TMB Analytics คาดตลาดปุ๋ยเคมี ปี 2564 เติบโตกว่า 2.5% ด้วยมูลค่า 1.3 แสนล้านบาท
28 Mar 2021

 

ในปี 2564 การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ระลอกใหม่ ก่อให้เกิดความเปราะบางของเศรษฐกิจขึ้นอีกครั้ง และยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการฟื้นตัวของภาคธุรกิจไทย แต่ในภาคการเกษตรของไทยยังคงมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่องจากการอุปโภค บริโภค และการส่งออกไปยังตลาดโลก ตลอดจนระดับราคาสินค้าเกษตรมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้จากภาคเกษตรกลับมาเติบโตได้ดี คาดการณ์ว่าจากแนวโน้มราคาสินค้าเกษตรที่ดีขึ้น ย่อมทำให้เกษตรกรมีแรงจูงใจในการเพิ่มอัตราการผลิต ส่งผลดีต่ออุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทานโดยตรง ซึ่งหากไม่รวมสารเคมีและยาปราบศัตรูพืชแล้ว อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีมีมูลค่าสูงถึงปีละกว่า 1.3 แสนล้านบาท โดยแบ่งออกเป็นตลาดการผลิตปุ๋ยเคมี 5.7 หมื่นล้านบาท และการส่งออกปุ๋ยและเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรมูลค่า 7.4 หมื่นล้านบาท

 

ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี หรือ TMB Analytics ได้วิเคราะห์อุปสงค์ของปุ๋ยเคมีในระดับภูมิภาค ตามปริมาณการใช้ปุ๋ยของพืชเศรษฐกิจโดยแยกตามประเภทของพืชและภูมิภาค ร่วมกับการวิเคราะห์อุปทานโดยจำแนกตามประเภทของปุ๋ยและขนาดของบริษัท ในภาพรวมพบว่า การฟื้นตัวของการบริโภคอาหารจากสินค้าการเกษตรในประเทศและตลาดโลก มีแนวโน้มทำให้ราคาสินค้าเกษตรเพิ่มขึ้นจากต้นทุนที่สูงขึ้น

โดยเฉพาะราคาน้ำมันเชื้อเพลิง รวมไปถึงปรากฏการณ์ลานีญาที่มีกำลังอ่อนส่งผลให้ปริมาณน้ำและสภาพอากาศในช่วงฤดูฝนเอื้ออำนวยต่อการเพาะปลูก เป็นปัจจัยหลักที่ทำให้ความต้องการใช้ปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้น คาดการณ์ว่าปี 2564 อุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีจะมีแนวโน้มเติบโต 2.5 % และเมื่อวิเคราะห์ถึงอุปสงค์ในระดับภูมิภาค พบว่าพื้นที่ที่มีมูลค่าการผลิตและซื้อขายปุ๋ยเคมีสูงที่สุด คือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้ ภาคเหนือ และภาคกลาง โดยมีมูลค่าเท่ากับ 4.6, 3.7, 2.6 และ 2.1 หมื่นล้านบาท ตามลำดับ โดยมีปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีทั้งประเทศ 5.1 ล้านตัน

 

หากพิจารณาเป็นการใช้ปุ๋ยตามพืชเศรษฐกิจหลัก พบว่ามีการใช้ปุ๋ยสำหรับการปลูกข้าวมากที่สุด 2.0-2.3 ล้านตันที่เพิ่มขึ้นจากปี 2563 ประมาณ 3-8% รองลงมาคือยางพารา 1.2-1.5 ล้านตัน ซึ่งลดลงจากปี 2563 ประมาณ  -1 ถึง -4%) ปาล์มน้ำมัน 0.6-0.7 ล้านตัน ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปี 2563 ประมาณ 4-6%  อ้อย 0.4-0.6 ล้านตัน ซึ่งลดลงจากปี 2563 ประมาณ -14 ถึง -16%  และมันสำปะหลัง 0.3-0.4 ล้านตัน ซึ่งลดลงจากปี 2563 ประมาณ -2 ถึง -4%

 

จากการวิเคราะห์ผลประกอบการและแนวโน้มการผลิตปุ๋ยในประเทศ พบว่า

ปุ๋ยเคมีเป็นอุตสาหกรรมที่ต้องพึ่งการนำเข้าจากต่างประเทศเกือบทั้งหมด ซึ่งผู้ผลิตในประเทศจะนำมาผสมกันและจำหน่ายต่อไปยังร้านค้าส่งและค้าปลีก โดยในปี 2563 ที่ผ่านมามีปริมาณนำเข้าปุ๋ยเคมีมากถึง 5.14 ล้านตัน โดยราคานำเข้ามีทิศทางปรับตัวลดลงจากราคาวัตถุดิบในตลาดโลกถึง 12% อันเป็นผลจากทิศทางการแข็งตัวของค่าเงิน และราคาน้ำมันในช่วงปลายปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาขายส่งและขายปลีกเฉลี่ยลดลงจากปี 2563 ถึง 6.4% และ 11.6% ตามลำดับ อย่างไรก็ตามแนวโน้มราคาวัตถุดิบนำเข้าในปี 2564 จะปรับตัวสูงขึ้นตามราคาน้ำมันและเคมีภัณฑ์ ซึ่งทำให้ต้นทุนของผู้ผลิตสูงขึ้น ในขณะที่ราคาขายปลีกในประเทศมีขั้นตอนในการขึ้นราคาจากการควบคุมของภาครัฐ ทำให้สัดส่วนกำไรของธุรกิจจะน้อยลงแม้ปริมาณการใช้ปุ๋ยภายในประเทศยังคงเติบโตต่อเนื่อง

 

แม้ว่าอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมียังมีแนวโน้มเติบโตได้ แต่รายได้กลับไปกระจุกที่บริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งครอบครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 91% จากข้อมูลกรมพัฒนาธุรกิจปี 2562 ที่ผ่านมา ผู้ผลิตปุ๋ยเคมีในประเทศที่จดทะเบียน มีจำนวนทั้งสิ้น 723 ราย ส่วนใหญ่เป็นผู้ผลิตรายเล็กประมาณ 657 ราย (90.9%) ผู้ผลิตขนาดกลาง 56 ราย (7.7%) ส่วนผู้ผลิตรายใหญ่ มีเพียง 10 ราย  (1.4%) แต่ผู้ผลิตขนาดกลางและใหญ่มีส่วนแบ่งการตลาดรวมกันมากถึง 91% ส่วนผู้ประกอบการร้านค้าส่งปุ๋ยเคมีการเกษตร มีจำนวน 1,207 ราย แบ่งเป็นผู้ผลิตรายกลางและเล็ก (SMEs) เกือบทั้งหมด 1,194 ราย (ประมาณ 99%) และผู้ผลิตรายใหญ่เพียง 13 ราย (1%) ซึ่งผู้ประกอบการรายใหญ่ มักมีความได้เปรียบด้านการตลาด ทั้งด้านต้นทุนการผลิตที่ต่ำกว่า และมีช่องทางการจำหน่ายปุ๋ยเคมีให้แก่ภาครัฐผ่านวิธีการประมูลราคา ทั้งยังมีการใช้กลยุทธ์ส่งเสริมการขายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ผู้ผลิตรายเล็กจะมีข้อจำกัดในการขยายปริมาณการผลิต รวมไปถึงขาดการวิจัยและพัฒนาเพื่อพัฒนาคุณภาพและลดต้นทุน

 

 

แนวโน้มการเติบโตอุตสาหกรรมปุ๋ยเคมีในอนาคต ยังมีความท้าท้ายจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงความผันผวนของค่าเงิน และราคาปุ๋ยเคมีซึ่งส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการ รวมไปถึงต้นทุนของเกษตรกร ดังนั้น การทำให้ธุรกิจเติบโตควบคู่ไปกับภาคเกษตรกรรม นอกจากจะต้องมองหาโอกาสและปรับตัวรับความเสี่ยง โดยเฉพาะ SMEs ที่มีกระจายอยู่ทั่วประเทศ ควรหันมาส่งเสริมการขายด้วยการให้คำแนะนำและให้บริการเพื่อส่งเสริมด้านการขายรูปแบบใหม่ๆ แก่เกษตรกรควบคู่กันไป ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายสนับสนุนช่วยเหลือภาคเกษตรของรัฐ และช่วยเพิ่มแต้มต่อให้กับธุรกิจ

อีกทั้งยังเพิ่มความเข้มแข็งของภาคเกษตรได้ในระยะยาว เช่น การให้ความรู้ในการใช้ระบบ Smart farming ด้วยการนำเทคโนโลยีเข้ามาบริหารจัดการระบบการเพาะปลูก การสนับสนุนให้มีการวิจัยพัฒนาการใช้ปุ๋ยเคมีและปุ๋ยชีวภาพควบคู่กัน  และการให้คำแนะนำเกษตรกรเพื่อนำไปใช้อย่างถูกต้องและมีประสิทธิภาพ ให้เหมาะกับสภาพดินและพืชที่จะเพาะปลูกในแต่ละพื้นที่

[อ่าน 3,048]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ทรูหนุนเที่ยวไทย อัปสปีด 5G ทะเลบัวแดง รองรับนักท่องเที่ยวไทย-ต่างชาติ
"Index Living Mall" พลิกเกมตลาดตู้เสื้อผ้า จาก Luxury ที่เอื้อมไม่ถึงสู่ Masstige ที่เลือกได้เอง
"ศุภาลัย" ยกระดับดีไซน์บ้านตัวอย่างสู่ Sustainable Living ผ่านวัสดุตกแต่งรักษ์สิ่งแวดล้อม
คปภ. ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานข้อมูลสู่ดิจิทัล–AI ด้วยโซลูชัน NetApp เร่งประสิทธิภาพ กู้คืนข้อมูลไว เสริมแกร่งไซเบอร์
XPENG จัดโปรตรุษจีน ‘Chinese New Year Deals’ จอง X9 รับอั่งเปา 50,000 บาท ที่โชว์รูมทั่วประเทศ
“ไมเดีย” ขยายฐานผลิต ใช้ชิ้นส่วนไทย ยกซัพพลายเชนเครื่องใช้ไฟฟ้าอัจฉริยะ
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved