
EGCO Group หรือ บริษัท ผลิตไฟฟ้า จำกัด (มหาชน) เดินหน้าวางยุทธศาสตร์ธุรกิจปี 2569 ด้วยเป้าหมายสร้างการเติบโตอย่าง “มั่นคง สมดุล และยั่งยืน” ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์
โดยบริษัทประกาศกรอบลงทุนปีนี้ไว้ที่ 30,000 ล้านบาท เพื่อเร่งต่อยอดพอร์ตธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ควบคู่กับการบริหารสินทรัพย์อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาความสามารถทำกำไรและสร้างผลตอบแทนที่สม่ำเสมอแก่ผู้ถือหุ้น

ธวัชชัย สำราญวานิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ EGCO Group ระบุว่า ปี 2569 ยังเป็นปีที่ธุรกิจพลังงานต้องเผชิญความท้าทายจากหลายด้าน ทั้งกฎระเบียบใหม่ในหลายประเทศ ความผันผวนของเศรษฐกิจ และสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ แต่ในอีกด้านหนึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่เปิดโอกาสให้บริษัทที่มีพอร์ตลงทุนกระจายตัวดี มีวินัยทางการเงิน และมีความพร้อมด้านการลงทุน สามารถต่อยอดธุรกิจได้จากดีมานด์พลังงานรูปแบบใหม่ โดยเฉพาะความต้องการใช้ไฟฟ้าจาก Data Center, AI และธุรกิจที่ต้องการพลังงานสะอาดมากขึ้น
หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนธุรกิจในระยะต่อจากนี้ คือการทำให้พอร์ตธุรกิจเติบโตอย่างมีคุณภาพ ไม่ใช่เพียงขยายขนาดการลงทุน แต่ต้องเพิ่มความสามารถในการทำกำไร ควบคู่กับการรักษาฐานะการเงินให้แข็งแรง และสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตกับผลตอบแทนผู้ถือหุ้น
ภาพรวมผลการดำเนินงานปี 2568 สะท้อนว่า EGCO ยังรักษาความแข็งแกร่งของธุรกิจไว้ได้ ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน โดยมี รายได้รวม 37,900 ล้านบาท มีกำไรจากการดำเนินงาน 4,439 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 4,727 ล้านบาท
โครงสร้างรายได้และกำไรของบริษัทในช่วงหลังยังมีน้ำหนักจากต่างประเทศมากขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนยุทธศาสตร์การขยายการลงทุนในหลายประเทศตลอดหลายปีที่ผ่านมา แนวทางดังกล่าวช่วยลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และเพิ่มความยืดหยุ่นให้พอร์ตธุรกิจในระยะยาว
ขณะเดียวกัน EGCO ยังให้ความสำคัญกับการรักษาวินัยทางการเงิน การบริหารหนี้ และการคัดเลือกโครงการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับความเสี่ยง ไม่เร่งขยายตัวเกินศักยภาพขององค์กร ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้บริษัทสามารถรักษาเสถียรภาพได้ แม้ต้องเผชิญแรงกดดันจากภายนอกหลายด้านพร้อมกัน

จากผลประกอบการที่ยังอยู่ในระดับแข็งแรง คณะกรรมการบริษัทมีมติเสนอจ่ายเงินปันผลสำหรับงวดครึ่งปีหลัง 2568 ที่ 3.25 บาทต่อหุ้น ส่งผลให้ทั้งปีจ่ายปันผลรวม 6.50 บาทต่อหุ้น
ท่าทีดังกล่าวสะท้อนชัดว่า EGCO ต้องการรักษาสมดุลระหว่างการลงทุนเพื่อการเติบโตในอนาคต กับการดูแลผลประโยชน์ของผู้ถือหุ้นในปัจจุบัน โดยยังคงยึดแนวทางจ่ายปันผลอย่างสม่ำเสมอตามศักยภาพผลประกอบการและฐานะการเงินของบริษัท
ในมุมของนักลงทุน นี่ถือเป็นสัญญาณบวก เพราะแสดงให้เห็นว่าแม้บริษัทจะอยู่ในช่วงเดินหน้าปรับพอร์ตครั้งสำคัญเพื่อรองรับโลกพลังงานยุคใหม่ แต่ก็ยังไม่ละเลยเรื่องผลตอบแทนที่ผู้ถือหุ้นควรได้รับ

สำหรับปี 2569 บริษัทจะขับเคลื่อนธุรกิจภายใต้กลยุทธ์ POWER4 ซึ่งเป็นแกนหลักของแผนระยะ 3 ปีช่วง 2568-2570 โดยออกแบบมาเพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านของอุตสาหกรรมพลังงาน และยกระดับพอร์ตธุรกิจให้พร้อมรับโอกาสใหม่
มิติแรก คือ การเพิ่มความสามารถทำกำไรและรักษาวินัยทางการเงิน บริษัทจะเร่งเพิ่มประสิทธิภาพรายได้และกำไรจากสินทรัพย์เดิม พร้อมรักษาความแข็งแรงของฐานะการเงิน และดูแลผลตอบแทนผู้ถือหุ้นผ่านนโยบายจ่ายปันผลอย่างต่อเนื่อง
มิติที่สอง คือ การลงทุนในธุรกิจไฟฟ้าและพลังงานที่เกี่ยวเนื่องอย่างต่อเนื่อง โดยยังโฟกัสธุรกิจที่เป็นความเชี่ยวชาญ ทั้งโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติคุณภาพสูง โรงไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน และธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรองรับดีมานด์ใหม่ของตลาด ทั้งจาก Data Center, AI และผู้ประกอบการที่ต้องการพลังงานสะอาดที่มีเสถียรภาพ
มิติที่สาม คือ การบริหารพอร์ตเชิงรุกผ่าน Asset Recycling และ Portfolio Optimization ซึ่งเป็นหนึ่งในเครื่องมือสำคัญของ EGCO ในการปลดล็อกมูลค่าสินทรัพย์เดิม แล้วนำเงินกลับไปลงทุนในโครงการใหม่ที่มีศักยภาพสูงกว่า ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้เงินลงทุน และทำให้พอร์ตธุรกิจมีความคล่องตัวมากขึ้น
ส่วนมิติที่สี่ คือ การยกระดับองค์กรด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ภายใต้แนวคิด “ONE EGCO ONE GOAL” เพื่อให้ทั้งองค์กรขับเคลื่อนไปในทิศทางเดียวกัน โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยบริหารโรงไฟฟ้า วิเคราะห์ข้อมูล และวางแผนบำรุงรักษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนในระยะยาว

ในปี 2569 EGCO เตรียมงบลงทุน 30,000 ล้านบาท เพื่อใช้สำหรับการแสวงหาโอกาสลงทุนใหม่อย่างต่อเนื่อง ทั้งการควบรวมและซื้อกิจการ การร่วมลงทุน และการพัฒนาโครงการใหม่ โดยยังเน้นประเทศที่มีฐานธุรกิจและพันธมิตรอยู่แล้วรวม 7 ประเทศ ได้แก่ ไทย สปป.ลาว ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย เกาหลีใต้ ไต้หวัน และสหรัฐอเมริกา
หนึ่งในตลาดที่ถูกจับตามากที่สุดคือ สหรัฐอเมริกา ซึ่งมีแนวโน้มความต้องการใช้ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของ Data Center และ AI โดยบริษัทคาดว่าจะรับรู้รายได้เต็มปีจากการลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า Pinnacle II รวมถึงการเพิ่มสัดส่วนถือหุ้นในโรงไฟฟ้า Linden Cogen เป็น 38% ซึ่งจะเข้ามาเสริมฐานรายได้และกระแสเงินสดของบริษัทให้แข็งแรงมากขึ้น
นอกจากนี้ ใน ฟิลิปปินส์ บริษัทจะรับรู้รายได้เต็มปีจากโรงไฟฟ้า Quezon ภายใต้สัญญาซื้อขายไฟฟ้าฉบับใหม่ขนาด 400 เมกะวัตต์ ส่วนใน อินโดนีเซีย บริษัทเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานผ่าน CDI Group ซึ่งจะมีบทบาทมากขึ้นในฐานะธุรกิจพลังงานที่เกี่ยวเนื่อง
ฝั่งการลงทุนในประเทศ ความเคลื่อนไหวสำคัญอยู่ที่โครงการ RE Big Lot รอบที่ 2 ซึ่ง EGCO อยู่ระหว่างทยอยลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ PPA รวม 11 โครงการ แบ่งเป็นสัญญากับ กฟผ. 10 โครงการ และ กฟภ. 1 โครงการ โดยคาดว่าจะลงนามครบทั้งหมดภายในไตรมาส 2 ปี 2569 ก่อนเริ่มก่อสร้างโครงการแรกในช่วงกลางปี 2570 และทยอยเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2571-2573
อีกด้านหนึ่ง บริษัทอยู่ระหว่างศึกษานโยบาย Direct PPA ซึ่งเปิดทางให้เอกชนสามารถทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้ากับผู้ผลิตได้โดยตรง กลไกนี้มีความสำคัญมากในเชิงยุทธศาสตร์ เพราะอาจกลายเป็นตัวแปรสำคัญในการดึงดูดการลงทุนของกลุ่ม Data Center และอุตสาหกรรมใหม่ที่ต้องการพลังงานสะอาดและมีความมั่นคงสูง
ขณะเดียวกัน โครงการ นิคมอุตสาหกรรมเอ็กโกระยอง (ERIE) ก็อยู่ระหว่างติดตามความเป็นไปได้ในการรับไฟฟ้าจากระบบส่งของ กฟผ. และหารือกับลูกค้า Data Center รายใหญ่ที่อาจเข้ามาลงทุนในพื้นที่ เนื่องจากเป็นกลุ่มลูกค้าที่ต้องใช้ทั้งไฟฟ้าและน้ำในปริมาณมาก ซึ่งอาจเปิดโอกาสต่อยอดไปสู่โมเดลโรงไฟฟ้าขายตรง หรือ Independent Power Supply (IPS) รวมถึงการขายไฟผ่าน Direct PPA ในอนาคต
ปัจจัยสำคัญที่จะช่วยหนุนการเติบโตของ EGCO ในปี 2569 มาจากหลายด้านประกอบกัน ไม่ว่าจะเป็นการรับรู้รายได้จากโครงการที่ทยอยเดินเครื่องเชิงพาณิชย์ การเพิ่มสัดส่วนลงทุนในโครงการต่างประเทศที่มีศักยภาพ และการบริหารพอร์ตเชิงรุกผ่าน Asset Recycling
จุดแข็งสำคัญของบริษัท คือการมี Diversified Portfolio หรือพอร์ตลงทุนที่กระจายตัวทั้งในด้านประเทศ ประเภทเชื้อเพลิง และธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง ทำให้ EGCO ไม่ผูกกับรายได้จากประเทศไทยเพียงอย่างเดียว อีกทั้งกำลังการผลิตจำนวนมากยังมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าระยะยาวรองรับ จึงช่วยสร้างความแน่นอนของรายได้และกระแสเงินสดในระยะยาว
อีกประเด็นที่ตลาดจับตา คือความเสี่ยงจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งอาจกระทบต่อราคาพลังงานโลก อย่างไรก็ตาม นายธวัชชัยระบุว่า EGCO ได้รับผลกระทบใน ระดับจำกัด เนื่องจากหลายโครงการมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้าที่มีกลไกส่งผ่านต้นทุนเชื้อเพลิงไปยังผู้รับซื้อไฟฟ้า ขณะที่โครงการที่ขายไฟในระบบ Pool Market ก็สามารถสะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้นผ่านค่าไฟได้บางส่วน
นอกจากนี้ บริษัทยังมีการสำรองเชื้อเพลิงอย่างเพียงพอ และมีระบบขนส่งที่ไม่ได้พึ่งพาเส้นทางขัดแย้งโดยตรง จึงยังสามารถรักษาความต่อเนื่องในการผลิตไฟฟ้าได้ตามปกติ

ในภาพรวม แผนธุรกิจปี 2569 ของ EGCO สะท้อนชัดว่าบริษัทกำลังปรับบทบาทจากผู้ผลิตไฟฟ้าแบบดั้งเดิม ไปสู่การเป็นผู้เล่นด้านพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่มีความหลากหลายมากขึ้น โดยยังยึดหลักวินัยการลงทุน ความแข็งแรงทางการเงิน และการบริหารความเสี่ยงอย่างเป็นระบบ
อีกหนึ่งเป้าหมายสำคัญคือการเดินหน้าไปสู่องค์กรคาร์บอนต่ำ โดยวางหมุดหมายทั้งระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาวอย่างชัดเจน สอดรับกับแนวโน้มพลังงานโลกที่ให้ความสำคัญกับการลดการปล่อยคาร์บอนมากขึ้น การเพิ่มน้ำหนักพลังงานหมุนเวียน การลงทุนในระบบกักเก็บพลังงาน และการนำเทคโนโลยีมาเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน จึงไม่ใช่เพียงเรื่องภาพลักษณ์ ESG แต่เป็นยุทธศาสตร์หลักของการเติบโตในอนาคต
หากสรุปภาพใหญ่ของ EGCO ในปี 2569 จะเห็นว่าบริษัทกำลังพยายามสร้างสมดุลใน 3 เรื่องพร้อมกัน คือ การเติบโตของพอร์ตธุรกิจ การรักษาเสถียรภาพทางการเงิน และการส่งมอบผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้น จุดแข็งของบริษัทจึงไม่ได้อยู่แค่การมีโรงไฟฟ้าหลายแห่งในหลายประเทศ แต่คือความสามารถในการเลือกจังหวะลงทุน ขายสินทรัพย์ และปรับพอร์ตให้สอดรับกับโลกพลังงานที่กำลังเปลี่ยนไป
สำหรับ EGCO ปี 2569 จึงไม่ใช่เพียงปีแห่งการลงทุนเพิ่ม แต่เป็นปีแห่งการวางฐานอนาคต เพื่อเปลี่ยนความท้าทายของอุตสาหกรรมพลังงานให้กลายเป็นโอกาสทางธุรกิจ และผลักดันการเติบโตให้เดินหน้าควบคู่กับความยั่งยืนในระยะยาว





