
ไฮล์ เทรลเลอร์ เอเซีย (Heil Trailer Asia) เปิดแผนกลยุทธ์ 3 ปี มุ่งขยายตลาดต่างประเทศ เพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ และยกระดับบริการครบวงจรตลอดอายุการใช้งาน พร้อมต่อยอดประเทศไทยสู่ศูนย์กลางธุรกิจในภูมิภาค เนื่องในโอกาสครบรอบ 30 ปีในไทย และ 125 ปีแห่งมรดกทางวิศวกรรมระดับโลก
ไฮล์ เทรลเลอร์ เอเซีย (Heil Trailer Asia) ผู้ผลิตแท็งก์และรถกึ่งพ่วงขนส่งสินค้าเฉพาะทาง การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยครบ 30 ปี ประกาศทิศทางเชิงกลยุทธ์ดังกล่าวในงาน 125th Anniversary Industry Forum ภายใต้แนวคิด “Built in Asia, Trusted Globally” พร้อมเปิดแผนธุรกิจปี 2570–2572 ตั้งเป้าการเติบโต 10–15% ภายในระยะเวลา 3 ปี และผลักดันสัดส่วนรายได้จากการส่งออกให้มากกว่า 50% ของรายได้รวม ผ่าน 3 กลยุทธ์ ได้แก่ Diversification, Expansion และ Growth เพื่อเพิ่มความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ ขยายตลาดต่างประเทศ และพัฒนาระบบบริการที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในระยะยาว

30 ปีในไทย จากฐานการผลิตสู่ศูนย์กลางยุทธศาสตร์
นิโคลัส หลิง ประธาน บริษัท ไฮล์ เทรลเลอร์ เอเซีย กล่าวว่า นับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทในประเทศไทยเมื่อปี 2539 บริษัทได้พัฒนาศักยภาพด้านการผลิตและวิศวกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยผสานองค์ความรู้จากกลุ่มบริษัทระดับโลกเข้ากับทักษะของบุคลากรและความแข็งแกร่งของห่วงโซ่อุปทานในประเทศ ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานหลักในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผลิตแท็งก์และรถกึ่งพ่วงจากอะลูมิเนียมและสแตนเลส สำหรับขนส่งน้ำมัน ก๊าซ ปิโตรเคมี เคมีภัณฑ์ ผลิตภัณฑ์เกรดอาหาร และสินค้าเทกอง รองรับตลาดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียเหนือ ตะวันออกกลาง โอเชียเนีย และภูมิภาคอื่นๆ
ตลอด 30 ปีที่ผ่านมา ไทยไม่ได้เป็นเพียงฐานผลิต แต่ยังเป็นศูนย์กลางในการพัฒนาความเชี่ยวชาญและสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าในภูมิภาค บริษัทจึงต้องการต่อยอดศักยภาพดังกล่าว เพื่อเพิ่มบทบาทของไทยในฐานะศูนย์กลางด้านการผลิต วิศวกรรม และการดำเนินธุรกิจสำหรับตลาดต่างประเทศ

นิโคลัสกล่าวว่า “เป้าหมายในอีก 3 ปีข้างหน้าของเราคือ การนำศักยภาพและความสัมพันธ์ทางธุรกิจที่ได้สั่งสมมาในประเทศไทย มาต่อยอดเป็นโอกาสการเติบโตในตลาดต่าง ๆ ที่เราดำเนินธุรกิจอยู่”
3 กลยุทธ์ขับเคลื่อนการเติบโต Diversification–Expansion–Growth
ภายใต้แผนธุรกิจปี 2570–2572 Heil Trailer Asia มุ่งสร้างการเติบโตจากทั้งตลาดเดิมและตลาดใหม่ ลดการพึ่งพาธุรกิจขนส่งน้ำมันและก๊าซเพียงอย่างเดียว พร้อมเพิ่มความสามารถในการแข่งขันผ่าน 3 กลยุทธ์หลัก ได้แก่
Diversification ขยายธุรกิจสู่อุตสาหกรรมใหม่ บริษัทเตรียมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านการผลิตแท็งก์และรถกึ่งพ่วง ไปสู่การขนส่งเชื้อเพลิงอากาศยาน อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ ระบบระบายความร้อนสำหรับศูนย์ข้อมูล (Data Center) และการขนส่งสินค้าในอุตสาหกรรมเฉพาะทางอื่นๆ หนึ่งในแผนที่เริ่มดำเนินการแล้วคือการจัดหาเครื่องจักรและอุปกรณ์ใหม่ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการผลิตถังขนส่งเชื้อเพลิงแบบ Low-Profile Tank สำหรับใช้งานในสนามบิน โดยมีเป้าหมายขยายตลาดสหราชอาณาจักร ยุโรป และตะวันออกกลาง
สำหรับอุตสาหกรรมป้องกันประเทศ นิโคลัสเปิดเผยว่า กลุ่มบริษัทแม่ในสหรัฐอเมริกามีประสบการณ์ในการจัดหาอุปกรณ์ขนส่งและจัดเก็บเชื้อเพลิงให้กองทัพและหน่วยงานภาครัฐ ซึ่งสามารถนำองค์ความรู้และเทคโนโลยีมาต่อยอดในฐานการผลิตประเทศไทย เพื่อรองรับโอกาสจากหน่วยงานด้านความมั่นคงในไทยและประเทศอาเซียน
อย่างไรก็ตาม ธุรกิจดังกล่าวมีลักษณะเป็นโครงการ จึงไม่สามารถคาดการณ์ยอดขายประจำปีได้แน่นอน โดยผู้บริหารประเมินว่าอาจมีสัดส่วนประมาณ 7–8% ขึ้นอยู่กับโครงการและคำสั่งซื้อที่เกิดขึ้นจริง
ด้าน เจค แรดิช ประธานและประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายปฏิบัติการ EnTrans International เปิดเผยว่า ธุรกิจป้องกันประเทศมีสัดส่วนมากกว่า 35% ของรายได้ปัจจุบันของกลุ่มธุรกิจในสหรัฐฯ ขณะที่กลุ่มบริษัทมีงานในมือมูลค่ามากกว่า 1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ครอบคลุมงานด้านกองทัพ ภาครัฐ การบินและอวกาศ และการขนส่งอุตสาหกรรมหนัก ซึ่งมีกรอบการดำเนินโครงการต่อเนื่องในระยะยาว
Expansion ขยายตลาดต่างประเทศ ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ สหราชอาณาจักร และยุโรป เป็นตลาดเป้าหมายสำคัญในช่วง 3 ปีข้างหน้า โดยบริษัทเตรียมเพิ่มปริมาณการขายผ่านตลาดใหม่ พร้อมแต่งตั้งพันธมิตรทางธุรกิจและผู้จัดจำหน่ายรายใหม่ในแอฟริกาและยุโรป
“บริษัทให้ความสำคัญกับการขยายตลาดออสเตรเลียและนิวซีแลนด์มากขึ้น ขณะที่สหราชอาณาจักรและยุโรปมีโอกาสเติบโตจากผลิตภัณฑ์สำหรับขนส่งเชื้อเพลิงอากาศยาน การกระจายตลาดจึงเป็นส่วนหนึ่งของการรับมือกับความไม่แน่นอนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง” นิโคลัส กล่าว
Growth เพิ่มประสิทธิภาพและสร้างความสัมพันธ์ระยะยาว นอกจากเพิ่มตลาดและขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ บริษัทจะพัฒนาขีดความสามารถด้านการผลิต วิศวกรรม และบุคลากร พร้อมยกระดับบริการหลังการขาย เพื่อเปลี่ยนบทบาทจากผู้ผลิตสินค้าไปสู่พันธมิตรที่ดูแลลูกค้าตลอดอายุการใช้งานของผลิตภัณฑ์ แนวทางดังกล่าวครอบคลุมบริการอะไหล่ การตรวจเช็ก การซ่อมบำรุง และการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ซึ่งช่วยลดระยะเวลาหยุดใช้งานอุปกรณ์และเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุนของผู้ประกอบการขนส่ง
เปิดศูนย์ PSRC ศรีราชา เสริมบริการหลังการขาย
หนึ่งในการลงทุนสำคัญคือการเปิด Sriracha Parts, Service and Repair Center (PSRC) ในจังหวัดชลบุรี เพื่อรองรับลูกค้าในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) และพื้นที่อุตสาหกรรมใกล้เคียง โดยให้บริการอะไหล่แท้ การตรวจเช็ก งานซ่อมบำรุงตามมาตรฐาน และการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน

เจค แรดิช กล่าวว่า การลงทุนในศูนย์บริการศรีราชาเกิดจากความเข้าใจว่าลูกค้าต้องการการสนับสนุนตลอดอายุการใช้งานของอุปกรณ์ ไม่ใช่เพียงการซื้อผลิตภัณฑ์ครั้งเดียว การเข้าถึงอะไหล่แท้และงานซ่อมบำรุงที่ได้มาตรฐานจะช่วยลดระยะเวลาหยุดดำเนินงาน เพิ่มความน่าเชื่อถือของฟลีทรถ และสนับสนุนความสามารถในการทำกำไรของผู้ประกอบการขนส่ง บริษัทจึงมองว่าบริการหลังการขายมีบทบาททั้งในการรักษาฐานลูกค้าเดิมและสร้างโอกาสทางธุรกิจระยะยาว โดยมีแผนขยายเครือข่ายบริการไปยังภาคเหนือและภาคใต้ เพื่อให้ลูกค้าเข้าถึงบริการด้านเทคนิค อะไหล่ และงานบำรุงรักษาได้สะดวกยิ่งขึ้น ทั้งนี้ บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยเป้าหมายสัดส่วนรายได้จากธุรกิจบริการหลังการขายเป็นตัวเลขที่ชัดเจน
รับมือยุค EV พร้อมต่อยอดโอกาส Data Center
การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าเป็นอีกหนึ่งความท้าทายที่บริษัทเตรียมรองรับ นิโคลัสเปิดเผยว่า Heil Trailer Asia มีการออกแบบรถกึ่งพ่วงและถังขนส่งให้สามารถใช้งานร่วมกับหัวลากไฟฟ้า (Electric Truck Tractor) แล้ว โจทย์สำคัญคือแบตเตอรี่ที่ทำให้หัวลากไฟฟ้ามีน้ำหนักมากกว่ารถบรรทุกเครื่องยนต์ดีเซลทั่วไป การออกแบบรถกึ่งพ่วงจึงต้องให้ความสำคัญกับการกระจายน้ำหนักและการรองรับน้ำหนักบรรทุกรวม บริษัทมีความร่วมมือกับผู้ผลิตรถบรรทุก ได้แก่ Scania, Volvo, Isuzu และ Iveco เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ทำงานร่วมกันได้ และนำเสนอโซลูชันการขนส่งแบบครบวงจรแก่ลูกค้าในตลาดต่างประเทศ
ขณะเดียวกัน Data Center เป็นอีกหนึ่งตลาดที่กลุ่มบริษัทให้ความสำคัญ โดยเจคเปิดเผยว่า ธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับ Data Center ของกลุ่มบริษัทในสหรัฐฯ มีอัตราการเติบโตประมาณ 9–10% ต่อปี สูงกว่าอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่ผู้บริหารใช้อ้างอิงประมาณ 3.5% โอกาสดังกล่าวครอบคลุมตั้งแต่การขนส่งอุปกรณ์ก่อสร้าง การพัฒนาถนนและโครงสร้างพื้นฐาน ไปจนถึงถังที่ใช้ในระบบระบายความร้อนและ Cooling Tower ของศูนย์ข้อมูล จึงเป็นอีกช่องทางเพิ่มโอกาสทางธุรกิจนอกเหนือจากตลาดขนส่งน้ำมันและก๊าซ
ยกระดับฐานผลิตไทย สู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรมโลก
ในระยะ 3–5 ปีข้างหน้า Heil Trailer Asia มุ่งเพิ่มศักยภาพด้านวิศวกรรม การผลิต เทคโนโลยี และบุคลากรในประเทศไทย ควบคู่กับการขยายช่องทางจำหน่ายและเครือข่ายบริการ พร้อมอาศัยความร่วมมือกับพันธมิตรระดับนานาชาติ ได้แก่ SHANGHAI EASY ALUMINUM INDUSTRY, HENDRICKSON, BPW, FUWA, OPW, LIQUIP และ DESEINOR ซึ่งสนับสนุนองค์ความรู้ด้านวัสดุอะลูมิเนียมน้ำหนักเบา ระบบช่วงล่าง ชุดล้อ และระบบความปลอดภัย
เครือข่ายพันธมิตรดังกล่าวช่วยเพิ่มความสามารถในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้แข็งแรง ทนทาน และเหมาะกับการขนส่งเฉพาะทางในแต่ละอุตสาหกรรม แม้บริษัทยังไม่ได้เปิดเผยวงเงินลงทุนรวมในช่วง 3–5 ปี หรือเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตเป็นตัวเลข แต่การลงทุนเครื่องจักรสำหรับผลิตภัณฑ์ใหม่ การพัฒนาศูนย์บริการ และการขยายพันธมิตรในต่างประเทศ สะท้อนทิศทางการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของฐานการผลิตไทย

“ตลอดระยะเวลา 125 ปีที่เราได้สั่งสมรากฐานและความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรม และ 30 ปีของการดำเนินธุรกิจในประเทศไทยทำให้เรามีความเข้าใจและความเชี่ยวชาญในตลาดท้องถิ่น ซึ่งเป็นจุดแข็งสำคัญที่จะช่วยผลักดันให้เราก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในผู้นำที่แข็งแกร่งของภูมิภาค วันนี้ นับเป็นโอกาสของเราที่หลอมรวมจุดแข็งทั้งสองนี้เข้าด้วยกัน และต่อยอดจากมรดกอันยาวนานที่สุดแห่งหนึ่งในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างมูลค่าที่มากยิ่งขึ้นให้แก่ลูกค้าของเราในอนาคต” นิโคลัส หลิง กล่าวสรุป
การก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 4 ในประเทศไทยของ Heil Trailer Asia จึงไม่ใช่เพียงการขยายกำลังผลิตหรือเพิ่มยอดส่งออก แต่เป็นการยกระดับบทบาทจากผู้ผลิตรถกึ่งพ่วงและแท็งก์ขนส่งเฉพาะทาง สู่ผู้ให้บริการโซลูชันการขนส่งครบวงจรที่เชื่อมโยงทั้งผลิตภัณฑ์ เทคโนโลยี และบริการ
ภายใต้แนวคิด “Built in Asia, Trusted Globally” ประเทศไทยจะยังคงเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจสู่ตลาดโลก โดยบริษัทตั้งเป้านำความเชี่ยวชาญที่สั่งสมมายาวนานมาต่อยอดสู่โอกาสใหม่ และสร้างการเติบโตในอุตสาหกรรมขนส่งที่กำลังเปลี่ยนแปลง





