์กรในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกอีกกว่า 65%ที่ยังไม่ปรับตัว เพื่อสร้าง Digial Experience (DX) ซึ่งหากองค์กรธุรกิจสามารถนำ 3 กลยุทธ์ ซึ่งประกอบด้วย  ‘Customer Experience - Operation Process - Business Model’ พร้อมทั้งนำเทคโนโลยีที่เหมาะสมมาช่วยสนับสนุนก็จะทำให้เกิดการเปลี่ยนผ่านได้อย่างประสบความสำเร็จ อาทิ ระบบ MDPS  ซึ่งเป็นระบบบริหารจัดการงานพิมพ์และระบบเอกสารที่จะช่วยให้องค์กรสามารถปรับเปลี่ยนไปด้วยกัน และคาดว่า ปี 2028 องค์กรจะหันมาใช้บริการนี้กันมากขึ้น เพื่อติดอาวุธให้ตนเองสามารถเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลกันอย่างได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น

[อ่าน 2,597]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
"คอนติเนนทอล ไทร์ส" รุกตลาดยางรถยนต์ในไทย เปิดตัว CrossContact A/T² รุ่นใหม่ล่าสุด
"PROUD" แย้ม Q1/69 กวาดรายได้ต่อ โชว์ Backlog แกร่ง 6,131 ล้านบาท
เซ็นทรัล รีเทล ชูกลยุทธ์ "Innovation in Action" ขับเคลื่อนปี 69 ทุ่มงบกว่า 1.8 หมื่นล้าน ลุยไทย-เวียดนามเต็มสูบ
อลิอันซ์ อยุธยา เปิด “Cancer City” ชวนคนไทยเรียนรู้ รับมือโรคมะเร็ง ในงาน Death Fest 2026
"ไทยยูเนี่ยน และ Mareblu จับมือ LifeGate" เดินหน้าโครงการฟื้นฟูหญ้าทะเล ร่วมอนุรักษ์แหล่งอาหารสัตว์น้ำ
"Dot Property" เปิดตัว Thailand Real Estate Awards 2026 โชว์ศักยภาพอสังหาฯ แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สู่สายตาโลก
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved