การดูแลสุขอนามัยพื้นที่ อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ด้วยศูนย์ปฐมพยาบาลของคนในชุมชน
15 Feb 2021

 

เพราะความเจ็บป่วยเป็นเรื่องที่รอไม่ได้และความเร่งด่วนของคนเราไม่เท่ากัน “ศูนย์ปฐมพยาบาล” อาจจะดูไม่มีความจำเป็นเท่าไรนัก หากเราอยู่อาศัยในเขตเมืองหรือชุมชนใหญ่ แต่สำหรับบางพื้นที่ที่ห่างไกลออกไปอีกหลายแห่งทั่วประเทศ ศูนย์ปฐมพยาบาลของชุมชนคือที่พึ่งพาแห่งแรกยามเจ็บป่วย เพราะอาการเจ็บป่วยเพียงเล็กน้อย อาจนำไปสู่อันตรายถึงชีวิตได้หากไม่ได้รับการปฐมพยาบาลเบื้องต้น หรือได้รับความรู้ในการใช้ยาและดูแลตัวเองอย่างถูกวิธี

 

แม้ศูนย์ปฐมพยาบาลจะมีบทบาทสำคัญอย่างมากในชุมชน แต่ก็มีหลายแห่งที่ถูกทิ้งร้างว่างเปล่า ในขณะที่บางแห่งก็มีความแออัดดูแลผู้ป่วยได้ไม่เพียงพอกับความต้องการไม่มีแม้แต่ยาสามัญประจำบ้านเพื่อบรรเทาอาการเจ็บป่วยเบื้องต้น ดังนั้น การจะสร้างศูนย์พยาบาลที่เหมาะสมกับการใช้งาน และเหมาะสมกับชุมชนจึงต้องประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง

ดังตัวอย่างกรณีศึกษาความสำเร็จของศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชน โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี) อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี ซึ่งเป็นหนึ่งในรูปธรรมของการดำเนินงานสร้างสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีต่อผู้คนในสังคม ตามนโยบายการดำเนินงานตลอด 20 ปี ของมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย ที่ได้ร่วมมือกับมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยในการแสวงหาพื้นที่ที่มีความจำเป็น เหมาะสม และมีความพร้อม เพื่อสร้างศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชนแห่งนี้เป็นแห่งแรกเมื่อปี 2562 ด้วยเป้าหมายนอกจากจะเป็นพื้นที่สำหรับการรักษาพยาบาลเบื้องต้นแล้ว ยังเป็นสถานที่ให้ความรู้ด้านสุขอนามัยของคนในชุมชน

 

 

จำเป็นแต่ขาดแคลน เป็น Pain Point สำคัญ        

นายเปลว ปุริสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี) เล่าถึงปัญหาความขาดแคลน ก่อนจะมีการสร้างศูนย์ปฐมพยาบาลฯ แห่งนี้ว่า “ก่อนหน้านี้โรงเรียนมีห้องพยาบาลซึ่งมีเพียง 1 เตียง อุปกรณ์การรักษาและยาก็มีไม่มาก ในขณะที่เรามีนักเรียนจำนวน 302 คน ที่เป็นทั้งชาวไทยและกลุ่มชนกะเหรี่ยงเผ่าโปว์ เมื่อเด็กๆ เกิดอุบัติเหตุหรือมีอาการเจ็บป่วยจึงไม่สามารถดูแลได้ทั่วถึง มีโรงพยาบาลใหญ่คือโรงพยาบาลสวนผึ้ง ซึ่งอยู่ห่างจากชุมชน ในระยะทางไป-กลับกว่า 60 กิโลเมตร ผู้ปกครองไม่มีรถในการพาเด็กๆ ไปหาหมอ และเนื่องจากโรงเรียนตั้งอยู่ในป่า จึงพบปัญหาไข้เลือดออกสูง โดยในปี 2557 พบผู้ป่วยไข้เลือดออกสูงเป็นอันดับ 4 ของประเทศ นอกจากนี้ยังมีการตรวจพบโรคมาลาเรีย และโรคชิคุนกุนยาด้วย 

“เมื่อปี 2562 ทางมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยและมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทยได้เข้ามาร่วมพูดคุยถึงแนวทางการแก้ปัญหาดังกล่าว พร้อมมอบศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชน (Pfizer First-aid Center) ให้กับโรงเรียนจนถึงตอนนี้เป็นระยะเวลา 1 ปีกว่า เห็นได้ชัดเจนว่า สุขภาพอนามัยของเด็กนักเรียนดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพราะช่วยเรื่องการดูแลรักษาได้ทันท่วงทีแต่หากเด็กมีอาการหนักโรงเรียนจะรีบติดต่อไปที่ รพ.สต. ให้เข้ามาช่วยดูแล”

 

 

ตอบโจทย์ชุมชนและคนรักษา     

นางสาวรุ่งลาวัลย์ ทองลิ่ม พยาบาลวิชาชีพชำนาญการ รพ.สต.บ้านบ่อหวี เล่าว่า “ศูนย์ปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำให้การบริหารจัดการด้านสุขภาพนักเรียนของเจ้าหน้าที่พยาบาลจาก รพ.สต.สะดวกมากขึ้นเมื่อจะต้องลงพื้นที่ โดยเฉพาะในสถานการณ์ของโควิด-19 จากเดิมที่ต้องเดินตรวจตามห้องเรียนทำให้รบกวนเวลาเรียนของห้องใกล้เคียง ก็สามารถตรวจสุขภาพนักเรียนได้ทีละห้องอย่างเป็นระเบียบในสถานที่ที่เหมาะสม นอกจากนี้การมีศูนย์ฯ นั้นช่วยแบ่งเบาปริมาณคนไข้ของ รพ.สต.ได้มาก สำหรับคนไข้ที่ไม่ได้มีอาการหนัก อย่างโรคทางเดินหายใจหรือไข้หวัด การประสบอุบัติเหตุเพียงเล็กน้อย และโรคผิวหนังที่มักจะเกิดขึ้นกับเด็กๆ คุณครูประจำศูนย์ปฐมพยาบาลจะสามารถช่วยดูแลได้ก่อน ซึ่งที่นี่มีเตียงคนไข้ 4 เตียง ยาสามัญประจำบ้าน และเครื่องมือปฐมพยาบาลเบื้องต้น ทำให้ไม่ต้องเสียเวลาเดินทางมาที่โรงพยาบาลที่ในแต่ละวันมีคนไข้จำนวนมาก”

 

 

เข้าถึงและทั่วถึง

การสร้างศูนย์ปฐมพยาบาลที่โรงเรียนแห่งนี้ ทำให้นักเรียนในโรงเรียนสามารถเข้าถึงปฐมพยาบาลได้อย่างทันท่วงที ดังที่ ด.ญ. พรทิพา โฉมยง หรือน้องมายด์ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เช่นเดียวกัน เล่าถึงการใช้ศูนย์ฯ ว่า

“เมื่อก่อนมักจะได้รับบาดเจ็บจากการเล่นกีฬาอยู่บ่อยครั้ง ทำให้ต้องมาที่ห้องพยาบาลโดยมีคุณครูทำแผลให้เบื้องต้น แต่จะพบปัญหายารักษาที่ไม่เพียงพอ รวมถึงเตียงนอนพักฟื้นที่มีไว้สำหรับคนที่มีอาการหนักมาก เพราะมีแค่เตียงเดียวทำให้ต้องเดินทางกลับไปรักษาตัวต่อที่บ้านซึ่งมีระยะทางไกลจากโรงเรียนมากและไม่มีคนคอยดูแลที่บ้านเพราะผู้ปกครองออกไปทำงาน ต่างจากปัจจุบันที่มีศูนย์ปฐมพยาบาลขนาดใหญ่ พร้อมยารักษาและอุปกรณ์ที่เพียงพอ ทำให้สามารถรักษาตัวที่นี่ได้เลย”

ไม่เพียงแต่นักเรียนที่ได้รับประโยชน์เท่านั้น เพราะด้วยความที่โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี) ตั้งอยู่ใกล้ชายแดนไทยพม่า ศูนย์ปฐมพยาบาลแห่งนี้ จึงมีผู้ปกครองนักเรียนที่เป็นชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงมาใช้บริการยามเจ็บไข้ได้ป่วย

 

 

ด.ญ. ลลิตา คำภาวะ หรือ น้องวี่  นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เล่าว่า “มาใช้ศูนย์ปฐมพยาบาลเวลามีอาการปวดหัว เป็นไข้ โดยได้ครูประจำห้องพยาบาลคอยดูแล เพียงพอต่อความต้องการมากขึ้น ไม่เพียงแค่เพื่อนๆ ที่เป็นนักเรียนไทยเท่านั้น แต่เพื่อนๆที่มีผู้ปกครองเป็นชาวไทยกะเหรี่ยง ก็มักจะมาขอยาสามัญจากศูนย์ปฐมพยาบาลแห่งนี้ไปให้ครอบครัวเวลาเจ็บป่วย เพราะไม่สามารถไปใช้สิทธิ์การรักษาในโรงพยาบาลได้ นอกจากมีอาการหนักจริงๆ จึงจะยอมไปโรงพยาบาล”

การสร้างศูนย์ปฐมพยาบาล ณ พื้นที่แห่งนี้ที่สามารถให้บริการแก่คนไทยในพื้นที่และชาวไทยเชื้อสายกะเหรี่ยงที่อาศัยอยู่จำนวนมากจึงมีคุณค่าต่อผู้ที่ขาดโอกาสเข้าถึงการดูแลสุขอนามัยโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ

 

 

คุณค่าที่มากกว่าห้องพยาบาล       

ศูนย์ปฐมพยาบาลแห่งนี้ไม่ได้เป็นเพียงห้องพยาบาลเท่านั้น แต่ยังถูกใช้เป็นสถานที่ตรวจสุขภาพของเด็กๆ รวมถึงจัดกิจกรรมให้ความรู้ในเรื่องการดูแลสุขภาพอนามัย โดยทาง รพ.สต.จะมาให้ความรู้ที่ มุ่งเน้นสร้างพฤติกรรมการป้องกันโรคให้เป็นอุปนิสัย อาทิ สวมหน้ากากอนามัยเป็นประจำทุกวัน ล้างมือทุกครั้งที่สัมผัสสิ่งของ ก่อนและหลังรับประทานอาหาร ซึ่งนักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้รับไปบอกต่อให้ผู้ปกครองได้รู้ถึงวิธีในการดูแลตัวเองด้วย โดยในอนาคตจะมีการสร้างบุคลากรที่สามารถให้ความรู้ รวมถึงการพัฒนาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ส่งเสริมด้านสุขภาพอนามัยให้แก่คนในชุมชนเพิ่มเติมต่อไป

นอกจากนี้ ศูนย์ปฐมพยาบาลแห่งนี้ นับเป็นตัวแทนของความร่วมมือจากหลายภาคส่วนที่เห็นเป็นรูปธรรม เพราะถึงแม้มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย จะเป็นผู้สนับสนุน และดำเนินโครงการ แต่หากสร้างไว้แล้วไม่ได้รับการดูแล ต่อยอด และใช้งานโดยผู้คนในชุมชนอาคารแห่งนี้ ก็จะเป็นเพียงอาคารที่ถูกทิ้งร้างไม่มีประโยชน์ใช้สอย

แต่สำหรับศูนย์ปฐมพยาบาลที่โรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี) แห่งนี้ หลังจากเปิดให้บริการมาแล้ว 1 ปีเศษ แต่มีผู้เข้ามาใช้บริการอยู่ตลอด ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน คุณครู ผู้ปกครองได้รับการต่อยอดประโยชน์ใช้สอยโดยเจ้าหน้าที่จาก รพ.สต. และ ผู้นำชุมชนให้เป็นศูนย์กลางการดูแลสุขอนามัยของชุมชน และมีผู้คนในชุมชนคอยดูแลรักษาทำให้เราเห็นได้อย่างชัดเจนว่า เมื่อชุมชนเห็นถึงคุณค่าและความสำคัญ ศูนย์ปฐมพยาบาลแห่งนี้จึงได้ใช้ประโยชน์ และตอบสนองความต้องการของชุมชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

ความสำเร็จของศูนย์ปฐมพยาบาลชุมชนโรงเรียนกลุ่มนักข่าวหญิง 2 (บ้านบ่อหวี) อ.สวนผึ้ง จ.ราชบุรี (Pfizer First-Aid Center) เกิดจากการวิเคราะห์ความต้องการที่แท้จริงของคนในชุมชน และหยิบยื่นในสิ่งที่เกิดประโยชน์ได้จริง ทำให้ทางมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย และมูลนิธิศุภนิมิตแห่งประเทศไทย เตรียมนำโมเดลนี้ ขยายการจัดสร้างเพิ่มเติมในโรงเรียนที่ห่างไกล อีก 9 แห่งภายในระยะเวลา 3 ปี ได้แก่ ในจังหวัดอุทัยธานี,ระนอง,บุรีรัมย์, เชียงใหม่ (2 โรงเรียน), พังงา, เพชรบุรี, จันทบุรี และสตูล เพื่อเป็นศูนย์กลางการดูแลด้านสุขอนามัย เป็นศูนย์กลางการให้ความรู้ การอบรม และปฏิบัติจริง เพื่อให้นักเรียน บุคลากรในโรงเรียน รวมถึงคนในชุมชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสุขภาพอย่างทั่วถึง ดังปณิธานตลอดระยะเวลา 20 ปีของมูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทยที่ต้องการให้คนไทยมีสุขภาพและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

[อ่าน 2,083]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
เซ็นทรัลเวิลด์ เตรียมจัด Thailand Toy Expo 2026 งานของเล่นใหญ่ที่สุดในเอเชีย ปักหมุดไทย “Land of ART TOY”
ไดกิ้น จับมือ โฮมโปร เปิดตัว “เครื่องปรับอากาศรักษ์โลก” เครื่องแรกในไทย เปลี่ยนของเก่าสู่การอยู่อาศัย
VEGA เร่งเครื่อง Global Branding ดัน OEM ไทย สู่ Strategic Global Partner ปักหมุด “Made in Thailand” บนเวทีโลก
SYNNEX ผนึกพาร์ตเนอร์ ขับเคลื่อน Phone Ecosystem ในงาน Mobile Connect 2026
“เงินให้ใจ” ชูกลยุทธ์ป่าล้อมเมือง เปิด 2 สาขาแรกแถบปริมณฑล พร้อมขยาย 250 สาขาทั่วประเทศภายในปี 2571
เซ็นทรัลพัฒนา เตรียมเปิด “Sweet Garden” เนรมิตสวนขนมหวานใจกลางศูนย์การค้า ในงาน “Signature Sweets”
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved