ค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ 34.38 บาท/ดอลลาร์ อ่อนค่าลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ 34.31 บาท/ดอลลาร์
28 Apr 2022

ผู้เล่นในตลาดการเงินโดยรวมยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยงมากนักและบรรยากาศของตลาดการเงินยังอยู่ในภาวะระมัดระวังตัว สะท้อนผ่านการย่อตัวของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในช่วงท้ายของการซื้อ ขาย อย่างไรก็ดี ตลาดหุ้นส่วนใหญ่ โดยเฉพาะในฝั่งสหรัฐฯ ยังพอได้รับแรงหนุนจากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีกว่าคาด โดยในจำนวนบริษัทจดทะเบียนบนดัชนี S&P500 ราว 30% ที่มีได้ประกาศผลประกอบการนั้น 80% ของบรรดาบริษัทดังกล่าวรายงานผลกำไรดีกว่าคาด (สูงกว่าค่าเฉลี่ยที่มักจะมีเพียง 66% ของบริษัทที่ประกาศผลกำไรดีกว่าคาด) ซึ่งล่าสุด Microsoft +4.8% และ Visa +6.5% ก็เป็นหนึ่งในบริษัทที่ประกาศงบการเงินดีกว่าและยังมีการปรับประมาณการรายได้เพิ่มขึ้น ทั้งนี้ ผู้เล่นในตลาดยังคงกังวลปัจจัยเสี่ยงเดิมๆ อาทิ ความกังวลแนวโน้มเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ย ความไม่แน่นอนของสงคราม และความกังวลปัญหาการระบาดของ COVID-19 ในจีน ทำให้สุดท้ายดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.21%

ส่วนทางด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX50 พลิกกลับมารีบาวด์ขึ้น +0.36% โดยได้แรงหนุนจากรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียนโดยรวมที่ออกมาดี นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยุโรปยังได้แรงหนุนจากการปรับตัวขึ้นของหุ้นที่มีรายได้จากต่างประเทศ อาทิ หุ้นกลุ่มสินค้าฟุ่มเฟือย Hermes +1.8%, Louis Vuitton +1.5% กลุ่มยานยนต์ Daimler +1.5% หลังเงินยูโร (EUR) อ่อนค่าลงหนักจากความกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจหากรัสเซียยุติการส่งออกพลังงานให้กับบรรดาประเทศฝั่งยุโรป หลังล่าสุด รัสเซียได้ระงับการส่งแก๊สธรรมชาติให้กับบัลแกเรียและโปแลนด์ ทั้งนี้ เรามองว่า ความไม่แน่นอนของสงครามจะยังคงกดดันให้ตลาดหุ้นยุโรปสามารถพลิกกลับเป็นขาขึ้นชัดเจนอีกครั้งได้ยาก จึงยังคงแนะนำให้นักลงทุนชะลอการลงทุนในตลาดหุ้นยุโรปไปก่อน

 

ด้านตลาดบอนด์นั้น การรีบาวด์ของตลาดหุ้น และมุมมองของผู้เล่นในตลาดบอนด์ที่ยังกังวลโอกาสเฟดเร่งขึ้นดอกเบี้ยแรงกว่าคาด ได้ช่วยให้ บอนด์ยีลด์ 10 ปี สหรัฐฯ ดีดตัวกลับขึ้นสู่ระดับ 2.83% สอดคล้องกับมุมมองของเราที่คงคาดว่า บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ จะยังแกว่งตัว sideways จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะรับรู้ถึงแนวโน้มนโยบายการเงินของเฟดในการประชุมเดือนพฤษภาคมที่จะถึงนี้ หรือ ปัจจัยเสี่ยงที่กดดันตลาด ณ ปัจจุบัน อย่าง ปัญหาสงครามและปัญหาการระบาดของ COVID-19 ในจีนจะคลี่คลาย จนผู้เล่นในตลาดเลิกกังวล

 

ในฝั่งตลาดค่าเงิน เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่องเมื่อเทียบกับสกุลเงินหลัก โดยล่าสุดดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 103 จุด ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 5 ปี หนุนโดยความต้องการถือเงินดอลลาร์เป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) ท่ามกลางความผันผวนในตลาดการเงิน นอกจากนี้ เงินดอลลาร์ยังได้แรงหนุนจากการอ่อนค่าลงของสกุลเงินฝั่งยุโรป ทั้ง เงินยูโร (EUR) ที่อ่อนค่าต่อเนื่องแตะระดับ 1.055 ดอลลาร์ต่อยูโร และเงินปอนด์อังกฤษ (GBP) ที่อ่อนค่าแตะระดับ 1.253 ดอลลาร์ต่อปอนด์ จากความกังวลผลกระทบต่อเศรษฐกิจที่อาจเกิดขึ้น หากรัสเซียระงับการส่งออกแก๊สธรรมชาติให้กับบรรดาประเทศในยุโรป เหมือนกับที่รัสเซียได้ยุติการส่งแก๊สธรรมชาติให้กับบัลแกเรียและโปแลนด์ ในขณะที่เงินเยนญี่ปุ่น (JPY) อ่อนค่าลงแตะระดับ 128.4 เยนต่อดอลลาร์ หลังส่วนต่างระหว่างบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ และญี่ปุ่นกว้างขึ้นอีกครั้ง อนึ่ง การแข็งค่าของเงินดอลลาร์และแนวโน้มเฟดเร่งใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดยังคงกดดันให้ ราคาทองคำไม่สามารถปรับตัวขึ้นต่อได้และราคาทองคำกลับย่อตัวลงแตะระดับ 1,890 ดอลลาร์ต่อออนซ์ อย่างไรก็ดี เราคาดว่าผู้เล่นบางส่วนอาจต้องการถือทองคำเพื่อรับมือกับความผันผวนในตลาดการเงิน ทำให้แนวโน้มราคาทองคำยังมีโอกาสแกว่งตัวใกล้ระดับดังกล่าวไปก่อน นอกจากนี้โฟลว์ธุรกรรมทยอยซื้อทองคำดังกล่าวก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่กดดันให้เงินบาทอ่อนค่าในช่วงนี้ได้

 

สำหรับวันนี้ ผู้เล่นในตลาดจะรอลุ้น ผลการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) โดยตลาดมองว่า BOJ จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ระดับ -0.10% เพื่อช่วยประคองการฟื้นตัวเศรษฐกิจ ทั้งนี้ ตลาดจะจับตามุมมองของ BOJ ต่อการอ่อนค่ารุนแรงของเงินเยนในช่วงที่ผ่านมา จากความแตกต่างของแนวโน้มนโยบายการเงินสหรัฐฯ กับ ญี่ปุ่น โดยตลาดมองว่า BOJ อาจยังพอยอมรับได้กับการอ่อนค่าของเงินเยน ซึ่งจะสะท้อนผ่านการเดินหน้าซื้อบอนด์ 10 ปี ญี่ปุ่นโดย BOJ เพื่อคุมกรอบของบอนด์ยีลด์ 10 ปี ญี่ปุ่นให้อยู่ในช่วง 0.00%+/-0.25% ทำให้ในระยะสั้นมีโอกาสที่จะเห็นเงินเยนญี่ปุ่นอ่อนค่าทดสอบระดับ 130 เยนต่อดอลลาร์ ทั้งนี้ในด้านข้อมูลเศรษฐกิจ ตลาดคาดว่า ผลกระทบของสงครามและแผ่นดินไหวในญี่ปุ่นจะกดดันให้ยอดการผลิตอุตสาหกรรม (Industrial Production) ญี่ปุ่น ในเดือนมีนาคมจะโตลดลงเหลือ +0.5%m/m ส่วนยอดค้าปลีก (Retail Sales) จะขยายตัวในอัตราดีขึ้น +1.1%m/m จากอานิสงส์ของการทยอยผ่อนคลายมาตรการควบคุมการระบาดของโอมิครอน

 

นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดจะยังคงรอติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน โดยเฉพาะผลประกอบการของบริษัทเทคฯ ขนาดใหญ่ในฝั่งสหรัฐฯ อย่าง Apple, Amazon, Twitter และ Intel โดยผลประกอบการที่ดีกว่าคาดอาจพอช่วยพยุงไม่ให้ตลาดหุ้นทั่วโลกปรับฐานรุนแรงไปมากกว่าเดิมได้ แต่รายงานผลประกอบการที่ดีกว่าคาดในครั้งนี้ อาจยังไม่สามารถช่วยให้ตลาดกลับมากล้าเปิดรับความเสี่ยงในระยะนี้ได้ จนกว่าผู้เล่นในตลาดจะรับรู้แนวโน้มนโยบายการเงินของเฟดในการประชุมเดือนพฤษภาคม


สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า แรงกดดันฝั่งอ่อนค่าต่อเงินบาทยังคงอยู่ ทั้ง บรรยากาศในตลาดการเงินที่ยังไม่กล้าเปิดรับความเสี่ยง ความกังวลปัญหาการระบาดของ COVID-19 ในจีน และโฟลว์ธุรกรรมจ่ายเงินปันผล รวมถึงโฟลว์ธุรกรรมซื้อทองคำในจังหวะย่อตัว ทำให้ เรามองว่า เงินบาทสามารถผันผวนและอ่อนค่าขึ้นไปทดสอบแนวต้านแถว 34.40-34.50 บาทต่อดอลลาร์ ได้ อย่างไรก็ดี การอ่อนค่าของเงินบาทสามารถถูกชะลอลงได้บ้าง จากฟันด์โฟลว์นักลงทุนต่างชาติที่ยังคงเดินหน้าเข้ามาซื้อสินทรัพย์ไทยอยู่ในสัปดาห์นี้ ทำให้ หากนักลงทุนต่างชาติไม่ได้เทขายสินทรัพย์ไทย เงินบาทก็จะยังไม่ได้อ่อนค่าหนักในระยะนี้

 

ทั้งนี้ ในช่วงที่ตลาดการเงินยังมีความผันผวนสูง เราคงแนะนำว่า ผู้ประกอบการควรใช้เครื่องมือป้องกันความเสี่ยงที่หลากหลาย อาทิ ใช้ Option เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน

 

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 34.30-34.45 บาท/ดอลลาร์

________________________________________
พูน พานิชพิบูลย์
นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน
Krungthai GLOBAL MARKETS
ธนาคารกรุงไทย

[อ่าน 2,651]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
วันหัวใจโลก แพทย์เตือน ‘ปอดอักเสบจากไวรัส RSV’ ในผู้สูงอายุ เสี่ยง ‘หัวใจล้มเหลว-หัวใจวายฉับพลัน’
เครดิตดีไม่ใช่เรื่องไกลตัว เคทีซีชวนสร้าง 3 วินัยการเงินพื้นฐาน “จ่ายตรง รู้ภาระ เก็บหลักฐาน”
"กรุงศรี" เจาะอินไซต์มนุษย์พ่อแม่ "ตึงมือแต่ต้องสู้" เผย Pain Points ใหญ่ทางการเงิน ที่ต้องโฟกัสแค่ "ระยะสั้น"
“มิชลิน ไกด์” เผยรายชื่อโรงแรมและรีสอร์ต 71 แห่งในประเทศไทย ได้รับรางวัล “กุญแจมิชลิน” ประจำปี 2569
Jobsdb ชู Total Hiring Solution ช่วยองค์กรค้นหา “คนที่ใช่” ได้ตรงความต้องการ
ถอดรหัส Case Study เมื่อ OOH เปลี่ยนการมองเห็น ให้เป็นผลลัพธ์ของแบรนด์
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved