
ตัวเลขดังกล่าวสะท้อน “คุณภาพรายได้” ของกองทรัสต์อุตสาหกรรมรายใหญ่ ที่ยังคงสร้างกระแสเงินสดได้อย่างมั่นคง แม้ภาพรวมเศรษฐกิจยังมีแรงกดดันจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และความไม่แน่นอนทางนโยบายการค้าโลก
ปัจจัยสำคัญที่หนุนการเติบโตในไตรมาสนี้ มาจากการลงทุนซื้อทรัพย์สินเพิ่มเติม ทั้งโรงงานและคลังสินค้าในเดือนกันยายน 2568 ทำให้พอร์ตโฟลิโอมีพื้นที่เช่าเพิ่มขึ้นโดยทันที
ขณะเดียวกัน ดีมานด์จากผู้เช่ากลุ่มโลจิสติกส์และอิเล็กทรอนิกส์ยังแข็งแรง ส่งผลให้อัตราการเช่าเฉลี่ยปรับขึ้นมาอยู่ที่ 93.7% จาก 92.8% ในไตรมาสก่อนหน้า
นี่สะท้อนกลยุทธ์เชิงรุกของผู้จัดการกองทรัสต์ ที่ไม่ได้รอให้ตลาดฟื้นตัว แต่เลือก “ขยายสินทรัพย์ในจังหวะที่เหมาะสม” เพื่อสร้างอัตราการเติบโตทันทีในงบถัดไป
แม้ปี 2569 เศรษฐกิจไทยยังต้องเผชิญแรงกดดันจากปัจจัยภายนอกและความไม่แน่นอนทางการเมือง แต่ภาคการผลิตและการส่งออกเริ่มเห็นสัญญาณบวก โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ เช่น เซมิคอนดักเตอร์, PCB และฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ ซึ่งเติบโตตามดีมานด์โลก
อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญคือยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI ปี 2568 เพิ่มขึ้น 21% และมูลค่าเงินลงทุนเพิ่มขึ้น 66%
สะท้อนความเชื่อมั่นของนักลงทุนต่างชาติที่ยังมองไทยเป็นฐานการผลิตสำคัญในภูมิภาค
ในเชิงกลยุทธ์ เทรนด์ดังกล่าวหมายความว่า
ความต้องการเช่าโรงงาน–คลังสินค้า มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง
พื้นที่โลจิสติกส์จะยิ่งสำคัญในยุค Supply Chain Reconfiguration
REIT กลุ่มอุตสาหกรรมที่มีพอร์ตคุณภาพสูง จะได้อานิสงส์โดยตรง
FTREIT กำลังยืนอยู่ในจุดที่ “ความผันผวนคือโอกาส”
ด้วยพอร์ตสินทรัพย์ที่ขยายตัว อัตราการเช่าที่ปรับขึ้น และการจ่ายปันผลสม่ำเสมอ กองทรัสต์ไม่ได้เพียงรักษาระดับผลตอบแทน แต่กำลังวางตำแหน่งตัวเองให้สอดรับกับคลื่นการลงทุนอุตสาหกรรมรอบใหม่
ท่ามกลางโลกที่ไม่แน่นอน สินทรัพย์อุตสาหกรรมที่มีผู้เช่ากลุ่มเทคโนโลยีและโลจิสติกส์เป็นฐาน กลายเป็น “โครงสร้างพื้นฐานของเศรษฐกิจยุคใหม่” และ FTREIT กำลังเก็บเกี่ยวผลลัพธ์จากการวางเกมล่วงหน้าอย่างเป็นระบบ




