
สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA จัดงาน “CREATIVITY AS CAPITAL: Driving the Next Growth Frontier” ในฐานะ Affiliated Program อย่างเป็นทางการของการประชุม 2026 IMF–World Bank Group Annual Meetings เปิดเวที Policy Forum ในหัวข้อ “Building the Enabling Environment: Policy, Platforms and Incentives for a Competitive Creative Sector” ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ตั้งแต่การพัฒนาระบบการเงินที่ใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นหลักประกัน การส่งเสริมการลงทุนจากต่างประเทศ ไปจนถึงการเชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยกับตลาดโลก
เวทีเสวนาครั้งนี้สะท้อนทิศทางใหม่ของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยที่ต้องก้าวข้ามการมอง “ความคิดสร้างสรรค์” ในฐานะต้นทุนทางวัฒนธรรมเพียงอย่างเดียว ไปสู่การพัฒนา “ทุนสร้างสรรค์” ไปสู่ Creative IP ให้เป็นสินทรัพย์ที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ สามารถดึงดูดเงินลงทุน สร้างงาน และขยายโอกาสทางธุรกิจในตลาดต่างประเทศ โดยงานเสวนาประกอบด้วย ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสํานักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA), คุณณัฐรีย์กร เสฏฐสุภัค นักวิชาการส่งเสริมการลงทุน ระดับชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI), คุณศรีตลา สุตภาคย์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) และคุณมนชนก ธนสันติ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP)
DIP เดินหน้า “IP Finance Ecosystem” เปิดทางใช้ทรัพย์สินทางปัญญาเป็นแหล่งทุน
คุณมนชนก ธนสันติ นักวิชาการพาณิชย์ชำนาญการพิเศษ หัวหน้ากลุ่มส่งเสริมการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์ กรมทรัพย์สินทางปัญญา (DIP) กล่าวว่า ปัจจุบันทรัพย์สินทางปัญญา (Intellectual Property: IP) ถือเป็นสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (Intangible Asset) ที่สามารถนำมาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและต่อยอดทางธุรกิจได้ แต่ผู้ประกอบการและนักสร้างสรรค์จำนวนไม่น้อยยังประสบข้อจำกัดในการเปลี่ยน IP ให้เป็นแหล่งเงินทุนหรือสภาพคล่องสำหรับนำไปพัฒนาธุรกิจ
DIP จึงร่วมมือกับสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาแห่งสหภาพยุโรป (European Union Intellectual Property Office: EUIPO) เพื่อพัฒนา Thailand’s IP Finance Ecosystem โดยนำองค์ความรู้และแนวปฏิบัติจากต่างประเทศมาประยุกต์ใช้กับระบบที่มีอยู่ของประเทศไทย พร้อมกำหนดกรอบและแนวทางการดำเนินงานที่เหมาะสมกับบริบทของไทย โดยคาดว่าจะจัดทำร่างกรอบการดำเนินงานแล้วเสร็จภายในปี 2569 นี้
คุณมนชนก ให้ข้อมูลเพิ่มว่า ปัจจุบันเริ่มเห็นพัฒนาการของการสร้างช่องทางการเงินรูปแบบใหม่สำหรับธุรกิจสร้างสรรค์ เช่น กรณีตลาดทุนที่มีแนวทางสนับสนุนการระดมทุนผ่านโทเคนสำหรับผู้สร้างคอนเทนต์ โดยมีกรณีศึกษาการระดมทุนสำหรับละครมูลค่าประมาณ 200 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม รูปแบบดังกล่าวยังมีรายละเอียดที่ต้องศึกษาและหารือเพิ่มเติม โดยเฉพาะในมุมมองของสถาบันการเงินและการบริหารความเสี่ยง
BOI ชูมาตรการส่งเสริมการลงทุน เปิดทางทุนต่างชาติเข้าสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์
คุณณัฐรีย์กร เสฏฐสุภัค นักวิชาการส่งเสริมการลงทุน ระดับชำนาญการพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) กล่าวว่า BOI ทำงานร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุน รวมทั้งดึงดูดนักลงทุนต่างชาติเข้ามาสู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ไทย ผ่านทั้งมาตรการส่งเสริมการลงทุนที่เป็นสิทธิประโยชน์ด้านภาษีและมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี
สำหรับธุรกิจสร้างสรรค์ มาตรการส่งเสริมการลงทุนที่ไม่ใช่ภาษีถือเป็นหนึ่งในปัจจัยที่สามารถสร้างแรงจูงใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ เช่น การได้รับสิทธิในการถือครองที่ดินภายใต้เงื่อนไขของ BOI รวมถึงการจัดตั้งบริษัทโดยไม่จำเป็นต้องมีหุ้นส่วนชาวไทยในบางกรณี ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับประเภทกิจการและเงื่อนไขที่กำหนด
“BOI ไม่ใช่สถาบันการเงิน แต่เราทำหน้าที่เป็น Gateway สำหรับนักลงทุนต่างชาติ และอำนวยความสะดวกให้นักลงทุนต่างชาติในอุตสาหกรรมสร้างสรรค์อย่างเต็มที่ โดยมุ่งลดอุปสรรคที่อาจทำให้การลงทุนล่าช้า พร้อมส่งเสริมสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม” คุณณัฐรีย์กรกล่าว
World Bank ชี้ส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ไทยโต 2 เท่า โอกาสขยายรายได้จากตลาดโลก
ข้อมูลจาก World Bank Group ชี้ให้เห็นศักยภาพของสินค้าและบริการสร้างสรรค์ไทยในตลาดต่างประเทศ โดยการส่งออกสินค้าสร้างสรรค์ของไทยเพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า จากประมาณ 105,440 ล้านบาทในปี 2002 เป็น 270,000 ล้านบาทในปี 2024
การเติบโตดังกล่าวสะท้อนว่าสินค้าและผลงานสร้างสรรค์ของไทยไม่ได้จำกัดอยู่เพียงตลาดภายในประเทศ แต่ยังมีศักยภาพในการสร้างรายได้จากต่างประเทศ และสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ Global Value Chain ได้มากขึ้น
World Bank Group ยังเสนอแนวทางสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทย ได้แก่ การยกระดับการคุ้มครองและบังคับใช้ทรัพย์สินทางปัญญา การพัฒนาตลาด Licensing และ IP การขยายการเข้าถึงเงินทุนและการลงทุนสำหรับนักสร้างสรรค์ การเพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายและความร่วมมือในตลาดโลก การลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเครื่องมือการผลิตดิจิทัล ตลอดจนการสร้างแบรนด์ประเทศไทยในระดับสากล
CEA วาง Roadmap 3 ระยะ ดัน IP จากต้นน้ำสู่ธุรกิจระดับโลก
ดร. ชาคริต พิชญางกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ กล่าวว่า การผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยในระยะต่อไปจำเป็นต้องเปลี่ยนจากการสนับสนุนรายโครงการ ไปสู่การสร้างระบบที่ช่วยให้ธุรกิจสามารถเติบโต ขยายตลาด และระดมทุนได้อย่างต่อเนื่อง โดย CEA ให้ความสำคัญกับ 3 เรื่องหลัก
นอกจากนี้ CEA วางแนวทางการขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยเป็น 3 ระยะ เพื่อสร้างระบบที่ทำให้ Creative IP สามารถเติบโตจากผลงานสร้างสรรค์ไปสู่สินทรัพย์และธุรกิจที่สร้างมูลค่าได้
“แม้เศรษฐกิจสร้างสรรค์จะมีมูลค่าสูง แต่ยังมีโอกาสอีกมากในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้น ที่ผ่านมา ภาครัฐมีการสนับสนุนงบประมาณเพื่อดำเนินโครงการจำนวนมาก แต่โจทย์ต่อไปคือการมีเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยสนับสนุนการขยายธุรกิจ (Business Scaling) ไม่ใช่เฉพาะการสนับสนุนให้เกิดโครงการ รวมถึงการทำให้ IP สามารถเป็นแหล่งเงินทุน และการพัฒนาบุคลากรควบคู่กันไป” ดร. ชาคริต กล่าว
DITP ชี้คอนเทนต์ไทยได้รับการตอบรับในตลาดเอเชีย เร่งผู้ประกอบการสร้างรายได้จาก IP
คุณศรีตลา สุตภาคย์ หัวหน้ากลุ่มพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมดิจิทัลคอนเทนต์ กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า คอนเทนต์ไทยได้รับการตอบรับที่ดีในตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะ จีน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น สะท้อนว่าทิศทางการส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของภาครัฐกำลังเดินมาถูกทาง และตลาดต่างประเทศยังมีโอกาสเติบโตอีกมาก อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญของผู้ประกอบการ SMEs ไทยไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์หรือผลงานที่มีคุณภาพ แต่คือการเปลี่ยนผลงานเหล่านั้นให้สามารถสร้างรายได้และเติบโตเป็นธุรกิจได้จริง ผู้ประกอบการจึงจำเป็นต้องศึกษาและเข้าใจตลาดเป้าหมาย เพื่อพัฒนารูปแบบธุรกิจ (Business Model) ให้เหมาะสมกับความต้องการของตลาด
พร้อมกันนี้ ผู้ประกอบการควรมองไกลกว่าการจำหน่ายผลงานแต่ละชิ้น และให้ความสำคัญกับการพัฒนา ทรัพย์สินทางปัญญาของตนเอง เพื่อสร้างสินทรัพย์ที่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ บริการ Licensing หรือธุรกิจรูปแบบใหม่ และสร้างรายได้ในระยะยาว
เวที “Building the Enabling Environment: Policy, Platforms and Incentives for a Competitive Creative Sector” จึงสะท้อนโจทย์สำคัญของการยกระดับเศรษฐกิจสร้างสรรค์ไทยในระยะต่อไป เพื่อเปลี่ยน Creative IP ให้เป็นสินทรัพย์ที่สามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและดึงดูดเงินลงทุน พร้อมผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Creative Nation ที่สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก





