
สำหรับ JTEKT การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวทำให้บทบาทของประเทศไทยไม่ได้หยุดอยู่ที่การเป็น “ฐานการผลิต” แต่กำลังถูกยกระดับให้เป็นหนึ่งในพื้นที่สำคัญของบริษัทในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก รองรับทั้งตลาดไทย อาเซียน และตลาดโลก
JTEKT เผยถึงทิศทางในช่วง 5–10 ปีข้างหน้าจะถูกขับเคลื่อนด้วย 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ Electrification, Automation, Digital Transformation และ Sustainability ซึ่งจะเปลี่ยนทั้งรูปแบบ Mobility และระบบการผลิตในอนาคต

Toshiaki Shinya, Senior Executive Officer, JTEKT Corporation กล่าวว่า บริษัทจะต้องขยับจากการเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจเดิม ไปสู่การสร้างคุณค่าใหม่ผ่านเทคโนโลยี นวัตกรรม และโซลูชัน พร้อมใช้จุดแข็งด้าน Technology, Quality และเครือข่ายระดับโลกมาต่อยอด
“ในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า อุตสาหกรรมทั่วโลกจะเผชิญการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างจาก Electrification, Automation, Digital Transformation และ Sustainability ซึ่งจะเปลี่ยนทั้งรูปแบบ Mobility และภาคการผลิตในอนาคต”
— Toshiaki Shinya
Senior Executive Officer, JTEKT Corporation
หนึ่งในทิศทางสำคัญคือการเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตชิ้นส่วนและเทคโนโลยี ไปสู่การเป็น Solution Provider ที่เชื่อมความเชี่ยวชาญด้าน Motion Control, Steering, Bearing และ Production Technology เข้ากับ Digital Technology, AI, Automation และ Smart Factory
เป้าหมายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอุตสาหกรรมยานยนต์ แต่ยังรวมถึงการขยายโอกาสไปสู่ธุรกิจพลังงาน ระบบอัตโนมัติ และ Advanced Manufacturing

ด้าน Yoshikazu Morino, President, JTEKT Asia Pacific Co., Ltd. เผยว่า การเติบโตของตลาด EV ในเอเชียเป็นทั้งความท้าทายและโอกาส เพราะการเปลี่ยนผ่านสู่รถยนต์ไฟฟ้าไม่ได้หมายถึงการเปลี่ยนเฉพาะระบบส่งกำลัง แต่กำลังเปลี่ยนโครงสร้างของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม
“การเปลี่ยนผ่านสู่ EV ไม่ได้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของระบบส่งกำลัง แต่เป็นการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมยานยนต์โดยรวม JTEKT จึงต้องนำจุดแข็งด้านคุณภาพ ความน่าเชื่อถือ และเทคโนโลยี มาต่อยอดเพื่อตอบโจทย์ Mobility แห่งอนาคต”
— Yoshikazu Morino
President, JTEKT Asia Pacific Co., Ltd.
JTEKT จึงนำจุดแข็งเดิม ทั้งระบบพวงมาลัย ตลับลูกปืน และเทคโนโลยีระบบส่งกำลัง มาพัฒนาต่อเพื่อรองรับยานยนต์แห่งอนาคต โดยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีที่ช่วย ประหยัดพลังงาน ลดน้ำหนัก และเพิ่มความแม่นยำ
บริษัทมองว่าในช่วง 5–10 ปีข้างหน้า พื้นที่อย่าง อินเดีย อาเซียน และกลุ่ม Global South จะมีศักยภาพการเติบโต จากการขยายตัวของอุตสาหกรรมยานยนต์ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และจำนวนประชากรรายได้ปานกลางที่เพิ่มขึ้น
ขณะที่ EV, Smart Manufacturing, Automation และ Sustainability จะกลายเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของการเติบโต

สำหรับประเทศไทย Masatsugu Iwaki, President, JTEKT (Thailand) Co., Ltd. ระบุว่า ในช่วง 3–5 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจต้องเผชิญทั้ง COVID-19 ความผันผวนของห่วงโซ่อุปทาน และการเติบโตของ EV แต่ JTEKT Thailand ยังคงรักษาความสามารถในการแข่งขันและพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง
ประเทศไทยยังมีบทบาทเป็นฐานการผลิตสำคัญ รองรับทั้งตลาดในประเทศ อาเซียน และตลาดโลก แต่โจทย์หลังจากนี้คือการยกระดับฐานการผลิตผ่าน Automation, Digitalization และ Smart Manufacturing
เป้าหมายคือเพิ่ม Productivity และ Quality ลดต้นทุน และทำให้ระบบการผลิตตอบสนองตลาดได้รวดเร็วและยืดหยุ่นขึ้น ควบคู่กับการยกระดับทักษะพนักงานและพัฒนาผู้นำรุ่นใหม่
“เส้นทาง 60 ปีของ JTEKT ในประเทศไทยเกิดขึ้นได้ด้วยความไว้วางใจและความร่วมมืออันแข็งแกร่ง จากนี้ไป เราปรารถนาที่จะเติบโตเคียงข้างประเทศไทยต่อไป”
— Masatsugu Iwaki
President, JTEKT (Thailand) Co., Ltd.
ในระดับการดำเนินงาน JTEKT Thailand วาง 3 เรื่องหลัก ได้แก่ Productivity, Cost Reduction และ Carbon Reduction โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ พร้อมเดินหน้าลดการใช้พลังงานและเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน

อีกโจทย์ที่ JTEKT ให้ความสำคัญคือการลดคาร์บอน โดยบริษัทตั้งเป้าลดการปล่อย CO₂ จากกิจกรรมการผลิตลง 60% ภายในปี 2030 เมื่อเทียบกับปีงบประมาณ 2013 และมุ่งสู่ Carbon Neutrality ในกระบวนการผลิตภายในปี 2035
ณ ปีงบประมาณ 2024 บริษัทระบุว่าสามารถลดการปล่อย CO₂ จากการผลิตได้แล้ว 43.6% ในระดับบริษัท และ 36.3% ในระดับกลุ่มบริษัท พร้อมจัดตั้ง Carbon Neutrality Park หรือ CN Park และทำงานร่วมกับคู่ค้าเพื่อลดคาร์บอนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
JTEKT Thailand ยังได้รับ Thailand Energy Award ในปี 2025 และ 2026 รวมถึง ASEAN Energy Award ในปี 2026

ภาพอนาคตของ JTEKT ในประเทศไทยจึงไม่ได้อยู่ที่การเพิ่มกำลังการผลิตเพียงอย่างเดียว แต่ถูกวางบน 3 แกน คือ Technology, People และ Sustainability
โจทย์สำคัญคือการผสานความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากญี่ปุ่นเข้ากับศักยภาพของบุคลากรไทย พร้อมยกระดับฐานการผลิตให้รองรับอุตสาหกรรมที่กำลังเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว
จากฐานการผลิตที่สร้างมานาน 60 ปี JTEKT กำลังพยายามขยับประเทศไทยไปอีกขั้น จากพื้นที่ “ผลิตสินค้า” ไปสู่ฐานที่สามารถ สร้างเทคโนโลยี พัฒนาคน และรองรับ New Growth Engine ของอุตสาหกรรมยุคใหม่ ไปพร้อมกัน





