กรมวิชาการเกษตร เปิดหน่วยรับรองคาร์บอนเครดิต ดันเกษตรกรเข้าสู่ T-VER
09 Feb 2026

 

กรมวิชาการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จัดพิธีเปิด“หน่วยรับรองโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตร” เพื่อยกระดับระบบการตรวจสอบความใช้ได้ (Validation) และทวนสอบ (Verification) โครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคสมัครใจตามมาตรฐานของประเทศไทย (T-VER) ให้สามารถนำไปใช้ได้จริงในภาคเกษตรไทย และสนับสนุนการขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่เป้าหมายด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมในระดับประเทศและระดับสากล



 

ภายในงานได้รับเกียรติจาก นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วยผู้บริหารระดับสูงจากหน่วยงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม นักวิชาการ ผู้แทนมหาวิทยาลัย ภาคเอกชน และสื่อมวลชนเข้าร่วมงาน โดยกรมได้รับมอบใบรับรองระบบงานตามมาตรฐานสากล ISO 14065: 2020 และ ISO/IEC 17029: 2019 จากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) รวมถึงหนังสือรับรองการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจภาคเกษตร จากองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.)

 

 

ทั้งนี้ กรมวิชาการเกษตรถือเป็นหน่วยงานภาครัฐแห่งแรกของไทยที่ได้รับการขึ้นทะเบียนผู้ประเมินภายนอกสำหรับโครงการภาคสมัครใจ ที่สามารถให้บริการตรวจสอบความใช้ได้หรือทวนสอบโครงการ T-VER สาขาเกษตร จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการยกระดับภาคการเกษตรของไทยให้เชื่อมโยงกับระบบมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่ตรวจสอบได้และเป็นที่ยอมรับ เพื่อสร้างความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานและบุคลากรสำหรับการดำเนินงานด้านตรวจสอบความใช้ได้หรือทวนสอบโครงการลดก๊าซเรือนกระจกภาคเกษตรตามหลักสากล

อธิบดีกรมวิชาการเกษตร กล่าวว่า กรมวิชาการเกษตรขับเคลื่อนงานด้านสภาพอากาศและสิ่งแวดล้อมภายใต้แนวทาง BCG (Bio–Circular–Green Economy) ซึ่งเป็นนโยบายสำคัญของประเทศ โดยมุ่งให้ภาคเกษตรเติบโตควบคู่กับความยั่งยืน และสามารถแข่งขันได้ในเวทีการค้าโลก พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการลดก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางการเกษตร และการแก้ไขปัญหา PM 2.5 อย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการผลักดันให้การลดก๊าซเรือนกระจกของภาคเกษตรสามารถ “แปลงเป็นมูลค่า” ได้จริง ผ่านกลไกคาร์บอนเครดิต เพื่อสร้างรายได้ใหม่ให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ

 

 

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวเพิ่มเติมว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นไปตามนโยบายของท่านรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า ที่มอบหมายให้กรมวิชาการเกษตรดำเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง และให้เกิดผลเป็นรูปธรรม เพื่อให้ภาคเกษตรไทยสามารถปรับตัวต่อมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมของโลกได้อย่างมั่นคง

เพื่อรองรับภารกิจดังกล่าว กรมวิชาการเกษตรได้จัดตั้งกองวิจัยพัฒนาพืชเศรษฐกิจใหม่และการจัดการก๊าซเรือนกระจกสำหรับภาคเกษตร” เมื่อประมาณ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นหน่วยงานใหม่ล่าสุดของกรม มีภารกิจสำคัญในการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนา พืชโปรตีนสูง เช่น ไข่ผำ พืชทางเลือก เช่น กัญชง และ พืชเศรษฐกิจ เช่น พืชสมุนไพร เครื่องเทศมูลค่าสูง และสารสกัดสำหรับทางการแพทย์ เช่น ฟ้าทะลายโจร  กระชายดำ ขมิ้นชัน ไพล ไพลแดง พริกไทย เป็นต้น พร้อมทั้งทำหน้าที่สำคัญในการตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรให้กับ อบก. ภายใต้มาตรฐาน T-VER

นอกจากนี้ กองดังกล่าวยังมีภารกิจในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนา “พืชเศรษฐกิจใหม่” และ “พืชศักยภาพสูง” ของประเทศอย่างเป็นระบบ นอกเหนือจากไข่ผำและกัญชง โดยครอบคลุมกลุ่มพืชสำคัญ ได้แก่ กลุ่มสมุนไพรและเครื่องเทศมูลค่าสูงที่มีสารสำคัญชัดเจน กลุ่มพืชโปรตีนทางเลือกเพื่อรองรับอุตสาหกรรมอาหารอนาคต กลุ่มพืชน้ำมันทางเลือกเพื่อการใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรม กลุ่มพืชเส้นใยและวัสดุชีวภาพ รวมถึงกลุ่มไม้เศรษฐกิจและวนเกษตรที่มีศักยภาพในการดูดกลับคาร์บอน และกลุ่มพืชพรีเมี่ยมเฉพาะตลาด เช่น โกโก้และกาแฟคุณภาพสูง เพื่อสร้างโอกาสรายได้ใหม่ให้เกษตรกรควบคู่กับการพัฒนาเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

ปัจจุบัน กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนาบุคลากรด้านการตรวจสอบการกักเก็บและการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจกในพืช รวมทั้งสิ้น 45 คน ประกอบด้วย Lead VVB จำนวน 1 คน VB จำนวน 3 คน และผู้ช่วย VVB จำนวน 41 คน เพื่อรองรับการตรวจรับรองคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรอย่างเป็นระบบและเป็นมาตรฐาน

อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวว่า กรมมุ่งยกระดับการผลิตของพี่น้องเกษตรกร ผ่านการส่งเสริมมาตรฐานการผลิตที่ดี (GAP) ควบคู่กับการผลักดันสู่เกษตรคาร์บอนต่ำ และในระยะต่อไปมุ่งสู่แนวทาง Net Negative ภาคการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพิ่มรายได้จากผลผลิตที่มีคุณภาพ และสร้างมูลค่าเพิ่มจากการลด/กักเก็บก๊าซเรือนกระจกได้จริง โดยหัวใจสำคัญคือ เกษตรยั่งยืนที่ทำได้จริงในพื้นที่ เน้นการใช้ดิน น้ำ และปุ๋ยอย่างถูกต้องเหมาะสม ลดการเผา ลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างไม่จำเป็น และส่งเสริมการปฏิบัติทางการเกษตรที่ถูกต้องตามหลักวิชาการ

นอกจากนี้ กรมวิชาการเกษตรดำเนินงานโดยเชื่อมโยงมาตรฐานการผลิตภาคเกษตร เข้ากับมาตรฐานคาร์บอนเครดิตที่ได้รับการยอมรับทั้งในระดับประเทศและระดับสากล เช่น T-VER / T-VER Premium / Gold Standard / Verra เพื่อให้การดำเนินงานของเกษตรกรสามารถ “วัดผลได้ ตรวจสอบได้ และนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง” ทั้งด้านสิ่งแวดล้อมและด้านเศรษฐกิจ

สำหรับเกษตรกร ชุมชน หรือองค์กรที่สนใจเริ่มต้นเข้าสู่ระบบ T-VER สามารถเข้ามาปรึกษากับหน่วยงานของกรมใกล้บ้าน ได้แก่ สำนักวิจัยและพัฒนาการเกษตรเขต (สวพ.) และศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตร (ศวพ.) ในจังหวัดต่างๆ ทั่วประเทศ เพื่อรับคำแนะนำตั้งแต่การเตรียมข้อมูล การเลือกกิจกรรมที่เหมาะสม ไปจนถึงการวางแผนเข้าระบบคาร์บอนเครดิตอย่างถูกต้อง โดยกรมได้จัดทำคู่มือการทำคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรสำหรับเกษตรกร รวมถึงสื่อความรู้ในรูปแบบ QR Code เพื่อให้เข้าถึงข้อมูลได้สะดวก และอยู่ระหว่างการพัฒนาและเปิดตัว AI Chatbot เพื่อช่วยตอบคำถามเบื้องต้นและให้คำแนะนำที่เป็นมาตรฐานเดียวกัน

ในระยะเริ่มต้น หน่วยรับรองของกรมวิชาการเกษตรกำลังจะเริ่มให้บริการตรวจสอบความใช้ได้ (Validation) อย่างเป็นรูปธรรม โดยขณะนี้มี 3 โครงการนำร่องสำคัญ ได้แก่
 1) โครงการ “การกักเก็บและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในสวนยางพารา สำนักวิชาเกษตรนวัต สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา”

2) โครงการผลิตปาล์มน้ำมันที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม รับผิดชอบต่อสังคม โดยสหกรณ์นิคมท่าแซะ จำกัด จังหวัดชุมพร พื้นที่ดำเนินการ 10,878.19 ไร่ (โครงการระดับ Premium)
3) โครงการทำนาลดโลกร้อน จังหวัดสุพรรณบุรี พื้นที่ปลูก 400 ไร่

 

 

ทั้งนี้ ภายในงานยังมีการจัดเสวนาในหัวข้อ “การขับเคลื่อนเกษตรไทยสู่ Net Negative” เพื่อแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงนโยบาย แนวทางทางวิชาการ และบทบาทของภาคเกษตรในการลดและดูดกลับก๊าซเรือนกระจก รวมถึงการเชื่อมโยงการดำเนินงานภาคการเกษตรเข้ากับกลไก T-VER เพื่อรองรับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของประเทศในระยะยาว โดยได้รับเกียรติจาก นายรพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ นายณกรณ์ ตรรกวิรพัท ผู้อำนวยการองค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) นายปวิช เกศววงศ์ รองอธิบดีกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม และ ศ.ดร.พูนพิภพ เกษมทรัพย์ จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองทั้งในเชิงนโยบาย กลไก และหลักวิชาการ

การเปิดหน่วยรับรองโครงการคาร์บอนเครดิตภาคเกษตรในครั้งนี้ นับเป็นก้าวสำคัญในการพัฒนาระบบคาร์บอนเครดิตภาคการเกษตรของประเทศไทย ที่ผสานองค์ความรู้ด้านพืชเข้ากับมาตรฐานสากล เพื่อสนับสนุนเกษตรกรไทยให้สามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคการเกษตรในอนาคต” อธิบดีกรมวิชาการเกษตรกล่าวทิ้งท้าย

[อ่าน 42]
ข่าวที่เกี่ยวข้อง
กทพ. ปิดช่อง Easy Pass ด่านดินแดง เบี่ยงจราจร 24 ชม.
ชับบ์ ไลฟ์ เดินหน้าปี 2026 จัดประชุมใหญ่ดันฝ่ายขายสู่การเติบโตไร้ขีดจำกัด
Estée Lauder เปิดตัวรองพื้น Double Wear สูตรใหม่ เบาแมตต์ ทนยาว เหมาะอากาศเมืองไทย
ไอ-เทล เปิดบ้าน i-Cattery เจาะลึกเทรนด์ผู้บริโภค ชูโรดแมปสู่ผู้นำนวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยง
มาสเตอร์ เซอร์ทิฟายด์ ยูส คาร์ ขนรถพรีเมียมไมล์น้อย จัดแคมเปญรับวาเลนไทน์–ตรุษจีน
ทรู ยกระดับความปลอดภัย ลงทะเบียนซิมเติมเงินด้วยตัวเองผ่านแอปทรู ใช้ ThaiD
MAGAZINE UPDATE
Owner
DOUBLE D CREATION Co.,Ltd.
เอเวอร์กรีนวิว ทาวเวอร์ ชั้น 4
เลขที่ 22/43 ซอยบางนา-ตราด 56 ถนนบางนา-ตราด
แขวงบางนา เขตบางนา กรุงเทพมหานคร 10260
Tel : 0-2751-4995-6
Mobile : 062-194-4561
Advertising
ติดต่อโฆษณา และ การตลาด
คุณศุภากร ยาตพงศ์ (บู)
Mobile : 08-1355-3636
Tel : 0-2751-4995-6
E-mail : market-plus@hotmail.com
info@marketplus.in.th
PR News
ส่งข่าวประชาสัมพันธ์
E-mail : info@marketplus.in.th,
market-plus@hotmail.com,
marketplus@hotmail.co.th
Copyright © 2016 DOUBLE D CREATION Co.,Ltd. All rights Reserved