

ปิติ ภิรมย์ภักดี กรรมการรองกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส และ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัทผลิต บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด กล่าวว่า
“หัวใจสำคัญของกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่คือการผลิตสินค้าที่มีคุณภาพสูงเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภค ตลอดระยะเวลากว่า 92 ปี บริษัทไม่เคยหยุดนิ่งในการพัฒนา และยกระดับกระบวนการผลิตอย่างต่อเนื่อง
ทั้งการนำเทคโนโลยีใหม่เข้ามาเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการผลิต ลดความซ้ำซ้อนและกระบวนการที่ไม่จำเป็น รวมถึงการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อยกระดับการผลิตสู่ Smart Manufacturing ตลอดจนการพัฒนาเสริมทักษะของพนักงานในองค์กรให้มีความยืดหยุ่น สามารถปรับตัวเข้ากับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ทำงานร่วมกับเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเติบโตได้อย่างยั่งยืน
ด้าน ดร.พิเชษฐ์ ตั้งปัญญารัช กรรมการผู้จัดการ บริษัทเร็ปโก เน็กซ์ จำกัด (REPCO NEX) ในกลุ่มธุรกิจ SCGC เผยว่า
“ความร่วมมือกับกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ในครั้งนี้ เป็นการนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลเทคโนโลยีและวิศวกรรมของ SCGC โดยประยุกต์ใช้ดิจิทัลโซลูชันอัจฉริยะ DRS by REPCO NEX เข้ากับประสบการณ์จริงในกระบวนการผลิตอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มของกลุ่มบุญรอดฯ
เพื่อยกระดับโรงงาน สู่ Smart Manufacturing ซึ่งจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน ควบคู่ไปกับการเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของอุตสาหกรรมไทยต่อไป”

ทั้งนี้ ดิจิทัลโซลูชันอัจฉริยะ “DRS by REPCO NEX” เป็นการบูรณาการร่วมกันระหว่างคนกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยสร้างสรรค์เป็นโซลูชันที่ตอบโจทย์ภาคอุตสาหกรรมอย่างเป็นรูปธรรมและแม่นยำ ช่วยยกระดับประสิทธิภาพการผลิตรอบด้าน อาทิ การเดินเครื่องจักรต่อเนื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และลดการสูญเสียจากงานที่ไม่เป็นไปตามมาตรฐาน ประกอบด้วย
การลงนามความร่วมมือระหว่างกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ และ REPCO NEX ในครั้งนี้ ไม่ได้เป็นเพียงการนำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริมโรงงาน แต่คือการยกระดับ “วิธีคิด” ของภาคการผลิตไทย สู่ Smart Manufacturing อย่างเป็นระบบ
DRS by REPCO NEX ทำหน้าที่เป็นหัวใจสำคัญในการเชื่อมโยงคน เทคโนโลยี และข้อมูลเข้าด้วยกัน ช่วยเพิ่มความต่อเนื่องของการเดินเครื่องจักร ลดความสูญเสีย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และสนับสนุนการบริหารจัดการพลังงานหมุนเวียนอย่างแม่นยำ
ขณะเดียวกัน กลุ่มบุญรอดฯ ยังคงยึดมั่นใน 3 แกนหลักของการพัฒนาโรงงานอัจฉริยะ ได้แก่ เทคโนโลยี กระบวนการ และบุคลากร เพื่อให้มาตรฐานการผลิตไม่เพียง “ดี” แต่ต้อง “ดีที่สุด” ในสายตาผู้บริโภค และสอดคล้องกับเป้าหมายความยั่งยืนขององค์กร ชุมชน และสิ่งแวดล้อมในระยะยาว





