

วิสิษฐ์ มาลัยศิริรัตน์ ประธานกรรมการบริหารร่วมและประธานเจ้าหน้าที่บริหารร่วม ระบุว่า ช่วง 3 ปีข้างหน้า MQDC จะโฟกัสการผลักดันโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาให้แล้วเสร็จตามแผน โดยหลายโครงการได้รับการสนับสนุนสินเชื่อโครงการจากสถาบันการเงินชั้นนำ อาทิ โครงการที่อยู่อาศัยใน “เดอะ ฟอเรสเทียส์” โครงการ “มัลเบอร์รี โกรฟ สุขุมวิท” รวมถึง “คลาวด์ อีเลฟเว่น (Cloud 11)” ซึ่งคาดว่าจะเริ่มรับรู้รายได้จากโครงการที่แล้วเสร็จภายในปี 2569
ขณะเดียวกัน โครงการที่เปิดตัวไปแล้วและได้รับการตอบรับที่ดีจากลูกค้าทั้งในและต่างประเทศ เช่น “วิสซ์ดอม คราฟท์ สามย่าน” จะเดินหน้าพัฒนาอย่างต่อเนื่องในปีนี้ เพื่อเสริมพอร์ตโครงการที่สร้างรายได้ระยะใกล้
อีกหนึ่งกลยุทธ์สำคัญ คือ การเพิ่มรายได้จากการรับงานที่ปรึกษาและรับพัฒนาโครงการขนาดใหญ่ โดยนำองค์ความรู้และประสบการณ์ของบริษัทไปต่อยอดสู่การพัฒนาเมือง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ภายใต้แนวคิดหลักด้าน Sustainability, Biodiversity และ Longevity Living ซึ่งปัจจุบันเริ่มมีโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงานแล้ว
ในมิติของ “Longevity Living” MQDC มองเป็นหนึ่งในจุดแข็งหลัก จากประสบการณ์การพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยสำหรับผู้สูงวัย และการดำเนินคลินิกเฉพาะทางด้านสมองและสุขภาพ โดยบริษัทเตรียมนำงานวิจัยและนวัตกรรมด้านสุขภาพจากต่างประเทศมาปรับใช้ให้เหมาะกับบริบทสังคมไทย เพื่อยกระดับทั้ง Lifespan และ Healthspan ควบคู่กัน
บริษัทมีความร่วมมือกับ Baycrest ผู้นำระดับโลกด้านนวัตกรรมการดูแลผู้สูงวัยและสุขภาพสมองจากประเทศแคนาดา ซึ่งมีประสบการณ์ยาวนานกว่า 105 ปี ในการพัฒนาโครงการ “The Aspen Tree” ที่ผสานที่อยู่อาศัยเข้ากับศูนย์สุขภาพและสมอง (Health & Brain Center) คลินิกเวชศาสตร์ผู้สูงวัย และศูนย์กายภาพบำบัด โดยองค์ความรู้ดังกล่าวจะถูกนำไปต่อยอดในโครงการอื่น ๆ ในอนาคต
นอกจากนี้ ธุรกิจโรงแรม เซอร์วิสอพาร์ตเมนต์ และธุรกิจให้เช่า ยังคงเป็นอีกกลไกสำคัญในการสร้างรายได้ประจำ (Recurring Income) โดย MQDC เน้นการบริหารสินทรัพย์และการให้บริการในระดับคุณภาพ เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าหลากหลายกลุ่ม
นายวิสิษฐ์กล่าวสรุปว่า แผนธุรกิจ 3 ปีนี้ เป็นการสานต่อธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ควบคู่กับการขยายบทบาทสู่การเป็นที่ปรึกษาและผู้พัฒนาเมืองและโครงการขนาดใหญ่ โดยบริษัทมั่นใจว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยเสริมความแข็งแกร่งทางรายได้ สร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและนักลงทุน ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจและสังคมในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า





