วิจัยกรุงศรี เผยไทยปรับแผนเปิดประเทศเร็วขึ้น แม้ยังเผชิญความเสี่ยง
22 Jun 2021

 

วิจัยกรุงศรีประเมินว่าหากฉีดวัคซีนได้ตามคาดจะช่วยลดจำนวนผู้ติดเชื้อลงต่ำกว่า 100 ได้ภายในกลางเดือนสิงหาคม เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน นายกรัฐมนตรีประกาศเป้าหมายจะเปิดประเทศภายใน 120 วัน โดยนับจากวันแรก (1 กรกฎาคม) ที่เริ่มโครงการภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์เป็นต้นแบบในการเปิดรับนักท่องเที่ยวที่ได้รับวัคซีนครบ 2 โดส จากประเทศที่มีความเสี่ยงต่ำและปานกลาง ส่วนการเดินหน้าแผนการฉีดวัคซีนจะสามารถฉีดให้ประชาชนได้โดยเฉลี่ยประมาณเดือนละกว่า 10 ล้านโดส หากวัคซีนส่งมาเพียงพอในแต่ละเดือน ประมาณต้นเดือนตุลาคมจะมีประชาชนที่ได้รับการฉีดวัคซีนเข็มแรกแล้วอย่างน้อยจำนวน 50 ล้านคน และล่าสุดได้มีการลงนามสัญญาจองหรือสัญญาซื้อวัคซีนรวมทั้งสิ้น 105.5 ล้านโดส (เดิมตั้งเป้า 100 ล้านโดส เปิดประเทศต้นปี 2565)

 

จากแบบจำลองสถานการณ์การระบาด COVID-19 ที่ประเมินโดยวิจัยกรุงศรี (ข้อมูลจำนวนผู้ติดเชื้อถึง ณ วันที่ 12 มิถุนายน) พบว่าในกรณีฐาน การระบาดในกลุ่มคลัสเตอร์ใหม่ยังไม่สามารถควบคุมได้ (เส้นสีส้ม) จำนวนผู้ติดเชื้อรายวันจะยังคงสูงกว่า 2,000 รายจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน อย่างไรก็ตาม จากแผนการปูพรมฉีดวัคซีนทั่วประเทศที่เริ่มขึ้นตั้งแต่วันที่ 7 มิถุนายน หากมีการฉีดวัคซีนอยู่ที่
250,000-270,000 โดสต่อวัน (เทียบกับค่าเฉลี่ยปัจจุบันที่  247,212 รายต่อวันในช่วงระหว่างวันที่ 7-20 มิถุนายน) จะทำให้ประเทศไทยสามารถฉีดวัคซีนได้ทั้งสิ้น 55 ล้านโดสภายในสิ้นปีนี้ ภายใต้แผนการฉีดวัคซีนดังกล่าว วิจัยกรุงศรีประเมินว่าจำนวนผู้ติดเชื้อรายวันอาจทยอยลดลงหลังเดือนกรกฎาคม และมีแนวโน้มลดลงมาอยู่ในระดับต่ำกว่า 100 รายต่อวันได้ในราวกลางเดือนสิงหาคม (จากเดิมคาดปลายเดือนสิงหาคม) การฉีดวัคซีนที่เร่งขึ้นกว่าหลายเดือนก่อน ช่วยลดความเสี่ยงด้านขาลงต่อเศรษฐกิจ แต่วิจัยกรุงศรียังคงคาดการณ์ GDP ปีนี้เติบโตที่ 2% เนื่องจากหลายปัจจัยยังมีความไม่แน่นอน โดยเฉพาะสถานการณ์การระบาดทั่วโลก ความเพียงพอและการกระจายวัคซีน รวมทั้งความคืบหน้าในการฉีดวัคซีนที่อาจไม่เป็นไปตามแผนที่คาดการณ์ไว้

 

จับตาการปรับประมาณการเศรษฐกิจของธปท.ในสัปดาห์นี้ ขณะที่วิจัยกรุงศรีคาดกนง.จะตรึงดอกเบี้ยนโยบายไว้ต่อเนื่องในปีนี้และปีถัดไป การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 มิถุนายนนี้ ซึ่งจะเป็นรอบที่มีการทบทวนประมาณการเศรษฐกิจปี 2564 โดยครั้งล่าสุดธปท.คาดการณ์ GDP บนสมมติฐานการจัดหาและการฉีดวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ โดยกรณีจัดหาวัคซีนและฉีดได้ที่ 100 ล้านโดส (สร้างภูมิคุ้มกันหมู่ในไตรมาส 1/2565) GDP ปีนี้จะขยายตัวที่ 2.0% และกรณีมีการฉีดวัคซีนได้ที่ 64.6 ล้านโดส (ไตรมาส 3/2565) GDP จะขยายตัวเหลือเพียง 1.5%

วิจัยกรุงศรีประเมินว่า จากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทยที่ยังมีความไม่สม่ำเสมอ ทางการจึงมีแนวโน้มมุ่งเน้นการผ่อนคลายทางการเงินแบบเจาะจงกับกลุ่มเป้าหมายเพื่อช่วยภาคส่วนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ล่าสุดธปท.ขยายเวลามาตรการพักชำระหนี้เพื่อช่วยเหลือ SMEs และสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ รวมทั้งรัฐบาลกำลังหารือกับธปท.เพื่อหาแนวทางช่วยบรรเทาภาระหนี้สินของประชาชน  ทั้งนี้ เมื่อมองไปข้างหน้า เศรษฐกิจหลายประเทศในภูมิภาคเอเชียรวมทั้งไทยอาจฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปในช่วงครึ่งหลังของปีนี้ แต่มีเพียงไม่กี่ประเทศสำคัญ เช่นเกาหลีใต้ อาจส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีหน้า อย่างไรก็ตาม แรงกดดันจากต่างประเทศจึงยังไม่ใช่ปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย เนื่องจากความรวดเร็วในการฟื้นตัวมีความแตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ และกว่าที่เศรษฐกิจไทยจะฟื้นตัวในวงกว้างอาจใช้เวลานาน เนื่องจากมีการพึ่งพาภาคท่องเที่ยวและสาขาที่เกี่ยวข้องค่อนข้างมาก ดังนั้น จึงคาดว่าประเทศไทยยังจำเป็นต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเพื่อหนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจให้มีความต่อเนื่อง โดยกนง.มีแนวโน้มคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับต่ำสุดเป็นประวัติการณ์ในปี 2564 และปี 2565

 

สำหรับภาวะเศรษฐกิจโลก วิจัยกรุงศรีคาดว่าเฟดประกาศแผนปรับลด QE ในไตรมาสที่ 4 ส่วนธนาคารกลางญี่ปุ่นยังคงมาตรการผ่อนคลายทางการเงินต่อไป ขณะที่การค้าปลีกของจีนอาจมีบทบาทหนุนการฟื้นตัวได้มากขึ้น

 

เฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าเดิมเป็นปี 2566 คาดเตรียมหารือแผน QE Tapering ในระยะอันใกล้นี้ เฟดมีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและการเข้าซื้อสินทรัพย์ตามมาตรการ QE อย่างไรก็ตาม จากรายงาน Dot-plot กรรมการเฟดส่วนใหญ่ประเมินว่าจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยในปี 2566 (จากเดิมคาดว่าจะคงดอกเบี้ยในปีดังกล่าว) ขณะเดียวกันเฟดยังปรับเพิ่มคาดการณ์อัตราขยายตัวของ GDP ปีนี้สู่ระดับ 7.0% (จาก 6.5%) รวมทั้งอัตราเงินเฟ้อทั่วไปที่ระดับ 3.4% (จาก 2.4%) มุมมองเชิงบวกต่อการฟื้นตัวดังกล่าวสอดคล้องกับข้อมูลเศรษฐกิจล่าสุดในเดือนพฤษภาคม โดยดัชนีการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 16.3% YoY เติบโตต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 3 ส่วนอัตราการใช้กำลังการผลิตพุ่งแตะระดับ 75.2% สูงสุดนับตั้งแต่เดือนเมษายน 2563

แนวโน้มการปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องของเศรษฐกิจและอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นมากกว่าคาด หนุนให้เฟดส่งสัญญาณว่าจะเริ่มปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายเร็วกว่าเดิม ขณะเดียวกันกรรมการเฟดได้เริ่มพูดคุยเกี่ยวกับแผนการหารือเรื่องการปรับลดวงเงินการซื้อสินทรัพย์ (QE Tapering) และมีแนวโน้มที่จะส่งสัญญาณ QE Tapering ในไตรมาส 3 หรือราวช่วงการประชุมธนาคารกลางทั่วโลกที่เมืองแจ็กสัน โฮล ในเดือนสิงหาคม หลังจากนั้นอาจประกาศ Tapering ในไตรมาสที่ 4 ก่อนดำเนินการจริงในไตรมาสแรกของปีหน้า

 

ธนาคารกลางญี่ปุ่นขยายมาตรการช่วยเหลือ SMEs ขณะที่การส่งออกและการเร่งฉีดวัคซีนจะช่วยผลักดันการฟื้นตัวช่วงครึ่งปีหลัง ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) มีมติคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายและมาตรการ QE รวมทั้งมาตรการควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล (Yield curve control) ต่อไป ในการประชุมครั้งนี้ยังได้ขยายระยะเวลาของมาตรการสินเชื่อแก่ธุรกิจ SMEs ที่จะสิ้นสุดในเดือนกันยายนออกไปอีก 6 เดือนถึงเดือนมีนาคมปีหน้า หลังจากการแพร่ระบาดรอบที่ 4 มีผลเชิงลบต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ

นอกเหนือจากมาตรการของ BOJ แล้ว รัฐบาลญี่ปุ่นยังมีแผนช่วยเหลือครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบในวงเงินสูงสุด 1 แสนเยนเป็นเวลา 3 เดือนตั้งแต่เดือนกรกฎาคมนี้ ทั้งนี้สถานการณ์แพร่ระบาดได้เริ่มคลี่คลาย โดยจำนวนผู้ติดเชื้อรายใหม่ต่อวันลดสู่ระดับ 1,554 ราย ขณะที่รัฐบาลผ่อนคลายมาตรการเข้มงวดในพื้นที่กรุงโตเกียวและอีก
6 จังหวัดสู่ภาวะกึ่งฉุกเฉินตั้งแต่วันที่ 20 มิถุนายนถึง 11 กรกฎาคม คาดว่าในครึ่งปีหลังเศรษฐกิจจะปรับตัวดีขึ้นจากแรงหนุนของมาตรการข้างต้น รวมทั้งปัจจัยบวกจาก (i) การขยายตัวของการส่งออกตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยในเดือนพฤษภาคมเติบโตติดต่อกันเป็นเดือนที่ 3 และ (ii) ความคืบหน้าในการเร่งฉีดวัคซีน ล่าสุดมีผู้ได้รับวัคซีนอย่างน้อย 1 โดสคิดเป็น 15.9% ของประชากร และอาจจะบรรลุเป้าหมายสร้างภูมิคุ้มกันหมู่ภายในเดือนพฤศจิกายนนี้

 

รัฐบาลจีนระบายโลหะสำรองเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบ ขณะที่การปรับตัวดีขึ้นของยอดค้าปลีกอาจช่วยหนุนเศรษฐกิจในระยะต่อไป ในเดือนพฤษภาคมยอดค้าปลีกเติบโต 12.4% YoY ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมขยายตัว 8.8% ขณะที่อัตราการว่างงานแตะระดับ 5.0% ต่ำสุดในรอบ 2 ปี

ข้อมูลล่าสุดบ่งชี้ว่าเศรษฐกิจจีนขยายตัวต่อเนื่อง หากเทียบรายเดือนเพื่อขจัดผลกระทบจากฐานต่ำจะพบว่ายอดค้าปลีกเร่งตัวขึ้น 0.8% MoM sa ตามการฟื้นตัวของการบริโภคภาคครัวเรือนในเมือง (สัดส่วน 86.6%) ส่วนการผลิตภาคอุตสาหกรรมเติบโต 0.5% ทรงตัวจากเดือนก่อน ส่วนหนึ่งเป็นผลจากการขาดแคลนวัตถุดิบโดยเฉพาะสินค้าโภคภัณฑ์ ทางการจีนจึงได้ระบายสต็อกโลหะจากคลังสำรอง ซึ่งจะช่วยบรรเทาปัญหาดังกล่าวที่กดดันการผลิตภาคอุตสาหกรรม คาดว่าข้อจำกัดทางด้านอุปทานจะคลี่คลายลง ขณะที่แรงซื้อจากต่างประเทศซึ่งเร่งขึ้นชั่วคราวหลังจากการเปิดกิจกรรมทางเศรษฐกิจอาจแผ่วลงในระยะต่อไป ทั้งนี้การบริโภคภาคครัวเรือนรวมถึงปัจจัยบวกจากตลาดแรงงานจะมีบทบาทมากขึ้นในการขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจจีน

[อ่าน 1,503]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
ออมสิน ร่วมแสดงความยินดี วันสถาปนาสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ครบ 87 ปี
Best Innovation Award 2026 เวทีโชว์นวัตกรรมวัสดุก่อสร้างไทย ในงานสถาปนิก’69
TAMBURINS เปิดตัว “Evening Glow” กลิ่นกุหลาบยามเย็น ในรูปแบบ Egg Perfume และ Perfumed Hand Wash
แมคโดนัลด์ ชูกลยุทธ์ Global Partnership สร้างปรากฏการณ์ความคิวท์ระดับโลก ‘McDonald’s x The Powerpuff Girls’
"ไทยยูเนี่ยน" กวาด 4 รางวัล CSR-DIW Continuous Award 2568 ต่อเนื่องปีที่ 6 ย้ำความสำเร็จด้านความรับผิดชอบต่อสังคม ชุมชนยั่งยืน
ไทยเบฟ ผสานเครือข่าย และทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เดินหน้าโครงการคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ ปีที่ 5 จ.กำแพงเพชร
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved