
ข้อมูลจากเอกสารข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่า ปี 2568 บริษัทมียอดขายรวม 8,645.5 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 11.6% จากปีก่อน และมีกำไรสุทธิ 503.3 ล้านบาท เติบโต 24.0% โดยยอดขายทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 และกำไรสุทธิทำสถิติสูงสุดต่อเนื่องเป็นปีที่ 3
ฝ่ายบริหารระบุว่า การเติบโตมาจากยอดขายที่เพิ่มขึ้นในทุกช่องทาง ทั้ง B2B, B2C และการส่งออก ขณะที่กำไรขยายตัวจากประสิทธิภาพการผลิตที่ดีขึ้น และการบริหารจัดการต้นทุนที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น แม้ราคาวัตถุดิบเฉลี่ยยังปรับตัวสูง
จากผลประกอบการที่แข็งแกร่ง บริษัทเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.51 บาท เพิ่มขึ้นจาก 0.41 บาทในปีก่อน คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผล 55.2% โดยเตรียมนำเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นวันที่ 23 เมษายน 2569
ในเชิงโครงสร้างการผลิต KCG ได้ปรับปรุงสายการผลิตและขยายกำลังการผลิตผลิตภัณฑ์เนยแล้วเสร็จในเดือนธันวาคม 2568 ส่งผลให้กำลังการผลิตเพิ่มจาก 18,596 ตันต่อปี เป็น 23,261 ตันต่อปี
พร้อมกันนี้ บริษัทเดินหน้าลงทุนเพิ่มระบบ Automation เช่น ระบบสายพานลำเลียงอัตโนมัติ (Conveyor) ระบบหุ่นยนต์จัดเรียงสินค้า (Robotic Palletizer) รวมถึงการติดตั้ง Solar Rooftop และระบบอนุรักษ์พลังงาน เพื่อยกระดับประสิทธิภาพและควบคุมต้นทุนในระยะยาว
สำหรับปี 2569 บริษัทประเมินแนวโน้มต้นทุนวัตถุดิบเฉลี่ยอยู่ในระดับทรงตัว และตั้งเป้าเติบโตต่อเนื่อง โดยเน้น 4 แกนหลัก ได้แก่
เสริมความแข็งแกร่งสินค้าหลัก
พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ให้สอดรับพฤติกรรมผู้บริโภค
ขยายตลาดต่างประเทศ
เพิ่มช่องทางจำหน่ายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์
ขณะเดียวกันยังนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการพยากรณ์ยอดขาย บริหารสินค้าคงคลัง และวางแผนกำลังคน เพื่อเพิ่มความแม่นยำและลดต้นทุนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
นอกจากผลประกอบการที่เติบโตต่อเนื่อง KCG ยังได้รับการประเมินด้านธรรมาภิบาลและความยั่งยืนในระดับสูง อาทิ CGR ระดับ 5 ดาว, SET ESG Ratings ระดับ AAA, การติดกลุ่ม ESG100 และรางวัลด้านการบริหารซัพพลายเชน
ผลประกอบการปี 2568 ของ KCG สะท้อน “คุณภาพการเติบโต” มากกว่าตัวเลขยอดขายเพียงอย่างเดียว เพราะกำไรขยายตัวในอัตราที่สูงกว่า พร้อมเดินหน้าลงทุนเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและเทคโนโลยีรองรับการเติบโตระยะยาว ท่ามกลางเศรษฐกิจที่ยังมีความผันผวน
หากแผนขยายกำลังผลิตและการใช้ Automation เดินหน้าได้ตามเป้า ปี 2569 มีแนวโน้มเป็นอีกปีที่ KCG จะรักษาทิศทางการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติผลประกอบการและความยั่งยืนองค์กร





