
เหตุผลไม่ซับซ้อนนักเพราะเมื่อธุรกิจหลักอย่างกาวซีเมนต์และกาวยาแนวขึ้นไปยืนอยู่ในจุดที่สูงมากแล้ว การจะโตแบบก้าวกระโดดในตลาดเดิมย่อมทำได้ยากขึ้น จระเข้จึงต้องเริ่มหาคำตอบใหม่ว่า จะโตต่ออย่างไรในวันที่ส่วนแบ่งตลาดเดิมเกินครึ่งไปแล้ว
ข้อมูลจากบริษัทสะท้อนภาพนี้ชัดเจน จระเข้ยังรักษาตำแหน่งผู้นำอันดับหนึ่งในตลาดกาวซีเมนต์และกาวยาแนว ด้วยส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% ขณะที่ปี 2568 ตลาดก่อสร้างไทยมีมูลค่าราว 1.5 ล้านล้านบาท เติบโต 6.5% ส่วนบริษัททำการเติบโตได้ 4% ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่ท้าทายและการแข่งขันที่รุนแรง
จุดที่น่าสนใจคือ จระเข้ไม่ได้ตีโจทย์นี้ด้วยการเร่งขายสินค้าเดิมอย่างเดียว แต่เลือก “แตกแขนง” การเติบโตออกเป็นหลายขา ทั้งขยายตลาดส่งออก เพิ่มน้ำหนักพอร์ตเคมีก่อสร้างและสี รวมถึงเปิดเกม B2C ผ่านแบรนด์ใหม่ เพื่อกระจายความเสี่ยงและสร้างฐานรายได้ระยะยาว
ภายใต้การนำของ ดร.จิรัฏฐ์ สิริเฉลิมพงศ์ ที่เข้ารับตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหารในเดือนมกราคม 2569 บริษัทประกาศเดินหน้าภายใต้แนวคิด “Build Today, Beyond Tomorrow” หรือสร้างวันนี้ เพื่อพรุ่งนี้ที่ยั่งยืนกว่า ซึ่งหากอ่านในเชิงธุรกิจ แปลได้ว่า จระเข้กำลังเปลี่ยนตัวเองจากผู้เล่นที่แข็งแรงในตลาดวัสดุก่อสร้างไทย ไปสู่บริษัทที่ต้องมีหลายเครื่องยนต์ขับเคลื่อนพร้อมกัน ทั้งสินค้า บริการ ช่องทางขาย และตลาดต่างประเทศ
หนึ่งในแกนหลักของปีนี้คือการรุก ธุรกิจเคมีก่อสร้าง อย่างจริงจัง โดยบริษัทระบุชัดว่าจะใช้กลุ่มนี้เป็นกลยุทธ์หลัก พร้อมเปิดตัวแคมเปญและผลิตภัณฑ์ใหม่ในหมวดสำคัญ เช่น งานพื้นและกาวซีเมนต์ เพื่อเสริมความแข็งแกร่งของพอร์ตสินค้าในทุกกลุ่มงานก่อสร้าง
ในมุมธุรกิจ นี่คือการขยับจากตลาดที่บริษัท “ชนะอยู่แล้ว” ไปสู่ตลาดที่ยังมีพื้นที่ให้เพิ่มมูลค่าได้อีก เพราะเคมีก่อสร้างและสี เป็นสินค้าที่ต่อยอดได้กว้างกว่าแค่กาวหรือยาแนว และยังช่วยให้บริษัทมีโอกาสขายครบระบบมากขึ้น ทั้งในโครงการก่อสร้าง งานซ่อมแซม ไปจนถึงงานตกแต่งปลายทาง
ขณะเดียวกัน “ต่างประเทศ” ถูกยกขึ้นมาเป็นอีกคำตอบสำคัญของการโตระลอกใหม่ โดยเฉพาะตลาดอาเซียนที่ยังมีดีมานด์ก่อสร้างต่อเนื่อง บริษัทประกาศเดินหน้าขยายตลาดให้ครอบคลุมทั่วภูมิภาค ผ่านกลยุทธ์พันธมิตรท้องถิ่นและการนำเสนอสินค้าที่ตอบโจทย์ความต้องการของแต่ละประเทศ

ตลาดที่ถูกจับตาเป็นพิเศษคือ เวียดนาม ซึ่งจระเข้เข้าไปทำตลาดผ่านบริษัท จระเข้ เวียดนาม ตั้งแต่ปี 2566 โดยมีสำนักงานอยู่ที่นครโฮจิมินห์ และในปี 2569 จะขยายสำนักงานเพิ่มที่ กรุงฮานอย เพื่อรองรับการเติบโตของเวียดนามตอนเหนือ หลังบริษัทประเมินว่าตลาดก่อสร้างเวียดนามยังมีศักยภาพสูง และมีแนวโน้มเติบโตเฉลี่ยปีละ 7-8%
นี่ไม่ใช่แค่การเพิ่มจุดขายสินค้า แต่เป็นการปักหมุดเชิงยุทธศาสตร์ เพราะเมื่อบริษัทไทยเริ่มตั้งฐานธุรกิจและเครือข่ายในตลาดเพื่อนบ้านมากขึ้น นั่นหมายถึงการเปลี่ยนจาก “ผู้ส่งออก” ไปสู่ “ผู้เล่นระดับภูมิภาค” อย่างเป็นรูปธรรม และสอดคล้องกับเป้าหมายของบริษัทที่ต้องการเพิ่มน้ำหนักรายได้ต่างประเทศให้มากขึ้นในระยะต่อไป
อีกเกมที่น่าจับตาไม่แพ้กัน คือการขยับจากตลาดวัสดุก่อสร้างแบบ B2B ไปหา ผู้บริโภคปลายทาง มากขึ้น ผ่านบริษัทในเครือ เค เซอรา และการเปิดตัวแบรนด์ JORAKAY Easy ที่ออกแบบมาเพื่อคนรุ่นใหม่ซึ่งชอบดูแล ซ่อมแซม และตกแต่งบ้านด้วยตัวเอง
ความหมายของเกมนี้อยู่ที่พฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป จากเดิมวัสดุก่อสร้างเป็นเรื่องของช่างหรือผู้รับเหมา แต่วันนี้คนรุ่นใหม่เริ่มมองการซ่อมบ้านเป็นเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น สินค้าที่ใช้งานง่าย เข้าใจมือใหม่ และเข้าถึงผ่านออนไลน์ได้ จึงมีโอกาสโตสูง โดยเฉพาะเมื่อบริษัทวางช่องทางจำหน่ายไว้บน Shopee, Lazada และ TikTok Shop อย่างชัดเจน
นายชินธร อรรถสารประสิทธิ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เค เซอรา จำกัด ระบุว่า ตลาดวัสดุตกแต่งบ้านวันนี้ไม่ได้แข่งขันกันแค่คุณภาพอีกต่อไป แต่ต้องตอบโจทย์ทั้งฟังก์ชันและดีไซน์ที่สะท้อนตัวตนผู้บริโภค พร้อมตั้งเป้าให้ เค เซอรา เติบโต 10% ในปี 2569

หากมองให้ลึกขึ้น JORAKAY Easy ไม่ได้เป็นแค่แบรนด์ใหม่ แต่คือการทดลองสร้าง “ขาที่ 3” ของจระเข้ นอกเหนือจากตลาดวัสดุก่อสร้างหลักและตลาดต่างประเทศ เพราะถ้าแบรนด์นี้ไปได้ดี จะช่วยเปิดทางให้บริษัทเข้าถึงลูกค้าวงกว้างขึ้น สร้างการรับรู้แบรนด์ในตลาดผู้บริโภค และลดการพึ่งพายอดขายจากกลุ่มช่างและโครงการเพียงอย่างเดียว
นอกจากสินค้า จระเข้ยังเร่งเสริมจุดแข็งด้านบริการ ผ่านการเปิดตัว JORAKAY EXPERT TEAM ทีมวิศวกรผู้เชี่ยวชาญกว่า 100 คน ที่เข้ามาให้คำปรึกษางานก่อสร้างครบวงจร ตั้งแต่ฐานรากถึงหลังคา รวมถึงการต่อยอดเครือข่าย JORAKAY SHOP กว่า 1,200 ร้านทั่วประเทศ เพื่อย้ำภาพการเป็น One-stop Solution อย่างเต็มตัว
ในเชิงการแข่งขัน นี่คือการสร้าง “กำแพงธุรกิจ” ที่คู่แข่งเลียนแบบได้ยาก เพราะไม่ได้แข่งกันแค่สูตรสินค้า แต่แข่งกันทั้งระบบนิเวศ ตั้งแต่ความเชี่ยวชาญ วิศวกร ช่องทางขาย บริการหลังการขาย ไปจนถึงความสัมพันธ์กับร้านค้าและช่างในตลาด
อีกด้านหนึ่งที่บริษัทพยายามใช้เป็นแต้มต่อ คือเรื่อง ความยั่งยืน ปัจจุบันสินค้ากลุ่ม Green Products คิดเป็น 63% ของยอดขายรวม และบริษัทระบุว่าสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมได้มากกว่า 31 ล้าน kgCO2e ลดฝุ่นละอองกว่า 5 ล้านกิโลกรัม และลดของเสียกว่า 2.8 แสนกิโลกรัม พร้อมตั้งเป้ามุ่งสู่ Net Zero ในปี 2050
สรุปแล้ว โรดแมปปี 2569 ของจระเข้ ไม่ได้สะท้อนแค่ความพยายามขยายธุรกิจ แต่สะท้อนการปรับตัวครั้งสำคัญของบริษัทไทยที่รู้ดีว่า การเป็นเบอร์หนึ่งในตลาดเดิม ไม่ได้การันตีการเติบโตในอนาคตเสมอไป
โจทย์ของจระเข้ในปีนี้ จึงไม่ใช่เพียง “ขายเพิ่ม” แต่คือการสร้างสมดุลใหม่ของรายได้ ระหว่างไทยกับต่างประเทศ ระหว่าง B2B กับ B2C และระหว่างสินค้าหลักกับธุรกิจใหม่ หากทำได้สำเร็จ บริษัทก็จะไม่ใช่แค่ผู้นำกาวซีเมนต์ในไทยอีกต่อไป แต่จะขยับไปสู่การเป็นแบรนด์นวัตกรรมก่อสร้างและวัสดุตกแต่งระดับภูมิภาคอย่างเต็มตัว




