
การแข่งขันในยุค AI กำลังเปลี่ยนจากการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อลดต้นทุนหรือเพิ่มประสิทธิภาพเฉพาะจุด ไปสู่การออกแบบ “Operating Model” ใหม่ขององค์กร ที่เชื่อมข้อมูล เทคโนโลยี และคนเข้าด้วยกันมากขึ้น โดยเฉพาะงานบริหารทรัพยากรบุคคล ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความเร็วในการขับเคลื่อนธุรกิจ
หนึ่งในกรณีศึกษาที่สะท้อนทิศทางดังกล่าวคือ บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF ที่เดินหน้าผลักดันการใช้ Data และ AI ในกระบวนการบริหารบุคลากร ภายใต้แนวคิด “Bionic Organization” พร้อมคว้ารางวัล Data & AI Transformation จากเวที SAP Customer Excellence Awards for SEA 2026 ต่อเนื่องจากการได้รับรางวัลบนเวทีดังกล่าวเป็นปีที่ 2
ความเคลื่อนไหวนี้สะท้อนว่า AI ของ CPF ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่เพียงงานเทคโนโลยี แต่ถูกนำเข้ามาเชื่อมกับการบริหารคน ตั้งแต่การค้นหาทักษะ การจัดสรรบุคลากร การสรรหา การกำหนดเป้าหมาย ไปจนถึงระบบสนับสนุนงาน HR ในระดับองค์กร

พิมลรัตน์ รีพัฒนาวิจิตรกุล ประธานคณะผู้บริหารด้านทรัพยากรบุคคล CPF ระบุว่า บริษัทกำลังยกระดับการบริหารบุคลากรจากการวิเคราะห์ข้อมูลขั้นพื้นฐาน ไปสู่การใช้ Agentic AI เพื่อทำให้กระบวนการทำงานมีความคล่องตัว แม่นยำ และตอบสนองต่อบริบทธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วขึ้น
หัวใจหนึ่งของการเปลี่ยนผ่านคือการเปิดตัว Talent Intelligence Hub แพลตฟอร์มที่นำข้อมูลด้านทักษะ ความสนใจ และเป้าหมายของพนักงานมาเชื่อมกับโครงการพิเศษ โครงการนวัตกรรม และตำแหน่งงานภายในองค์กร เพื่อขยับสู่โมเดล Skill-Based Organization
ระบบดังกล่าวครอบคลุมพนักงานมากกว่า 20,000 คน และช่วยให้การจัดสรรบุคลากรรวดเร็วขึ้นถึง 70% รวมถึงสามารถจับคู่พนักงานที่มีทักษะสอดคล้องกับความต้องการขององค์กรได้มากกว่า 5,600 คน
อีกส่วนที่ CPF นำ AI เข้ามาใช้อย่างชัดเจนคือกระบวนการสรรหาบุคลากร ผ่านระบบ AI Screening ซึ่งถูกใช้คัดกรองผู้สมัครงานแบบ 100%
บริษัทระบุว่า ระบบช่วยประหยัดเวลาของผู้สรรหาบุคลากรได้มากกว่า 45 ชั่วโมงต่อคน ลดระยะเวลาการสรรหาโดยรวมได้มากกว่า 55% และเพิ่มสัดส่วนผู้สมัครที่มีคุณสมบัติตรงกับสายงานประมาณ 25-30%
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ AI ในมิติที่มากกว่าการทำงานอัตโนมัติ เพราะหากสามารถลดเวลาตั้งแต่กระบวนการคัดกรองและจับคู่บุคลากรกับงานได้ ก็มีผลต่อความเร็วขององค์กรในการเติมกำลังคนให้กับหน่วยธุรกิจโดยตรง
CPF ยังนำ AI มาช่วยพนักงานในกระบวนการกำหนดเป้าหมายการทำงาน ซึ่งช่วยลดเวลาในกระบวนการได้สูงสุดประมาณ 80% พร้อมเดินหน้ารวมระบบการทำงานภายในให้เชื่อมอยู่บนแพลตฟอร์มดิจิทัลมากขึ้น
ขณะเดียวกัน ระบบจ่ายเงินเดือนถูกยกระดับสู่รูปแบบดิจิทัลเต็มรูปแบบ ครอบคลุมพนักงานมากกว่า 70,000 คนทั่วประเทศ โดยบริษัทระบุว่าสามารถลดเวลาในการค้นหาและดึงข้อมูลได้ถึง 80%

อีกองค์ประกอบสำคัญของการ Transformation คือการสร้างคนภายในองค์กรให้สามารถนำ AI ไปใช้กับโจทย์ธุรกิจได้จริง
CPF จัดตั้ง HR Academy เพื่อพัฒนาพื้นฐานทักษะด้าน AI ให้กับบุคลากรสายทรัพยากรบุคคล พร้อมกับสร้างเครือข่าย AI Business Partner หรือ AIBP มากกว่า 500 คน กระจายอยู่ในหน่วยงานต่าง ๆ
บทบาทของ AIBP คือทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมระหว่างทีมธุรกิจ ทีมเทคโนโลยี และ AI เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหาและโอกาสทางธุรกิจ ก่อนแปลงโจทย์เหล่านั้นออกมาเป็น AI Use Case ที่สามารถนำไปใช้งานได้จริง
โมเดลดังกล่าวมีนัยสำคัญต่อการขยาย AI ในองค์กรขนาดใหญ่ เพราะหนึ่งในโจทย์ของ AI Transformation ไม่ได้อยู่ที่การมีเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การทำให้หน่วยธุรกิจสามารถระบุปัญหา เลือก Use Case และนำ AI ไปใช้จนเกิดผลลัพธ์ได้จริง
ทิศทางของ CPF จึงสะท้อนการเปลี่ยนบทบาทของฝ่ายทรัพยากรบุคคล จากเดิมที่มีหน้าที่ดูแลกระบวนการด้านบุคลากร ไปสู่การเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของ Business Transformation
เมื่อข้อมูลทักษะของพนักงานสามารถเชื่อมเข้ากับความต้องการของธุรกิจ การสรรหาถูกเร่งด้วย AI และบุคลากรภายในสามารถถูกจัดสรรเข้าสู่โครงการใหม่ได้รวดเร็วขึ้น HR จึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียง “บริหารคน” แต่กำลังช่วยเพิ่มความเร็วและความยืดหยุ่นให้กับองค์กร
CPF วางเป้าหมายให้การทำงานร่วมกันระหว่าง “คน + Data + AI” เป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาองค์กรในระยะยาว โดยยังคงวาง “คน” เป็นศูนย์กลาง พร้อมใช้เทคโนโลยีเป็นตัวช่วยเพิ่มศักยภาพและขยายความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจเกษตรอุตสาหกรรมและอาหารในอนาคต





