อัตราดอกเบี้ยไทยต่ำ : ที่มากับผลกระทบ
23 Sep 2025

 

 

ถ้าหากเปรียบเทียบอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาล 10 ปี ของประเทศสำคัญ ๆ กับของไทยแล้ว จะได้ผลตามที่เห็นดังรูปที่ 1  ณ ปัจจุบัน ออสเตรเลียสูงสุด ตามด้วยมาเลเซีย สิงคโปร์ และแม้กระทั่งญี่ปุ่น ต่างก็มีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าไทย

ทำไมอัตราดอกเบี้ยของประเทศหนึ่งจึงสูงกว่าอีกประเทศหนึ่ง?  เนื้อหาของวิชาเศรษฐศาสตร์ที่เรียนกันแทบจะไม่กล่าวถึงเลย อาจจะมีบ้างที่กล่าวว่า ประเทศที่มีอัตราการออมสูงจะมีอัตราดอกเบี้ยต่ำกว่า ก็แค่นั้น  แต่ว่า ถ้าหากเปรียบเทียบอัตราการออมของประเทศข้างต้นเทียบกับจีดีพี แล้วจะพบว่า ออสเตรเลีย 23% สิงคโปร์ 40% ไทย 24% มาเลเซีย 24% และ ญี่ปุ่น 30%  ข้อมูลนี้ก็ไม่อาจอธิบายตัวเลขอัตราดอกเบี้ยที่เปรียบเทียบไว้ข้างต้นได้เช่นเดียวกัน

ที่จริงแล้ว ความแตกต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศมีที่มาลึกซึ้งไปกว่านั้นและอาจกล่าวได้ว่า เนื้อหาวิชาเศรษฐศาสตร์ยังไม่ได้มีการอธิบายไว้เลย

 

 

บทความนี้ ได้พยายามเริ่มต้นจากประเด็นที่เกี่ยวข้องกับปริมาณเงิน ซึ่งเป็นที่มาที่นำไปสู่ระดับที่สูงต่ำของอัตราดอกเบี้ย  ส่วนที่เกี่ยวข้องกันก็มีตั้งแต่ งบการเงินของธนาคารกลางกับงบการเงินของระบบสถาบันการเงิน  แต่สิ่งที่ผู้เรียนเศรษฐศาสตร์การเงินไม่ค่อยจะนึกถึงก็คือ ดุลชำระเงินของประเทศ ซึ่งเป็นที่มาของ input ที่ส่งผลกระทบต่องบการเงินของสถาบันการเงิน  บทความนี้จะกล่าวถึงงบการเงินก่อนเป็นเบื้องแรกและต่อเนื่องไปถึงดุลการชำระเงิน

 

ตารางที่ 1

สัดส่วนของฐานเงินและปริมาณเงินเทียบกับสินทรัพย์รวมของธนาคารกลาง

ที่มา : งบการเงินและปริมาณเงิน M1 ของประเทศต่างๆ

 

ประเทศไทยนั้นเริ่มสะสมเงินสำรองระหว่างประเทศใหม่อีกครั้งหนึ่งภายหลังวิกฤติการณ์การเงินไทยปี 2540  ไทยอาจจะไม่ได้มีฐานะการชำระเงินที่เกินดุลมากมายในแต่ละปี แต่ก็ทยอยสะสมมาเรื่อย ๆ  แม้ว่าอาจจะมีบางปีที่ฐานะชำระเงินขาดดุลด้วยซ้ำไป  เงินตราต่างประเทศเข้ามามากขึ้นจนทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทยต้องออกพันธบัตรเพื่อดูดซับปริมาณเงินในตลาดให้อยู่ในระดับพอสมควร  เมื่อดูตัวเลขสัดส่วนของฐานเงินและปริมาณเงิน M1 จะเห็นได้ว่าไม่แตกต่างกันมากนัก กล่าวคือปริมาณเงินที่เกิดขึ้นมาจากฐานเงินเป็นส่วนใหญ่

สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการค้าระหว่างประเทศมากและเกินดุลทุกปี ส่วนเงินทุนก็อยู่ในฐานะที่มีเงินทุนไหลเข้ามากกว่าไหลออกทุกปี แต่เป็นที่น่าสังเกตุว่าสิงคโปร์จะพยายามนำเงินไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อไม่ให้เงินตราต่างประเทศในระบบมีมากเกินไปจนต้องดูดซับออก ซึ่งจะมีต้นทุนเกิดขึ้นส่วนหนึ่ง  ดังนั้น ปริมาณเงินในสิงคโปร์ที่เกิดขึ้นจึงมาจากฐานเงินไม่มาก แต่มาจากแหล่งเงินของภาคธุรกิจเอกชนในสถาบันการเงินมากกว่า

ตัวเลขการออมของออสเตรเลียจะต่ำที่สุดในบรรดา 5 ประเทศ ถ้าหากดูตัวเลขดุลบัญชีเดินสะพัดแล้ว จะเห็นว่าติดลบมาโดยตลอดมาจนกระทั่งเพิ่งเป็นบวกราว 10 ปีหลังสุดนี้เอง  แต่ว่าในส่วนของเงินทุนนั้น มีจำนวนที่ไหลเข้าเกินกว่าไหลออกโดยตลอดเช่นเดียวกันโดยอยู่ในรูปของการลงทุนโดยตรงและการลงทุนในหลักทรัพย์เป็นส่วนใหญ่  สถาบันการเงินและธุรกิจเป็นภาคที่นำเงินทุนเข้ามามากที่สุด  ดังนั้น ปริมาณเงินที่เกิดขึ้นจึงเป็นภาคสถาบันการเงินมากกว่าธนาคารกลาง ดังจะเห็นได้จากตัวเลขสัดส่วนปริมาณเงิน M1 เทียบกับสินทรัพย์รวมของธนาคารกลาง

มาเลเซียมีองค์ประกอบในบัญชีชำระเงินระหว่างประเทศที่ค่อยข้างเป็นบวกในเรื่องดุลการค้าเพียงอย่างเดียว องค์ประกอบอื่นๆ ไม่ค่อยมีเสถียรภาพและเป็นลบเสียส่วนใหญ่  ดุลชำระเงินโดยรวมของมาเลเซียจึงไม่มีเสถียรภาพ

ตัวเลขอัตราการออมของญี่ปุ่นเป็นที่น่าประหลาดยิ่งที่อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าสิงคโปร์ ธนาคารกลางญี่ปุ่นสร้างปริมาณเงินโดยการถือสินทรัพย์ที่เป็นพันธบัตรรัฐบาล/เอกชน รวมทั้งหุ้นของบริษัทเอกชนด้วย  ญี่ปุ่นมีบัญชีเดินสะพัดที่เป็นบวกมากและเป็นมาตลอดจากการค้าและรายได้ปฐมภูมิ แต่ญี่ปุ่นก็นำเงินออกไปลงทุนในต่างประเทศมากเช่นเดียวกัน ผ่านการลงทุนโดยตรงและการลงทุนในหลักทรัพย์  ปริมาณเงินที่เกิดขึ้นจึงมาจากสินทรัพย์ภายในประเทศมากกว่าต่างประเทศ

 

รายละเอียดแต่ละประเทศที่เล่าถึงข้างต้น แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยมีสภาพคล่องในระบบการเงิน (monetary system ไม่ใช่ financial system) ที่จะปล่อยปริมาณเงินออกมาเท่าที่ต้องการได้ง่ายที่สุด เพียงแต่ลดการดูดซับสภาพคล่องในระบบที่เกิดจากเงินตราต่างประเทศเท่านั้น  ไม่ต้องพูดถึงกรณีสุดขั้วอย่างเช่นออสเตรเลียที่แม้แต่ปริมาณเงินยังต้องพึ่งพาการกู้ยืมหรือการลงทุนโดยตรงเป็นหลัก  ด้วยความขาดแคลนเงินทุนของออสเตรเลีย แม้แต่บริษัทที่มีอันดับเครดิตสูงที่สุด ก็ยังต้องกู้เงินด้วยอัตราดอกเบี้ยไม่ต่ำกว่า 3 pct pts เหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบายธนาคารกลาง  บริษัทจดทะเบียนไทยที่มีอันดับเครดิตดี ๆ อย่าง A ก็สามารถออกพันธบัตรได้ที่ 0.5% pct pts  เหนืออัตราดอกเบี้ยนโยบายเท่านั้น  ถ้าเทียบเป็นตัวเลขก็คือ 6+% กับ 2+%  ยิ่งประเทศใดจะต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากเท่าไร อัตราดอกเบี้ยที่เกิดขึ้นภายในประเทศก็ยังจะต้องแปรผันตามอัตราดอกเบี้ยต่างประเทศมากขึ้นเท่านั้น  มาเลเซียก็เป็นลักษณะนี้  ส่วนของสิงคโปร์อาจแปรผันปริมาณเงินตามสภาพการค้าและการเงินระหว่างประเทศของตน  ส่วนญี่ปุ่นนั้นธนาคารกลางก็แปรผันตามความต้องการของภาคธุรกิจเอกชน

ขนาดของตลาดพันธบัตรของประเทศที่กล่าวถึงในที่นี้มีญีปุ่น $11 ล้านล้าน ออสเตรเลีย $ 1.5 ล้านล้าน สิงคโปร์ $ 0.5 ล้านล้าน มาเลเซีย $ 0.5 ล้านล้าน และไทย $ 0.5 ล้านล้าน โดยมีสัดส่วนการลงทุนจากนักลงทุนต่างชาติตามลำดับข้างต้นดังนี้ ญี่ปุ่น 12.5 % ออสเตรเลีย 60% สิงคโปร์ไม่เปิดเผย มาเลเซีย 60% ไทย 25% ตัวเลขเหล่านี้คงเห็นชัดอยู่แล้วว่านักลงทุนต่างชาติยึดถือเอาอัตราผลตอบแทนเป็นหลักในการที่จะลงทุนมากหรือน้อย  ตลาดไทยของมีอัตราผลตอบแทนต่ำสุด จึงมีสัดส่วนนักลงทุนต่างชาติน้อยสุด แต่สภาพคล่องของตลาดก็มีมากเพียงพอทำให้ได้อัตราดอกเบี้ยต่ำเป็นผลดีแก่การลงทุนภายในประเทศที่ทำให้ต้นทุนของธุรกิจอยู่ในระดับต่ำ  สภาวะของตลาดเงินในประเทศถือได้ว่าอยู่ในระดับที่ Optimum และต้องระลึกถึงว่าสภาวะนี้เกิดขึ้นจากแนวโน้มภาวะดุลชำระเงินและระบบการเงินกับระบบสถาบันการเงินของประเทศที่มีมานานปี

 

สภาพคล่องในตลาดเงินที่ถูกกำหนดโดยนโยบายการเงินและภาวะเศรษฐกิจโดยทั่วไปแล้วยังเกี่ยวข้องกับตลาดเงินระหว่างประเทศที่นักลงทุนจะเข้ามาลงทุนด้วย  ตัวอย่างที่อาจสังเกตุได้คือ อัตราดอกเบี้ยและปริมาณเงินทุนในตลาดพันธบัตร ที่เปลี่ยนแปลงไปตามตลาดโลก

แหล่งเงินทุนในไทยอาจแบ่งออกได้เป็น 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ตลาดทุนและตลาดพันธบัตรมีขนาดใกล้เคียงกันที่ราว 17 ล้านล้านบาท และตลาดเงินให้กู้ยืมธนาคารราว 13 ล้านล้านบาท ตลาดพันธบัตรมีสัดส่วนซื้อขายของนักลงทุนต่างประเทศราว 25% และตลาดหุ้นมีสัดส่วนซื้อขายในราวครึ่งหนึ่งเป็นของนักลงทุนต่างประเทศ  ดังนั้น ภาวะตลาดเงินตลาดทุนจึงมีผลกระทบต่อตลาดภายในประเทศแต่ไม่ถึงกับ 100%  ตามทฤษฏีแล้ว เงินที่ไหลเข้าตลาดพันธบัตรไทยอาจแปรผันกับอัตราแลกเปลี่ยน หรือ อัตราดอกเบี้ยระหว่างประเทศ แต่ปริมาณ Average Monthly Outright Trading ของพันธบัตรมีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ภายหลังวิกฤติการเงินไทยปี 2540 จาก 234,767 ล้านบาทในปี 2005 เป็น 1,808,279 ล้านบาทในปี 2025 หรือในอัตราเฉลี่ย 8.5% ต่อปี  การแปรผันกับตัวแปรเหล่านั้นไม่ชัดเจนนัก แต่ปริมาณที่เพิ่มขึ้นทำให้อัตราดอกเบี้ยพันธบัตรไทยในระหว่างปี 2016-2021 รวมทั้งปี 2025 ในปัจจุบันอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ

 

ลักษณะของตลาดเงินตลาดทุนไทย ถูกกำหนดโดยโครงสร้างของบัญชีชำระเงินระหว่างประเทศและนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย ทำให้ระบบการเงินไทยมีสภาพคล่องตามสมควรเมื่อเทียบกับประเทศอื่น อัตราดอกเบี้ยในตลาดอยู่ในระดับค่อนข้างต่ำ แม้เทียบกับประเทศที่เจริญแล้ว แต่แน่นอนเทียบกับญี่ปุ่นไม่ได้ เนื่องจากญี่ปุ่นมีโครงสร้างระบบการเงินแบบ Monetarist ที่ธนาคารไม่ได้ถือเงินสำรองระหว่างประเทศ แต่ถือสินทรัพย์ของภาครัฐบาลและธุรกิจเอกชนแทน  อีกทั้งญี่ปุ่นยังมีสัดส่วนการถือพันธบัตรญี่ปุ่นของนักลงทุนต่างประเทศอยู่ในระดับต่ำเพียง 12.5% เท่านั้น จึงไม่ต้องกังวลมากนักกับการปั่นตลาดของต่างชาติ  ไทยมีอัตราดอกเบี้ยสูงกว่าญี่ปุ่น แต่ต่ำกว่าประเทศอื่น ๆ อีกจำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีช่องทางกระจายความเสี่ยงโดยการเชื่อมต่อกับตลาดระหว่างประเทศ  ในปัจจุบัน ไทยมีแนวโน้มขาดดุล financial account มากขึ้นและบ่อยขึ้น แต่จำนวนเงินที่ขาดดุลยังคงอยู่ในระดับต่ำมาก ๆ แต่ทำให้บริษัทไทยมีโอกาสเจริญเติบโตทางธุรกิจในต่างประเทศเป็นการทดแทนกับอัตราการขยายตัวกับเศรษฐกิจภายในประเทศที่ต่ำลง

[อ่าน 2,201]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
“ลลิล พร็อพเพอร์ตี้” กางแผนปี 2569 ตั้งเป้ายอดขาย 4,200 ลบ. ก้าวสู่ National Property Company
เดอะมอลล์ไลฟ์สโตร์ ต้อนรับ "วาเลนไทน์–ตรุษจีน" สร้างโมเมนต์ สู่ประสบการณ์ไลฟ์สไตล์แบบครบมิติ
ครั้งแรกในไทย! ฮอนด้า โชว์ไฮไลต์ "ฮอนด้า ซีโร่ อัลฟ่า" เอสยูวีไฟฟ้าต้นแบบรุ่นล่าสุด
AI ไม่ได้สร้างความเสี่ยงใหม่ แต่ขยายจุดอ่อนด้านธรรมาภิบาล
เดียร์ทัมมี่ ไลฟ์สไตล์ ซูเปอร์มาร์เก็ต พลิกสู่ Adaptive Retail ตอกย้ำ “ไลฟ์สไตล์ซูเปอร์มาร์เก็ตครบวงจร”
“พฤกษา” เปิดตัว “เดอะ ปาล์ม คอร์ทยาร์ด บางนา กม. 8” โครงการลักชัวรี ครั้งแรกกับแบบบ้าน “คอร์ทยาร์ด”
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved