
LV The Place Bangkok ณ เกษรอัมรินทร์ ขยายประสบการณ์นิทรรศการ Visionary Journeys พาสำรวจมรดกและความคิดสร้างสรรค์ของหลุยส์ วิตตอง พร้อมร่วมมือกับ Bangkok Art Biennale เปิดพื้นที่ให้ศิลปินไทยถ่ายทอดมุมมองการเดินทางผ่านผลงานศิลปะร่วมสมัยหมุนเวียน
สำหรับแบรนด์ลักชัวรี นิทรรศการเป็นอีกช่องทางในการถ่ายทอดคุณค่าที่อยู่เบื้องหลังสินค้า ทั้งประวัติศาสตร์ แนวคิดการออกแบบ และความเชี่ยวชาญของช่างฝีมือ การปรับโฉม Visionary Journeys ครั้งนี้จึงน่าสนใจทั้งในฐานะพื้นที่เรียนรู้เรื่องราวของหลุยส์ วิตตอง และการสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมแบรนด์เข้ากับผู้ชมผ่านศิลปะ

LV The Place Bangkok เปิดตัวเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2567 โดยรวมพื้นที่นิทรรศการ คาเฟ่ และร้านค้าไว้ในจุดหมายเดียวกัน ก่อนต่อยอดในเดือนตุลาคม 2569 ด้วยการขยายประสบการณ์ Visionary Journeys ซึ่งออกแบบพื้นที่จัดแสดงร่วมกับ โชเฮ ชิเงมัตสึ (Shohei Shigematsu) พาร์ตเนอร์แห่ง OMA พร้อมเพิ่มผลงานศิลปะร่วมสมัยและปรับเส้นทางเยี่ยมชมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น
จากทรังก์ 96 ใบ สู่ประตูแห่งการเดินทาง
จุดเริ่มต้นของนิทรรศการอยู่ที่ Trunkscape ผลงานศิลปะจัดวางเชิงสถาปัตยกรรมที่ประกอบจากทรังก์ลายโมโนแกรม 96 ใบ เรียงตัวเป็นโครงสร้างขนาดใหญ่ เปรียบเสมือนประตูพาผู้ชมเข้าสู่โลกแห่งการเดินทางของหลุยส์ วิตตอง
ในบทใหม่นี้ Trunkscape ยังทำหน้าที่เป็นพื้นที่แลกเปลี่ยนมุมมองทางศิลปะ โดยนำเสนอผลงานวิดีทัศน์แบบอิมเมอร์ซิฟรอบโครงสร้างทรังก์ เปิดโอกาสให้ศิลปินไทยร่วมตีความเรื่องราวการเดินทางผ่านภาษาสร้างสรรค์ของตนเอง

ศิลปินไทยร่วมตีความความทรงจำและจินตนาการ
หลุยส์ วิตตอง ร่วมมือกับ Bangkok Art Biennale ภายใต้การดูแลของภัณฑารักษ์ พิรวุฒิ โปษยานนท์ และอดุลญา ฮุนตระกูล เชิญศิลปินไทย 3 คน ได้แก่ นักรบ มูลมานัส ณิชชา โตทอง และไทกิ ศักดิ์พิสิษฐ์ สร้างสรรค์ผลงานสำหรับพื้นที่แห่งนี้โดยเฉพาะ
ผลงานนำเสนอภายใต้แนวคิด “อนาคตแห่งการเดินทาง — ระหว่างความทรงจำและจินตนาการ” เชื่อมแนวคิดศิลปะแห่งการเดินทางของหลุยส์ วิตตองเข้ากับมุมมองของแวดวงศิลปะร่วมสมัยไทย โดยศิลปินจะผลัดเปลี่ยนกันนำเสนอผลงาน เพื่อให้ผู้ชมกลับมาค้นพบประสบการณ์ใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง
ผลงานแรกเป็นของ “นักรบ มูลมานัส” จัดแสดงตั้งแต่เดือนตุลาคม 2569 ถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2570 ถ่ายทอดเรื่องราวผ่านศิลปะคอลลาจที่ผสานศิลปะตะวันตกแนวคลาสสิก วัฒนธรรมภาพของไทย และภาพทางประวัติศาสตร์ เข้าด้วยกันในรูปแบบวิดีทัศน์อิมเมอร์ซิฟ

สำรวจรากฐานงานฝีมือ ก่อนเชื่อมสู่แฟชั่นร่วมสมัย
จาก Trunkscape ผู้ชมจะเข้าสู่ห้อง Origins ซึ่งเล่าจุดเริ่มต้นของหลุยส์ วิตตอง ผ่านเอกสารจดหมายเหตุ ทรังก์เก่าแก่ และแคนวาสลวดลายสำคัญ สะท้อนพัฒนาการจากผู้เชี่ยวชาญด้านการบรรจุสัมภาระและการทำทรังก์ สู่แบรนด์ที่ขับเคลื่อนด้วยความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม
ชิ้นงานที่น่าสนใจ ได้แก่ Canteen Trunk ปี 1895 ทรังก์ทองแดงสำหรับบรรจุชุดช้อนส้อม Picnic Trunk ปี 1909 ที่ออกแบบสำหรับการพักผ่อนกลางแจ้ง และ Library Trunk ปี 1932 สำหรับจัดเก็บหนังสือและอุปกรณ์เครื่องเขียน แต่ละชิ้นเผยให้เห็นการออกแบบที่ตอบรับวิถีชีวิตและความต้องการของนักเดินทางในแต่ละยุค
ห้อง Asnières ซึ่งนำเสนอเป็นครั้งแรกในกรุงเทพฯ พาผู้ชมทำความรู้จักบ้านประจำตระกูลวิตตองและเวิร์กช็อปที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1859 ย่านชานกรุงปารีส สถานที่ซึ่งเป็นทั้งแหล่งสร้างสรรค์ผลงานและพื้นที่ถ่ายทอดองค์ความรู้ด้านงานฝีมือจากรุ่นสู่รุ่น
ขณะที่ห้อง Workshop เปิดมุมมองเบื้องหลังการทำงาน ตั้งแต่กระบวนการพัฒนาชิ้นงานจนถึงขั้นตอนอันละเอียดประณีต พร้อมการสาธิตที่เปิดให้ผู้ชมสัมผัสความเชี่ยวชาญของช่างฝีมืออย่างใกล้ชิด

บทสนทนาระหว่างศิลปะกับแฟชั่น
ห้อง Collaborations นำเสนอความร่วมมือกับศิลปินที่เข้ามาตีความเอกลักษณ์ของหลุยส์ วิตตองในมุมใหม่ อาทิ Stephen Sprouse, Takashi Murakami และ Yayoi Kusama ควบคู่กับการออกแบบพื้นที่จัดแสดงแบบดิจิทัลอิมเมอร์ซิฟ ถ่ายทอดการแลกเปลี่ยนระหว่างโลกศิลปะกับแฟชั่น
ส่วนห้อง Fashion รวบรวมเสื้อผ้า เครื่องหนัง รองเท้า และแอกเซสซอรี ผ่านวิสัยทัศน์ของนักออกแบบที่มีบทบาทต่อแบรนด์ เช่น Marc Jacobs, Nicolas Ghesquière, Virgil Abloh และ Pharrell Williams แสดงให้เห็นว่ามรดกของหลุยส์ วิตตองถูกนำมาตีความต่ออย่างไรในแฟชั่นร่วมสมัย
เส้นทางนิทรรศการปิดท้ายที่ห้อง Souvenirs พื้นที่อินเทอร์แอกทีฟซึ่งเปิดโอกาสให้ผู้ชมรับของที่ระลึก เพื่อเก็บความทรงจำจากการเดินทางครั้งนี้

เล่าเรื่องแบรนด์ผ่านประสบการณ์ที่กลับมาค้นพบได้
ในมุมการตลาด Visionary Journeys ช่วยทำให้ประวัติศาสตร์และความเชี่ยวชาญของแบรนด์เป็นเรื่องที่ผู้ชมสัมผัสได้ ผ่านชิ้นงานจริง กระบวนการทำงาน และการออกแบบพื้นที่ ขณะที่การเชิญศิลปินไทยร่วมสร้างสรรค์ผลงาน ช่วยเชื่อมเรื่องราวระดับโลกเข้ากับบริบทของพื้นที่จัดแสดงในกรุงเทพฯ
การหมุนเวียนผลงานยังสร้างเหตุผลให้ผู้ชมกลับมาเยือน เมื่อรวมกับ Le Café Louis Vuitton และร้านค้าในพื้นที่เดียวกัน จึงเปิดโอกาสให้ผู้คนใช้เวลากับแบรนด์ผ่านกิจกรรมที่หลากหลาย ตั้งแต่การชมศิลปะ เรียนรู้งานฝีมือ ไปจนถึงประสบการณ์อาหารและการเลือกซื้อสินค้า
บทใหม่ของ LV The Place Bangkok จึงสะท้อนการใช้พื้นที่ทางวัฒนธรรมเพื่อถ่ายทอดตัวตนของแบรนด์ พร้อมสร้างความสัมพันธ์กับผู้ชมผ่านเรื่องราวที่พัฒนาและค้นพบใหม่ได้อย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลการเข้าชม
นิทรรศการ Visionary Journeys ตั้งอยู่ที่ LV The Place Bangkok ศูนย์การค้าเกษรอัมรินทร์ เปิดเวลา 10.00–20.00 น. สอบถามรายละเอียดและตรวจสอบการจองเข้าชม โทร. 1800-01-1112





