
การจัดอันดับดังกล่าวอ้างอิงผลการวิจัยตลาดในช่วงเดือนธันวาคม 2568 – มกราคม 2569 โดยประเมินเฉพาะแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซรูปแบบ First-party ซึ่งแพลตฟอร์มเป็นผู้จัดซื้อสินค้า บริหารสต็อก และจัดส่งให้ลูกค้าโดยตรง ถือเป็นโมเดลที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารต้นทุน ควบคุมคุณภาพสินค้า และสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าได้อย่างใกล้ชิด
ข้อมูลจาก Euromonitor International ระบุว่า อุตสาหกรรมค้าปลีกไทยกำลังเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้าง โดยมูลค่าตลาดค้าปลีกรวมมีแนวโน้มเติบโตจาก 4.95 ล้านล้านบาทในปี 2568 เป็น 6.0 ล้านล้านบาทภายในปี 2573 ขณะที่สัดส่วนยอดขายผ่านอีคอมเมิร์ซจะเพิ่มจาก 27% เป็น 32% สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่หันมาใช้ช่องทางดิจิทัลมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรง โมเดล First-party ถูกมองว่าเป็นกลไกสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน เพราะช่วยให้แพลตฟอร์มสามารถบริหารจัดการข้อมูลลูกค้า สินค้า และโลจิสติกส์ได้ครบวงจร
ความสำเร็จของ Makro PRO ยังสะท้อนทิศทางกลยุทธ์ของ CP AXTRA ในการขับเคลื่อนธุรกิจผ่านช่องทางที่หลากหลาย (omni-channel) โดยผสานสาขาออฟไลน์ แพลตฟอร์มดิจิทัล ระบบข้อมูลอัจฉริยะ และเครือข่ายโลจิสติกส์ทั่วประเทศเข้าด้วยกันอย่างไร้รอยต่อ รองรับทั้งลูกค้าธุรกิจ (B2B) และลูกค้าทั่วไป (B2C)
นายธนิศร์ เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร กลุ่มธุรกิจค้าส่ง CP AXTRA ระบุว่า การจัดอันดับครั้งนี้ไม่เพียงสะท้อนความเป็นผู้นำของ Makro PRO ในตลาดอีคอมเมิร์ซไทย แต่ยังตอกย้ำความมุ่งมั่นของบริษัทในการลงทุนด้านเทคโนโลยี ข้อมูล และนวัตกรรม เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว

Makro PRO ไม่ได้เป็นเพียงแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซสัญชาติไทยอันดับ 1 แต่ยังเป็นตัวอย่างของการใช้ Retail Tech และ omni-channel เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนองค์กร ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมค้าปลีกไทยในยุคดิจิทัล





