

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบัน เป็นประธานในพิธีเปิด โดยเนื้อหาของงานในปีนี้ไม่ได้มองงานวิจัยเพียงในฐานะองค์ความรู้ทางวิชาการ แต่ชี้ให้เห็นถึงคำถามสำคัญว่า “เมื่อได้องค์ความรู้ใหม่แล้ว เราจะนำไปสร้างคุณค่า ความเชื่อมั่น และความยั่งยืนให้กับธุรกิจได้อย่างไร”
ตั้งแต่การใช้เทคโนโลยี AI และ Machine Learning การตรวจสอบแหล่งกำเนิดอัญมณี การปรับปรุงคุณภาพ การพัฒนาวัสดุและกระบวนการผลิต ไปจนถึงการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม งานวิจัยที่นำเสนอในงานนี้สะท้อนให้เห็นว่า ความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมอัญมณีในอนาคตอาจไม่ได้อยู่ที่การผลิตให้ได้มากขึ้นเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การ สร้างความแตกต่างด้วยองค์ความรู้ เทคโนโลยี และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เชื่อถือได้

หนึ่งในหัวข้อที่หลายคนสนใจคือ “Application of AI and machine learning in Gemmology” โดย Professor Andy H. SHEN จาก Gemmological Institute, China University of Geosciences (Wuhan) เดินทางมาแชร์ประสบการณ์ และสะท้อนทิศทางที่เทคโนโลยี AI กำลังเข้ามามีบทบาทในงานอัญมณีศาสตร์
สำหรับธุรกิจ เทคโนโลยีลักษณะนี้ไม่ได้หมายถึงการนำ AI มาใช้เพียงเพื่อความทันสมัย แต่เปิดประเด็นคำถามใหม่ว่า เราจะใช้ข้อมูลจำนวนมากที่มีอยู่เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจำแนก วิเคราะห์ และสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ด้านอัญมณีศาสตร์ได้อย่างไร การผสานความรู้ด้านอัญมณีศาสตร์เข้ากับเทคโนโลยีข้อมูลจึงเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่สามารถต่อยอดไปสู่เครื่องมือและบริการรูปแบบใหม่ของอุตสาหกรรมได้

งานวิจัยอีกหลายเรื่องใน GIT RESEARCH DAY 2026 สะท้อนว่า ในตลาดอัญมณีและเครื่องประดับยุคใหม่ ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์กำลังเข้ามามีบทบาทมากขึ้น ทั้งในเรื่อง แหล่งกำเนิด คุณลักษณะของอัญมณี และการสื่อสารข้อมูลให้เกิดความเข้าใจตรงกัน
ดร.มณฑิรา เสนีวงศ์ ณ อยุธยา นำเสนอเรื่อง “การศึกษาองค์ประกอบทางเคมีของหยกเฟยชุ่ยเพื่อสนับสนุนการตรวจสอบแหล่งกำเนิดและการจัดหาอัญมณีอย่างยั่งยืน” ซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลด้านองค์ประกอบทางเคมีเข้ากับการตรวจสอบแหล่งกำเนิดและการจัดหาอย่างมีความรับผิดชอบ สะท้อนให้เห็นว่า ข้อมูลเชิงวิทยาศาสตร์สามารถเข้ามามีบทบาทในการสร้างความเข้าใจและความน่าเชื่อถือให้กับสินค้าได้มากกว่าการระบุชื่อหรือแหล่งที่มาเพียงอย่างเดียว
ขณะที่ นางสาวศุภรัตน์ พรมวงศ์นันท นำเสนอเรื่อง “การพัฒนาระบบการสื่อสารเรื่องสีอัญมณี (มรกต)” ซึ่งชี้ให้เห็นอีกมิติหนึ่งของการจัดการข้อมูลอัญมณี นั่นคือการทำให้เรื่อง “สี” ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณลักษณะสำคัญของมรกต สามารถสื่อสารและทำความเข้าใจได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น
ทั้งสองผลงานสะท้อนประเด็นร่วมที่น่าสนใจว่า เมื่อข้อมูลเกี่ยวกับอัญมณีมีความละเอียดและเป็นระบบมากขึ้น ข้อมูลนั้นก็สามารถกลายเป็นส่วนหนึ่งของคุณค่าทางธุรกิจได้ ไม่ว่าจะเป็นการสร้างความน่าเชื่อถือให้กับสินค้า การสนับสนุนการตรวจสอบย้อนกลับ หรือการทำให้ผู้ประกอบการ ห้องปฏิบัติการ และผู้บริโภคสามารถสื่อสารกันด้วยความเข้าใจที่ตรงกัน

อีกกลุ่มงานวิจัยที่น่าสนใจคือการตรวจสอบและทำความเข้าใจกระบวนการปรับปรุงคุณภาพอัญมณี
ดร.รัฐพล อำพล นำเสนอ “หลักฐานเชิงประจักษ์ใหม่สำหรับการตรวจการปรับปรุงคุณภาพที่อุณหภูมิต่ำในแซปไฟร์จากแหล่งแมกมาติกด้วยเทคนิค FTIR” ซึ่งสะท้อนความสำคัญของการพัฒนาองค์ความรู้เพื่อแยกแยะประวัติและกระบวนการปรับปรุงอัญมณีที่เทคโนโลยีก่อนหน้านี้ยังไม่เอื้ออำนวย
ขณะเดียวกัน นายอภิเชษฐ์ มณีวงษ์ จากสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ นำเสนอเรื่อง “การปรับปรุงสีและการประเมินความปลอดภัยของเบริลสีเหลืองที่ผ่านการฉายรังสีอิเล็กตรอน” ซึ่งชี้ให้เห็นอีกด้านของงานวิจัยที่ไม่ได้หยุดอยู่ที่การทำให้อัญมณีสีสวยขึ้น แต่รวมถึงการประเมินกระบวนการและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ก่อนถึงมือผู้บริโภคด้วย
ในอีกด้านหนึ่ง ผศ.ดร.สมฤดี สักการเวช และ ผศ.ดร.ณัฐพงศ์ โมนฤมิตร จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ นำเสนอ “ถอดรหัสโครงสร้างมุกเลี้ยงน้ำจืด: ความสัมพันธ์ของผลึกนาโนกับสีและความวาว” ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำวิทยาศาสตร์ระดับโครงสร้างวัสดุมาช่วยอธิบายคุณลักษณะที่ผู้บริโภคมองเห็นและให้คุณค่าในไข่มุก ทั้งเรื่อง สีและความวาว
งานวิจัยลักษณะนี้ทำให้เห็นว่า เบื้องหลังคุณสมบัติของอัญมณีและเครื่องประดับที่ผู้บริโภครับรู้ ไม่ว่าจะเป็นสี ลักษณะเฉพาะตัว หรือคุณภาพ ยังมีองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์อีกหลายชั้นที่สามารถศึกษาและนำมาใช้ประโยชน์ได้ และเมื่อความเข้าใจเหล่านี้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ก็มีโอกาสที่จะนำไปสู่ วิธีตรวจสอบใหม่ กระบวนการผลิตใหม่ หรือแนวทางการสร้างมูลค่าให้กับสินค้า ที่มีพื้นฐานจากข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์

งานวิจัยด้านวัสดุและกระบวนการผลิตก็เป็นอีกส่วนสำคัญของงาน โดย ดร.ศรายุทธ ตันมี จากสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน (องค์การมหาชน) นำเสนอ “การเพิ่มมูลค่าอัญมณีด้วยนวัตกรรมการเคลือบผิวฟิล์มคาร์บอนคล้ายเพชร” ซึ่งสะท้อนแนวคิดการใช้เทคโนโลยีขั้นสูงเพื่อเพิ่มคุณสมบัติและมูลค่าให้กับวัสดุ เพิ่มโอกาสในการเป็นวัสดุที่ใช้ทดแทนโลหะมีค่าในการผลิตเครื่องประดับ
ด้านโลหะมีค่า นายจักรพันธ์ สุวรรณวิจิตร นำเสนอ “การพัฒนาเทคนิคการผลิตเครื่องประดับทองคำอัตลักษณ์ไทยด้วยทองคำบริสุทธิ์ 24K ความแข็งสูง” ซึ่งน่าสนใจในมิติของการนำองค์ความรู้ทางวัสดุศาสตร์มาช่วยแก้โจทย์สำคัญของการผลิตเครื่องประดับทองคำ 99.9% ทั้งเรื่องคุณสมบัติของวัสดุและการรักษาอัตลักษณ์ของงานช่างไทย
ส่วน นายศุภกร ไชยศล นำเสนอผลงาน “สารเคลือบป้องกันซิลคอนไดออกไซด์ดัดแปลงด้วยไนโตรเจนสำหรับโลหะผสมทองแดง-เงิน-ทอง ที่มีความแข็งเชิงกลดีขึ้นและมีความโปร่งใสทางแสงสูง” ซึ่งเป็นตัวอย่างของงานวิจัยวัสดุที่มุ่งแก้โจทย์ด้านคุณสมบัติของวัสดุโดยตรง และอาจนำไปสู่การพัฒนากระบวนการผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติเฉพาะมากขึ้น

ในขณะที่โลกธุรกิจให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อมมากขึ้น งานวิจัยของ ดร.ภูวดล วรรธนะชัยแสง เรื่อง “การเสริมสร้างธรรมาภิบาลด้วยการประเมินคาร์บอนฟุตพริ้นท์สู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนในธุรกิจอัญมณีและเครื่องประดับ” ชี้ให้เห็นว่าเรื่อง Sustainability กำลังเปลี่ยนจากแนวคิดเชิงภาพลักษณ์ไปสู่เรื่องที่สามารถวัด ประเมิน และนำข้อมูลมาใช้ประกอบการตัดสินใจทางธุรกิจได้
เช่นเดียวกับงานของ รองศาสตราจารย์ ดร.ศิริวรรณ โชคค้า เรื่อง “จากแกลบสู่จิวเวลรี่: นวัตกรรมวัสดุทดแทนอัญมณีรักษ์โลก” ที่สะท้อนแนวทางการพัฒนาวัสดุทางเลือกและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่มีอยู่
เมื่อมองร่วมกัน งานเหล่านี้กำลังชี้ไปยังทิศทางเดียวกันว่า ความยั่งยืนในอุตสาหกรรมอัญมณีไม่จำเป็นต้องเป็นเพียงเรื่องของการลดผลกระทบ แต่สามารถกลายเป็นโจทย์สำหรับการสร้าง ผลิตภัณฑ์ วัสดุ และกระบวนการใหม่ ได้ด้วย

นายธนพงษ์ เหลืออัมพร นำเสนอ “การศึกษาผลกระทบของหลอดไดโอดเปล่งแสงสำหรับตู้แสดงสินค้าอัญมณีและเครื่องประดับ” ซึ่งเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจว่า รายละเอียดเล็ก ๆ ในกระบวนการจัดแสดงสินค้าอาจมีผลต่อการรับรู้สีและลักษณะของอัญมณี และเป็นพื้นที่ที่สามารถนำงานวิจัยมาช่วยสร้างมาตรฐานหรือแนวทางการจัดแสดงที่เหมาะสมยิ่งขึ้นได้จริง
ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล นายทัศนรา ศรีปุ้นจั่น จาก G-ID Laboratories Co., Ltd. นำเสนอ “SpeXtralysis: เว็บแพลตฟอร์มสำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลสเปกโทรสโกปีในงานวิจัยด้านอัญมณีศาสตร์” ซึ่งสะท้อนการนำ Digital Platform มาช่วยจัดการและวิเคราะห์ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ ทำให้ข้อมูลจากห้องปฏิบัติการมีโอกาสถูกนำไปใช้งานต่อได้ง่ายขึ้น
ขณะที่ นางสาวชิดชนก คงแป้น จาก G-ID Laboratories Co., Ltd. นำเสนอ “ผลกระทบของแผ่นรองสะท้อนแสงต่อการตรวจสอบเฝ่ยฉุ้ย: ความท้าทายในการวิเคราะห์ทางอัญมณีศาสตร์” เป็นตัวอย่างของงานวิจัยที่ตั้งคำถามกับปัจจัยแวดล้อมในการตรวจวิเคราะห์ ซึ่งอาจดูเป็นรายละเอียดเล็กน้อย แต่มีความสำคัญต่อความแม่นยำและความน่าเชื่อถือของกระบวนการตรวจสอบ

นอกจากงานวิจัยเชิงเทคนิค ยังมีงานที่มองอุตสาหกรรมในระดับระบบ โดย รศ.ดร.ปิติวัฒน์ วัฒนชัย ผู้อำนวยการอุทยานวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอเรื่อง “การขับเคลื่อนระบบนิเวศนวัตกรรมเพื่อยกระดับขีดความสามารถทางการแข่งขันของอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับไทยอย่างยั่งยืนผ่านกลไกอุทยานวิทยาศาสตร์”
ขณะที่ ดร.สิทธิชัย ปริญญานุสรณ์ นำเสนอ “การพัฒนาประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการค้าทองคำแท่งระดับภูมิภาค: การวิเคราะห์กรอบนโยบายและกลยุทธ์การดำเนินงาน” ซึ่งขยายมุมมองจากระดับผลิตภัณฑ์ไปสู่โครงสร้างและศักยภาพของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางทางธุรกิจ
อีกด้านหนึ่ง นายกานต์นที เฟื่องอักษร นำเสนอเรื่อง “ศักยภาพของแหล่งการเรียนรู้ด้านอัญมณีและเครื่องประดับจังหวัดจันทบุรีสู่การพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงวิชาการ” แสดงให้เห็นว่าความรู้ด้านอัญมณีสามารถต่อยอดออกไปนอกภาคการผลิตและการค้า สู่การสร้างคุณค่าด้านการเรียนรู้ การท่องเที่ยว และพัฒนาเศรษฐกิจในพื้นที่ได้เช่นกัน

สิ่งหนึ่งที่น่าสนใจจาก GIT RESEARCH DAY 2026 คือ งานวิจัยจำนวนมากไม่ได้พยายามตอบเพียงคำถามว่า “เรารู้อะไรเพิ่มขึ้น” แต่กำลังตอบคำถามที่สำคัญกว่าในโลกธุรกิจว่า “องค์ความรู้ใหม่นี้ทำให้เราทำอะไรที่แตกต่างจากเดิมได้บ้าง”
ในอุตสาหกรรมที่มีการแข่งขันสูงและต้องรับมือกับทั้งเทคโนโลยีใหม่ ความคาดหวังของผู้บริโภค ข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อม และความต้องการเรื่องความโปร่งใสตลอดห่วงโซ่อุปทาน การลงทุนกับงานวิจัยจึงอาจไม่ได้หมายถึงการลงทุนเพื่อสร้างองค์ความรู้เพียงอย่างเดียว แต่คือการสร้าง ศักยภาพใหม่ให้กับธุรกิจ
ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบแหล่งกำเนิดได้ละเอียดขึ้น การตรวจสอบการปรับปรุงคุณภาพได้แม่นยำขึ้น การสร้างวัสดุหรือกระบวนการใหม่ การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม หรือการนำข้อมูลและ AI มาช่วยในการทำงาน ทั้งหมดสามารถกลายเป็นจุดตั้งต้นของนวัตกรรมและความแตกต่างทางการแข่งขันได้
และนี่อาจเป็นโจทย์สำคัญที่ภาคธุรกิจไทยต้องหันกลับมาให้ความสนใจกับงานวิจัยมากขึ้น เพราะในวันที่การแข่งขันไม่ได้วัดกันเพียงว่า ใครผลิตได้เร็วกว่า ถูกกว่า หรือมากกว่า ความสามารถในการสร้างสิ่งใหม่ที่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ และต่อยอดไปสู่ Inventive Step ที่แข็งแรง อาจเป็นหนึ่งในกุญแจที่จะทำให้อุตสาหกรรมสามารถเติบโตได้อย่างมีคุณค่าและยั่งยืนในระยะยาว



ปรึกษางานด้านการวิจัย เผยแพร่องค์ความรู้ และมาตรฐานอุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับ ได้ที่ ฝ่ายวิจัยและพัฒนามาตรฐาน สถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (องค์การมหาชน) ทางอีเมล rd@git.or.th หรอ โทร. 0 2634 4999 ต่อ 45





